โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักวิจัยออสซี่เปลี่ยน ‘ของเสียคาร์บอนสูง’ สู่ ‘ปุ๋ยรักษ์โลก’ หนุนภาคเกษตร

Xinhua

อัพเดต 24 ก.พ. เวลา 08.26 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 01.26 น. • XinhuaThai

× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป

(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้คนเลือกซื้อดอกไม้ที่ตลาดเกษตรกรในกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย วันที่ 16 มี.ค. 2024)

ซิดนีย์, 23 ก.พ. (ซินหัว) — วันจันทร์ (23 ก.พ.) แถลงการณ์จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ของออสเตรเลีย ระบุว่าทีมนักวิจัยในออสเตรเลียได้พัฒนาวิธีการใหม่ที่สามารถเปลี่ยนของเสียให้เป็นปุ๋ยได้ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยมลพิษจากหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษมากที่สุดในโลก โดยมุ่งเป้าไปที่การปล่อยก๊าซที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากโรงงานปูนซีเมนต์และของเสียทางการเกษตร

นักวิจัยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อกระตุ้นปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า โดยทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยาควบคู่กับสารมลพิษไนโตรเจน เช่น ไนเตรตและไนไตรต์ ซึ่งเป็นสารปนเปื้อนทั่วไปในแหล่งน้ำจากภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เพื่อผลิตยูเรีย (Urea) โดยหลีกเลี่ยงกระบวนการแบบดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณมาก

ราห์มาน ไดยัน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่ายูเรียเป็นปุ๋ยที่ใช้หล่อเลี้ยงพืชผลสำหรับประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่ในปัจจุบัน ยูเรียถูกผลิตจากก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน ซึ่งเป็นกระบวนการที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมาก ใช้อุณหภูมิและความดันสูง และปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาล

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ (Nature Communications) ระบุว่าตัวเร่งปฏิกิริยาทองแดง-โคบอลต์ที่ออกแบบในระดับอะตอม แสดงให้เห็นถึงการทำงานเกื้อกูลกันเพื่อควบคุมการสร้างพันธะระหว่างคาร์บอนกับไนโตรเจน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยูเรียเมื่อเทียบกับระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อนึ่ง ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก ได้นำเข้ายูเรียจำนวน 3.8 ล้านตันในปี 2024 เนื่องจากกำลังการผลิตภายในประเทศมีจำกัด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...