โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ศาลฎีกา พิพากษาตัดสิทธิ 10 ปี “หมอเกศ” ชี้ทุจริต ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัครเลือก สว.

สวพ.FM91

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 10.44 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 10.44 น.

เปิดคำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิพากษา เพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งหมอเกศ 10 ปี ปมทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ชักจูงให้เข้าใจผิดในการคัดเลือกสว.ปี 67
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ลต. สว11/2568 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นโจทก์ฟ้อง นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรณีนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ใช้คำว่า ศาสตราจารย์ ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทยลงสมัคร ส.ว. และชักจูงให้เข้าใจผิดในการคัดเลือกส.ว.ปี 2567

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนและตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ในแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3) ผู้คัดค้าน ระบุในประวัติการศึกษา ว่า ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร ว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” สถาบันแคลิฟอร์เนียร์ยูนิเวอร์ซิตี้ เอฟซีอี ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันที่ให้บริการประเมินและเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาโดยได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย และกระทรวงศึกษาธิการรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา มีภารกิจในการเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาและมอบปริญญาบัตรแก่นักศึกษาชาวต่างชาติ ยังไม่มีบุคคลใดนำคุณวุฒิทางการศึกษาจากแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้เอฟซีอี (California University Foreign Credential Evaluation) ไปยื่นเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาต่อสำนักงาน ก.พ. เพื่อเข้ารับราชการ การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทาง วิชาการ “ศาสตราจารย์” สำหรับกรณีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

สำหรับกรณีคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งนี้การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง บุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.2564และระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการของ บุคลากรที่มีสถานภาพเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นอำนาจของสภาสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อบังคับและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้คัดค้านให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานเป็นการระบุถึงงานที่ผู้คัดค้านกำลังทำอยู่หรือเคยทำมาแล้วในอดีต เมื่อผู้คัดค้านระบุว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงเกศกมล เปลี่ยนสมัย” ผู้คัดค้านจึงต้องมีประสบการณ์การสอนหนังสือหรือประวัติการทำงาน สอนหนังสือมาก่อน หากผู้คัดค้านไม่เคยทำการสอนหนังสือมาก่อนก็ไม่อาจระบุว่าเป็นศาสตราจารย์ ในเอกสารข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครได้ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องได้มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นศาสตราจารย์ของผู้คัดค้านแล้วโดยผู้คัดค้านทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานของผู้ร้อง เรื่องการกรอกเอกสารข้อมูลการแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) ในส่วนข้อที่1 เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครที่ได้รับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือได้รับตำแหน่งทางวิชาการจากต่างประเทศ ระบุในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3 ) แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลด้วยความถูกต้อง ไม่แอบอ้างตนเองว่ามีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อให้ ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของผู้คัดค้าน

การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป

การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มตรา 62

พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...