ญี่ปุ่นลงทุนไทยปี 68 ทะยานแตะ 1 แสนล้าน เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
The Bangkok Insight
อัพเดต 02 ก.พ. เวลา 11.05 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. เวลา 11.05 น. • The Bangkok Insightบีโอไอเผยญี่ปุ่นลงทุนไทยปี 2568 ทะยานแตะ 1 แสนล้าน เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว รับดัชนีความเชื่อมั่นลงทุนญี่ปุ่นฟื้น แรงขับเคลื่อนหลักจากอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย นายซาโต้ ฮิโรยาสุ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น และคณะ ได้เข้าพบหารือกับบีโอไอ พร้อมนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 520 บริษัท ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2568
จากผลสำรวจพบว่า บริษัทญี่ปุ่นมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับ 6 ไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากการฟื้นตัวของการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะจากธุรกิจใหม่ในหลายอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นมองว่าจะขยายตัวดีขึ้น เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ อาหาร ธุรกิจการค้า และธุรกิจการเงิน
นอกจากนี้ 23% ของบริษัทญี่ปุ่นที่ตอบแบบสำรวจมีแผนจะลงทุนเพิ่มในไทยภายในปีนี้ ขณะที่ 35% คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น และ 26% ของบริษัทญี่ปุ่นมีแผนจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย
สำหรับผลกระทบจากปัจจัยระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) พบว่า 44% ของบริษัทญี่ปุ่นลงทุนไทยระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ 26% ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่กว่า 54% ยังจะคงกลยุทธ์เดิมในการรองรับมาตรการภาษีดังกล่าว รองลงมาคือการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า การขยายตลาดในประเทศและตลาดอื่น ๆ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ สะท้อนท่าทีของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ไม่ตื่นตระหนกมากนัก แต่ยังเฝ้าระวังท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก
สำหรับผลกระทบจากการปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นลงทุนไทยส่วนใหญ่กว่า 67 % ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ มีบางส่วน 25% ได้รับผลกระทบด้านโลจิสติกส์และการผลิต เนื่องจากเดิมมีการส่งสินค้าทางบกระหว่างสองประเทศ โดยแนวทางรับมือหลักคือ ปรับไปใช้การขนส่งทางเรือหรือขนส่งทางบกผ่านประเทศลาวและเวียดนามแทน
นอกจากนี้ ผลสำรวจระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นได้มีข้อเสนอในเรื่องที่ประเทศไทยควรดำเนินการเร่งด่วนเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุน เช่น การใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การพัฒนาประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบและคืนภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง สะท้อนความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ผลการสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น สอดคล้องกับภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2568 ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีจำนวน 311 โครงการ เพิ่มขึ้น 17% มูลค่าเงินลงทุนกว่า 1.19 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 146% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นในอาเซียน และ ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อบรรยากาศการลงทุนของประเทศในระยะยาว
กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนจากญี่ปุ่น โดยในปี 2568 มีมูลค่าเงินลงทุน 28,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% สะท้อนการต่อยอดจากฐานรถยนต์ ICE เดิมที่เข้มแข็ง เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริด (HEV) ซึ่งมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนบทบาทของนักลงทุนญี่ปุ่นในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สมัยใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้ซัพพลายเชนยานยนต์ของไทยในระยะยาว
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยปี 2568 มีมูลค่าเงินลงทุน 24,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121% สะท้อนการขยายฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูง
กลุ่มดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 42 ล้านบาทในปี 2567 เป็นกว่า 7,600 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนการเข้ามาของโครงการขนาดใหญ่ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ซึ่งจะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีโครงการขนาดใหญ่จากญี่ปุ่นที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 อีกหลายกิจการที่น่าสนใจ เช่น โครงการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน โครงการผลิตเหล็กคุณภาพสูง โครงการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม โครงการผลิตพลังงานหมุนเวียน โครงการร่วมทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น อีกทั้งยังมีโครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นลงทุนผ่านบริษัทลูกในสิงคโปร์ด้วย
นายนฤตม์ กล่าว;jk ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และยึดไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในระยะยาว ปัจจุบันมีกว่า 6,000 บริษัททำธุรกิจอยู่ในไทย
ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัว โดยการลงทุนญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างชัดเจน เช่น รถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิ้นส่วนอากาศยาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน
บีโอไอจะเสริมสร้างความร่วมมือกับนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อต่อยอดการลงทุนคุณภาพ ยกระดับซัพพลายเชนในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'บีโอไอ' มั่นใจปี 69 ลงทุนไทยโตต่อ เผยปี 68 ยอดขอส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.8 ล้านล้าน
- 'บีโอไอ' เปิดร่าง โรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ปั้น 'ชิปเมดอินไทยแลนด์ 2050'
- 9 เดือน ยอดขอบีโอไอทะลุ 1.3 ล้านล้าน อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แรงไม่ตก
ติดตามเราได้ที่