โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“สีหศักดิ์” ชี้ "กัมพูชา" ยังบิดเบือน บั่นทอนสัมพันธ์ชายแดน เชื่อยูเนสโกเข้าใจ ปมปราสาทพระวิหาร

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 01.40 น.

“สีหศักดิ์” ชี้ "กัมพูชา" ยังบิดเบือน บั่นทอนสัมพันธ์ชายแดน เชื่อยูเนสโกเข้าใจ ปมปราสาทพระวิหาร

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์ระหว่างไทย–กัมพูชา ว่า สิ่งที่ไทยติดตามด้วยความกังวล คือการที่ผู้บริหารระดับสูงของกัมพูชานำประเด็นขึ้นกล่าวบนเวทีระหว่างประเทศในลักษณะที่ไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย เช่น การกล่าวหาว่าไทยยึดดินแดน ซึ่งไทยเห็นว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งกลับแสดงท่าทีต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์และส่งเสริมการค้าชายแดน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ไทยไม่ประสงค์จะโต้ตอบแบบเผชิญหน้า แต่มีความจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง โดยไทยต้องการมองไปข้างหน้า ทั้งในเรื่องการหยุดยิง การลดความตึงเครียด และการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ อย่างไรก็ตาม หากอีกฝ่ายยังใช้แนวทางเดิม ๆ ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นปัจจัยสำคัญ

ในโอกาสหารือกับ Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การ UNESCO นายสีหศักดิ์ได้หยิบยกประเด็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ ปราสาทพระวิหาร มาหารือ โดยระบุว่า ไทยรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเห็นว่าความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ทางทหาร พร้อมยืนยันว่าไทยไม่ได้มีเจตนาให้เกิดความเสียหายต่อแหล่งมรดกโลก ซึ่งทางยูเนสโกเข้าใจท่าทีดังกล่าว และต้องการรักษาความเป็นกลาง พร้อมสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศใช้การเจรจาเป็นทางออก

ยูเนสโกให้ความสนใจประเมินความเสียหายของปราสาทพระวิหารจากเหตุปะทะ และอยู่ระหว่างพิจารณาส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบพื้นที่ โดยไม่ประสงค์เข้าไปเกี่ยวข้องในประเด็นทางทหาร

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์เปิดเผยว่า จะใช้โอกาสพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย–กัมพูชา

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่กล่าวหาไทยเผาป่าไล่ที่นั้น นายสีหศักดิ์ระบุว่า เป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนซึ่งเกิดขึ้นซ้ำ ๆ พร้อมย้ำว่า ทั้งสองประเทศมีช่องทางสื่อสารกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันผ่านเวทีสาธารณะ และเตือนว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายที่เผยแพร่ข่าวเอง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...