SLEEK EV ชูกลยุทธ์ Infra-First เร่งขยาย S-CHARGE ปูพรม 600 จุดรองรับดีมานด์ปี 2026
SLEEK EV กางแผนบุกตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าปี 2026 ตั้งเป้ายอดขายโต 100% แตะ 4,000 คัน ชูโมเดลสร้าง Ecosystem แข็งแกร่งก่อนเร่งยอดขาย เร่งขยายสถานี S-CHARGE ครบ 150 แห่งทั่วประเทศ แก้ Pain Point โครงสร้างพื้นฐานไม่ครอบคลุม หวังดึงกลุ่มผู้ใช้ระยะไกลเปลี่ยนผ่านสู่ EV เตรียมขยายฐานการผลิตสู่พื้นที่ EEC ภายใน 2 ปี เพิ่มศักยภาพ Supply Chain และการบริหารต้นทุน ควบคู่การขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาค
2 กุมภาพันธ์ 2569– ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle) ของประเทศไทย จากการรุกคืบของผู้เล่นรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ บริษัท สลีค อีวี จำกัด (SLEEK EV) ผู้ผลิตและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติไทย-สิงคโปร์ ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2026 มุ่งเน้นการสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างผ่านกลยุทธ์ "Infrastructure before Sales" เพื่อสร้างรากฐานที่ยั่งยืนก่อนการขยายตัวของตลาดในระลอกถัดไป
นายกันตินันท์ ตันวีนุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สลีค อีวี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าอัตราการเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ 100% หรือคิดเป็นยอดจำหน่ายรวมกว่า 4,000 คัน โดยเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นฐานหลัก อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการดำเนินงานในปีนี้ไม่ใช่เพียงการทำตัวเลขยอดขาย แต่คือการเร่งลงทุนในโปรเจกต์ S-CHARGE ซึ่งเป็นระบบสถานีชาร์จที่ออกแบบมาเพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
"หัวใจสำคัญคือการสร้างระบบก่อนยอดขาย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรม EV ปัจจัยชี้ขาดของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่ต้นทุนการเดินทาง หากระบบโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 50% การเปลี่ยนมาใช้ EV จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ"
ปัจจุบัน ตลาดรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในไทยมีสัดส่วนเพียง 1–2% ของตลาดรวม ซึ่งถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Early Stage) โดยมีอุปสรรคสำคัญคือคุณภาพของผลิตภัณฑ์และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ครอบคลุม ข้อมูลจาก SLEEK EV ระบุว่ากลุ่มผู้ใช้งานปัจจุบันเดินทางเฉลี่ย 50–80 กิโลเมตรต่อวัน แต่กลุ่ม Target ที่มีนัยสำคัญต่อการเติบโตในอนาคตคือกลุ่มที่เดินทาง 100–200 กิโลเมตรต่อวัน ซึ่งกลุ่มนี้ยังคงชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูความพร้อมของระบบรองรับพลังงาน
เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว SLEEK EVจึงเร่งขยาย S-CHARGE Ecosystem ให้ครบ 150 สถานี 600 จุดชาร์จทั่วประเทศภายในปีนี้ โดยเน้นการเชื่อมต่อกับชีวิตประจำวันและประสิทธิภาพในการขยายตัวระยะยาว เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานและภาคขนส่งที่ต้องการความคุ้มค่าด้านต้นทุนพลังงานสูงสุด
ในส่วนของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว บริษัทฯ เตรียมขยายการดำเนินงานเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อยกระดับการควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความคล่องตัวในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
"สลีค อีวี มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างสมรรถนะที่เหมาะสมและราคาที่เข้าถึงได้ เราได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว ซึ่งมองเห็นว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก่อนตลาดเติบโต คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราก้าวสู่การเป็นผู้นำได้ก่อนคู่แข่ง"
ทางด้านผลิตภัณฑ์ SLEEK EVยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี S Drive 1.0 ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ และการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA (Over-the-Air) เพื่อให้รถสามารถพัฒนาประสิทธิภาพได้ตลอดอายุการใช้งาน รวมถึงการเชื่อมต่อ IoT ผ่านแอปพลิเคชันเพื่อบริหารจัดการข้อมูลแบบ Real-time ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในการสร้างความแตกต่างจากผู้เล่นรายใหม่ที่เน้นการนำเข้าสินค้าเพียงอย่างเดียว
แม้ตลาดจะมีความท้าทายจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและคู่แข่งรายใหม่ แต่ด้วยประสบการณ์ในการพัฒนาโซลูชันมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามากว่า 3 ปี SLEEK EV เชื่อมั่นว่าความเข้าใจในพฤติกรรมผู้ใช้งานจริง ผสานกับเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในด้านพลังงานและเทคโนโลยี จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด Green Mobility ของประเทศไทยได้อย่างมั่นคง