โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก หลังศาลสูงสุดจำกัดอำนาจ เขย่าเศรษฐกิจโลก

Businesstoday

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 04.30 น. • Businesstoday

เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนรอบใหม่ หลังรัฐบาลสหรัฐประกาศ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก 15% ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ Supreme Court of the United States มีคำวินิจฉัยจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารในการใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินเพื่อจัดเก็บภาษีแบบครอบคลุม

มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “แผนสำรองเชิงยุทธศาสตร์” ของประธานาธิบดี Donald Trump เพื่อรักษาอำนาจต่อรองทางการค้า แม้เครื่องมือทางกฎหมายบางส่วนจะถูกตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ

จุดเริ่มต้น: ศาลสูงสุดจำกัดการใช้อำนาจฉุกเฉิน

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายบริหารพยายามใช้อำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้ากับหลายประเทศในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดมีมติว่าการจัดเก็บภาษีในลักษณะดังกล่าวเกินขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร และควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐสภา

คำตัดสินดังกล่าวส่งผลให้มาตรการภาษีเดิมต้องยุติลง และบังคับให้รัฐบาลต้องหาช่องทางกฎหมายอื่นในการดำเนินนโยบายการค้า

มาตรา 122: เครื่องมือใหม่ของทำเนียบขาว

รัฐบาลสหรัฐจึงหันมาใช้ Section 122 ของ Trade Act 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีนำเข้าได้ชั่วคราวไม่เกิน 150 วัน โดยไม่ต้องขออนุมัติล่วงหน้าจากสภาคองเกรส

รายละเอียดสำคัญของมาตรการ

  • อัตราภาษี: 15%
  • ครอบคลุม: สินค้านำเข้าจากทุกประเทศ
  • ระยะเวลา: ไม่เกิน 150 วัน ก่อนเสนอให้รัฐสภาพิจารณา
  • ข้อยกเว้น: สินค้าบางประเภทตามข้อกำหนดเฉพาะ

นักวิเคราะห์มองว่า แม้มาตรการนี้จะเป็น “ชั่วคราว” แต่ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอาจเกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะในภาคการผลิต เทคโนโลยี และสินค้าอุตสาหกรรม

ปฏิกิริยาทั่วโลก: จีน–ยุโรปจับตาใกล้ชิด

🇨🇳 จีน

กระทรวงพาณิชย์ของ China ระบุว่ากำลังประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน พร้อมส่งสัญญาณว่าพร้อมปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า หากมาตรการส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ส่งออกจีน

จีนถือเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ การขึ้นภาษีในวงกว้างอาจเพิ่มต้นทุนการส่งออก และเร่งให้บริษัทจีนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีข้อตกลงภาษีพิเศษ

🇪🇺 สหภาพยุโรป

European Union แสดงจุดยืนว่าสหรัฐควรเคารพข้อตกลงการค้าที่มีอยู่ และเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีอย่างฉับพลันอาจกระตุ้นมาตรการตอบโต้

หลายประเทศในยุโรปกังวลว่าภาษีใหม่จะกระทบสินค้าอุตสาหกรรม รถยนต์ และสินค้าเกษตร ซึ่งมีมูลค่าส่งออกสูงไปยังตลาดสหรัฐ

ตลาดการเงินตอบรับทันที

ทองคำปรับตัวขึ้น

นักลงทุนหันเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการค้าและความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว

ราคาน้ำมันอ่อนตัว

ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันดิบมีแรงกดดัน เนื่องจากตลาดกังวลว่าการขึ้นภาษีจะชะลอการค้าโลก และลดความต้องการพลังงาน

ดอลลาร์ผันผวน

ค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน จากแรงกดดันด้านความเชื่อมั่นและความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคต

ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากประเมินว่า หากมาตรการดังกล่าวได้รับการขยายระยะเวลา หรือถูกตอบโต้ด้วยภาษีจากประเทศคู่ค้า อาจนำไปสู่:

  • การชะลอตัวของการค้าโลก
  • การเพิ่มต้นทุนสินค้าและเงินเฟ้อ
  • การชะลอการลงทุนภาคเอกชน
  • ความผันผวนในตลาดทุนระหว่างประเทศ

โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเปิดในเอเชีย รวมถึงไทย อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานและคำสั่งซื้อส่งออก

มุมมองระยะถัดไป

แม้ศาลจะจำกัดอำนาจบางส่วนของฝ่ายบริหาร แต่การใช้มาตรา 122 สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายการค้าก้าวร้าวเป็นเครื่องมือหลักทางเศรษฐกิจ

นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องจับตา 3 ปัจจัยสำคัญในระยะต่อไป:

  • รัฐสภาสหรัฐจะอนุมัติหรือขยายมาตรการหรือไม่
  • ประเทศคู่ค้าจะตอบโต้หรือเจรจา
  • ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

สรุป

การขึ้นภาษีนำเข้า 15% ของสหรัฐครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการการค้าชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่า “ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” กำลังกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดโลกอีกครั้ง

ในระยะสั้น ตลาดอาจเผชิญความผันผวนสูง ขณะที่ระยะยาว ความชัดเจนของนโยบายและการเจรจาระหว่างประเทศจะเป็นตัวชี้วัดว่าโลกกำลังเข้าสู่รอบใหม่ของสงครามการค้าหรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...