สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก หลังศาลสูงสุดจำกัดอำนาจ เขย่าเศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนรอบใหม่ หลังรัฐบาลสหรัฐประกาศ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก 15% ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ Supreme Court of the United States มีคำวินิจฉัยจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารในการใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินเพื่อจัดเก็บภาษีแบบครอบคลุม
มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “แผนสำรองเชิงยุทธศาสตร์” ของประธานาธิบดี Donald Trump เพื่อรักษาอำนาจต่อรองทางการค้า แม้เครื่องมือทางกฎหมายบางส่วนจะถูกตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ
จุดเริ่มต้น: ศาลสูงสุดจำกัดการใช้อำนาจฉุกเฉิน
ก่อนหน้านี้ ฝ่ายบริหารพยายามใช้อำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้ากับหลายประเทศในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดมีมติว่าการจัดเก็บภาษีในลักษณะดังกล่าวเกินขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร และควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐสภา
คำตัดสินดังกล่าวส่งผลให้มาตรการภาษีเดิมต้องยุติลง และบังคับให้รัฐบาลต้องหาช่องทางกฎหมายอื่นในการดำเนินนโยบายการค้า
มาตรา 122: เครื่องมือใหม่ของทำเนียบขาว
รัฐบาลสหรัฐจึงหันมาใช้ Section 122 ของ Trade Act 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีนำเข้าได้ชั่วคราวไม่เกิน 150 วัน โดยไม่ต้องขออนุมัติล่วงหน้าจากสภาคองเกรส
รายละเอียดสำคัญของมาตรการ
- อัตราภาษี: 15%
- ครอบคลุม: สินค้านำเข้าจากทุกประเทศ
- ระยะเวลา: ไม่เกิน 150 วัน ก่อนเสนอให้รัฐสภาพิจารณา
- ข้อยกเว้น: สินค้าบางประเภทตามข้อกำหนดเฉพาะ
นักวิเคราะห์มองว่า แม้มาตรการนี้จะเป็น “ชั่วคราว” แต่ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอาจเกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะในภาคการผลิต เทคโนโลยี และสินค้าอุตสาหกรรม
ปฏิกิริยาทั่วโลก: จีน–ยุโรปจับตาใกล้ชิด
🇨🇳 จีน
กระทรวงพาณิชย์ของ China ระบุว่ากำลังประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน พร้อมส่งสัญญาณว่าพร้อมปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า หากมาตรการส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ส่งออกจีน
จีนถือเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ การขึ้นภาษีในวงกว้างอาจเพิ่มต้นทุนการส่งออก และเร่งให้บริษัทจีนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีข้อตกลงภาษีพิเศษ
🇪🇺 สหภาพยุโรป
European Union แสดงจุดยืนว่าสหรัฐควรเคารพข้อตกลงการค้าที่มีอยู่ และเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีอย่างฉับพลันอาจกระตุ้นมาตรการตอบโต้
หลายประเทศในยุโรปกังวลว่าภาษีใหม่จะกระทบสินค้าอุตสาหกรรม รถยนต์ และสินค้าเกษตร ซึ่งมีมูลค่าส่งออกสูงไปยังตลาดสหรัฐ
ตลาดการเงินตอบรับทันที
ทองคำปรับตัวขึ้น
นักลงทุนหันเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการค้าและความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว
ราคาน้ำมันอ่อนตัว
ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันดิบมีแรงกดดัน เนื่องจากตลาดกังวลว่าการขึ้นภาษีจะชะลอการค้าโลก และลดความต้องการพลังงาน
ดอลลาร์ผันผวน
ค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน จากแรงกดดันด้านความเชื่อมั่นและความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคต
ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากประเมินว่า หากมาตรการดังกล่าวได้รับการขยายระยะเวลา หรือถูกตอบโต้ด้วยภาษีจากประเทศคู่ค้า อาจนำไปสู่:
- การชะลอตัวของการค้าโลก
- การเพิ่มต้นทุนสินค้าและเงินเฟ้อ
- การชะลอการลงทุนภาคเอกชน
- ความผันผวนในตลาดทุนระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเปิดในเอเชีย รวมถึงไทย อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานและคำสั่งซื้อส่งออก
มุมมองระยะถัดไป
แม้ศาลจะจำกัดอำนาจบางส่วนของฝ่ายบริหาร แต่การใช้มาตรา 122 สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายการค้าก้าวร้าวเป็นเครื่องมือหลักทางเศรษฐกิจ
นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องจับตา 3 ปัจจัยสำคัญในระยะต่อไป:
- รัฐสภาสหรัฐจะอนุมัติหรือขยายมาตรการหรือไม่
- ประเทศคู่ค้าจะตอบโต้หรือเจรจา
- ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
สรุป
การขึ้นภาษีนำเข้า 15% ของสหรัฐครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการการค้าชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่า “ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” กำลังกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดโลกอีกครั้ง
ในระยะสั้น ตลาดอาจเผชิญความผันผวนสูง ขณะที่ระยะยาว ความชัดเจนของนโยบายและการเจรจาระหว่างประเทศจะเป็นตัวชี้วัดว่าโลกกำลังเข้าสู่รอบใหม่ของสงครามการค้าหรือไม่