โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผลผลิตทุเรียนปีนี้ล้น 1 ล้านตัน ส่งออกแข่งเวียดนามราคาร่วง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปีนี้คาดผลผลิตทุเรียนล้นแตะ 1.06 ล้านตัน “พาณิชย์-เกษตรฯ” เร่งเตรียมมาตรการรับมือ ชาวสวนทำใจราคาอาจไม่ดี แถมเจอปัญหาแรงงานกัมพูชา “แพลททินัม ฟรุ๊ต” เตือนผลผลิตปีนี้ออกช้า มีสิทธิส่งออกชนกับเวียดนาม หวั่นเจอปัญหาโลจิสติกส์ ทุเรียนค้างเติ่งด่านเวียดนามเข้าจีน แถมล้งจีนหายไปเยอะ ทำแพ็กกิ้งทุเรียนส่งออกไม่ทัน

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า คาดว่าผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนเมษายน และออกมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ขณะที่ทุเรียนภาคใต้จะทยอยออกสู่ตลาดต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดูแลทั้งตลาดในและต่างประเทศ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตให้เหมาะสม เบื้องต้นคาดว่าปีนี้ผลผลิตทุเรียนจะมีมาก รวมถึงของคู่แข่งอย่างเวียดนามด้วย ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จะหามาตรการรองรับ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัว รวมถึงดูแลเรื่องการขนส่งไม่ให้เกิดปัญหาติดขัด สำหรับมาตรการที่ผ่านมาในการดูแลผลไม้คือ 7 มาตรการหลัก กับ 25 แผนงาน ที่จะครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การตลาดในประเทศ การส่งออก ไปจนถึงการแปรรูป และอำนวยความสะดวกทางการค้า

สำหรับ 7 มาตรการหลักที่ผ่านมา พร้อมปรับเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น 1.มาตรการสร้างความเชื่อมั่นผลผลิต โดยเร่งตรวจรับรองมาตรฐาน GAP ตั้งศูนย์ Set Zero เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพผลไม้ไทย พร้อมตั้ง War Room ผลักดันการส่งออก และตั้งชุดเฉพาะกิจเจรจากับจีน 2.มาตรการส่งเสริมตลาดในประเทศ เชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า และกระจายสินค้านอกแหล่งผลิต สนับสนุนค่าบริหารจัดการผลไม้ รณรงค์บริโภคผลไม้และส่งเสริม GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) 3.มาตรการส่งเสริม การแปรรูป และปรับพื้นที่เกษตรให้เหมาะสม โดยเฉพาะผลไม้ที่อยู่ในช่วงกระจุกตัวสูง และมีการสนับสนุนการปลูกพืชสวนแทนพืชไร่

4.มาตรการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ จัดมหกรรมค้าชายแดนและจับคู่ธุรกิจ ส่งเสริมการขายในต่างประเทศ และร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ 5.มาตรการยกระดับสินค้าผลไม้ไทย ทำประชาสัมพันธ์เชิงรุก และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เจรจาผ่อนปรนมาตรการทางการค้ากับประเทศคู่ค้า 6.มาตรการแก้ไขอุปสรรคและอำนวยความสะดวกการค้า ผ่อนปรนการเคลื่อนย้ายแรงงาน และสนับสนุนการคัดแยก-ขนย้าย 7.มาตรการกฎหมาย กำหนดให้แสดงราคารับซื้อ ณ จุดรับซื้อทุกวัน เวลา 08.00 น. เข้มงวดการป้องกันและปราบปรามการฉวยโอกาสทางการค้า

คาดทุเรียนทะลัก 1.06 ล้านตัน

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดของไทย เพื่อยกระดับมาตรฐาน กรมได้ออก “มาตรการ 4 ไม่” คือ ไม่อ่อน ไม่หนอน ไม่สวมสิทธิ์ และไม่มีสี ไม่มีสาร พร้อมกับการตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน เพื่อยกระดับมาตรการผลไม้ไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า นอกจากนี้ กรมยังให้ความสำคัญและเฝ้าระวังและติดตามเรื่องของสาร Basic Yellow 2 (BY2) การปนเปื้อนแคดเมียม ปัจจุบันกรมได้ขึ้นทะเบียนห้องปฏิบัติการที่ขึ้นทะเบียนกับ General Administration of Customs of the People’s Republic of China (GACC) หรือสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนจำนวน 14 แห่ง เพื่อรองรับการส่งออกได้ ซึ่งมั่นใจว่าเพียงพอต่อความต้องการ

รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า การคาดการณ์ผลผลิตทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ภาคตะวันออกพบว่า มังคุด เงาะ ลองกอง คาดการณ์ผลผลิตลดลง ยกเว้นทุเรียนคาดการณ์ผลผลิตเพิ่มขึ้น ผลผลิตรวม 1,061,308 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้ 871,692 ตัน ผลผลิตส่วนเกิน 189,616 ตัน ทั้งนี้ มีการประเมินว่าในช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม 2569 ผลผลิตภาคตะวันออกจะทยอยออกสู่ตลาด และออกมากสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน สัดส่วน 66% ของผลผลิตทั้งปี โดยได้กำหนดช่วงการตัดทุเรียนพันธุ์กระดุมเริ่มตัดได้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2569 ชะนี/พวงมณีเริ่มตัดได้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 หมอนทอง/ก้านยาวเริ่มตัดได้ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2569 เพื่อป้องกันการตัดทุเรียนอ่อน

ปี’68 ส่งออกทุเรียน 1.5 แสนล้าน

สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้สรุปสถิติการส่งออกทุเรียนไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-29 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่าปริมาณการส่งออก 58,015 ตู้ (ชิปเมนต์) น้ำหนักรวม 938,949.53 ตัน มูลค่ารวม 150,160.77 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความต้องการของตลาดจีนที่ยังคงแข็งแกร่ง และศักยภาพในการผลิตของเกษตรกรไทย

ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการทุเรียนไทยรายหนึ่งกล่าวว่า ปี 2569 ราคาทุเรียนเปิดต้นฤดูช่วงปลายเดือนมีนาคม ราคาหน้าสวนเริ่มต้นอาจไม่เกิน 200 บาท/กก. เนื่องจากผลผลิตปีนี้มีแนวโน้มมากขึ้น ขณะที่ราคาทุเรียนเวียดนามและมาเลเซียมีแนวโน้มปรับลดเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าอาจไม่เกิน 100 บาท/กก.

“โดยปกติสินค้าเกษตรเมื่อมีปริมาณมากราคาต้องปรับลดลง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นกังวลคือคุณภาพของทุเรียนในการส่งออก โดยเฉพาะปัญหาการปนเปื้อนสารแคดเมียม ที่คาดว่าอาจจะมาจากปุ๋ยและดิน และการเฝ้าระวัง ติดตาม และตรวจวิเคราะห์สาร Basic Yellow 2 (BY2) โดยปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการที่ขึ้นทะเบียนกับ GACC จำนวน 14 แห่งที่สามารถรองรับการตรวจเพื่อการส่งออกได้ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนสำหรับการเปิดให้บริการจุดไหนบ้าง และคาดหวังว่าจะไม่เกิดปัญหาปนเปื้อนทำให้ถูกระงับส่งออก

ชาวสวนหวั่นขาดแรงงานเก็บ

อีกปัจจัยที่ยังเป็นปัญหาสำคัญในภาคเกษตรคือ ปัญหาแรงงานที่ใช้ในฤดูกาลเก็บผลไม้ แม้จะมีการนำแรงงานสัญชาติอื่นทดแทน แต่ทักษะความสามารถยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนได้ รวมถึงการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานสัญชาติกัมพูชาประมาณ 1 แสนคนในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของฝ่ายความมั่นคง รวมถึงต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ว่าจะมีแนวทางมาแก้ปัญหานี้หรือไม่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือ การอำนวยความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าแรงงาน จัดตั้งศูนย์ One Stop Service แรงงานภาคเกษตรระดับจังหวัด การนำเข้าแรงงานภาคเกษตร การผ่อนผัน การรายงานตัวของแรงงานลาว ซึ่งที่ผ่านมาต้องกลับไปต่ออายุพาสปอร์ตที่ จ.นครพนม มุกดาหาร หนองคาย โดยผ่อนผันให้สามารถต่ออายุพาสปอร์ตที่ จ.จันทบุรี ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พยายามเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่นายวสันต์ รื่นรมย์ นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออกกล่าวว่า ทุเรียนในปีนี้คาดว่าราคาเปิดต้นฤดูอาจลดลงอยู่ที่ 170-180 บาท/กก. ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามด้วยผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องยอมรับ แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าราคาอาจลดลง เพราะผลผลิตปีนี้ล้นตลาด แต่กลับกลายเป็นข้อดีที่ทำให้คนไทยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้จะมีเวทีประชุมร่วมกันระหว่าง 3 จังหวัดภาคตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด) เพื่อประเมินผลผลิตทุเรียนในฤดูกาลปี 2569 อีกครั้ง

เตือนส่งออกเจอเวียดนามเบียด

นายณธกฤษ เอี่ยมสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด (มหาชน) หรือ PTF ผู้ส่งออกผลไม้สดพรีเมี่ยมรายใหญ่เปิดเผยว่า ปีนี้สภาพอากาศแล้งทำให้น้ำหนักผลผลิตต่อลูกทุเรียนจะลดลง สมมติปีที่แล้ว 10 ล้านลูก น้ำหนักต่อลูกประมาณ 3 กิโลกรัม แต่ปีนี้จำนวนลูกทุเรียนอาจเพิ่มขึ้น แต่น้ำหนักต่อลูกจะลดลงเหลือ 2.5 กิโลกรัม ฉะนั้น ปริมาณส่งออก ถ้าเทียบเป็นกิโลกรัมไม่แตกต่างกันมากระหว่างปีนี้กับปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ทุเรียนภาคตะวันออกปีนี้จะล่าช้ากว่าปีก่อน โดยเริ่มช่วงกลางเดือนเมษายน และพีกช่วงกลางพฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งจะตรงกับช่วงฤดูกาลของเวียดนาม ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมแรงงานเก็บผลไม้ให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสียหาย เก็บและแพ็กกิ้งส่งออกไม่ทัน ขณะที่ล้ง (โรงงานรับซื้อทุเรียน) มีจำนวนลดลงจากเดิม เพราะทุนจากจีนหายไป อีกทั้งธนาคารที่ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการส่งออกก็ลดลง

“เวียดนามมีต้นทุนส่งออกทุเรียนถูกกว่าไทย ทำให้สามารถตั้งราคาขายได้ถูกกว่า ทำให้ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนทุเรียนเวียดนามจะออกสู่ตลาดชนกับทุเรียนไทย อาจทำให้เกิดการฉุดราคาทุเรียนไทยลงได้”

นายณธกฤษกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการส่งออกทุเรียนคือ เรื่องการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งปริมาณทุเรียนปีนี้เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการไม่ได้ลงทุนเพิ่มเรื่องรถหัวลากและตู้ขนส่ง บวกกับช่วงพีกของผลผลิตออกสู่ตลาด เมื่อถึงด่านเวียดนามที่ต้องใช้รถหัวลากเวียดนามมาลาก ส่วนนี้ก็จะถูกดึงไปใช้กับทุเรียนเวียดนามเอง บวกกับกฎใหม่ของเวียดนามจะเริ่มวันที่ 16 เมษายนปีนี้คือการตรวจสารอย่างเข้มข้นที่ด่านเวียดนาม-จีน ทำให้ใช้เวลาตรงด่านมากขึ้น กลายเป็นคอขวดของทุเรียนไทย ส่งผลให้หัวลากตีรถกลับมารับของรอบใหม่ไม่ทัน เมื่อโลจิสติกส์มาป้อนไม่ทัน บางโรงงานต้องหยุดซื้อ และรอบการขนส่งสินค้านานขึ้น ก็ต้องใส่ Cash Flow เข้าไปในวงรอบเพิ่มขึ้น ปัญหานี้คาดจะเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือในช่วง 2 ปีนี้ ฉะนั้นผู้ประกอบการที่มีโลจิสติกส์พร้อม มีโรงงานพร้อมที่จะส่งไปถึงปลายทางจะได้เปรียบ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการลักษณะนี้ยังมีไม่เยอะ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผลผลิตทุเรียนปีนี้ล้น 1 ล้านตัน ส่งออกแข่งเวียดนามราคาร่วง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...