โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เซ็นทรัล ทำ’ โชว์โมเดล บ้านเทพพนา ปลูกอะโวคาโดสร้างรายได้ 60 ล้าน พร้อมเดินหน้าพาเกษตรอินทรีย์ไทยบุกตลาดโลก

THE STANDARD

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 06.02 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. เวลา 06.02 น. • thestandard.co
‘เซ็นทรัล ทำ’ โชว์โมเดล บ้านเทพพนา ปลูกอะโวคาโดสร้างรายได้ 60 ล้าน พร้อมเดินหน้าพาเกษตรอินทรีย์ไทยบุกตลาดโลก

ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง หรือแม้ต้นทุนที่ผันผวน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บทบาทของภาคธุรกิจเอกชนไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการสร้างรายได้และผลกำไรอีกต่อไป หากต้องขยายกรอบความรับผิดชอบไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้าง ทั้งชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่รอดและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการดำเนินงานของ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ภายใต้ กลุ่มเซ็นทรัล ที่เดินหน้าพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มรวบรวมสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชน และเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เพื่อนำมาจำหน่ายผ่านเครือข่ายค้าปลีกทั้งออฟไลน์และออนไลน์ของกลุ่มฯ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับมาตรฐานสินค้า และเปิดตลาดให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ปัจจุบันการเติบโตของธุรกิจต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ที่ผ่านมานโยบายของ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือการสร้าง คุณค่าร่วม (Shared Value) ผ่านการยกระดับศักยภาพชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยมองการพัฒนาแบบองค์รวม เชื่อมโยงทุกมิติให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

ส่วนในปี 2569 โครงการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 พร้อมยกระดับการพัฒนาเชิงระบบในระดับพื้นที่ ผ่านโมเดล ‘Holistic Shared Value Ecosystem’ โดยปักหมุดจังหวัด ชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบเศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำครบวงจร

ที่สำคัญการพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่โครงการเฉพาะกิจ แต่เป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตไว้ในกรอบเดียวกัน ซึ่งโมเดล Holistic Shared Value Ecosystem จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมการเติบโตของธุรกิจเข้ากับความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน และยังสามารถขยายผลได้ทั้งระดับจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นชัดจากผลการดำเนินงานปี 2568 จะเห็นภาพการเติบโตที่เชื่อมโยงหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่ ด้าน Inclusion มีการสนับสนุนโรงเรียน 203 แห่ง พัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สร้างงานและส่งเสริมอาชีพให้คนพิการกว่า 1,395 คน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกว่า 150,000 ราย ช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา

รวมถึงด้าน Community & Social Contribution สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนกว่า 1,800 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องและความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากในหลายจังหวัด ตามด้วย ด้าน Circular Economy & Waste Management และ Food Waste Reduction ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารกว่า 27,300 ตัน ลดขยะฝังกลบ 58,400 ตัน และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวกว่า 15,000 ไร่ สร้างมูลค่าทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการลดต้นทุนทรัพยากร

และด้าน Climate Action ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,487 แห่ง แผงโซลาร์เซลล์ 233 แห่ง ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวม 279,300 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดในระดับเครือข่ายธุรกิจ

สำหรับแผนงานปี 2569 โครงการจะยกระดับการพัฒนาเชิงระบบ 8 มิติ ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างแบรนด์ชุมชน การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไปจนถึงการบริหารจัดการขยะสู่เป้าหมาย Zero Waste โดยมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

พื้นที่นำร่องคือ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัด ชัยภูมิ หนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แม็กซิโกในไทยที่ได้รับการยอมรับ

ด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตสู่เกษตรอินทรีย์ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ จัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน และใช้ไบโอชาร์ฟื้นฟูดิน เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและการเผาชีวมวล แก้ปัญหา PM2.5 เชิงโครงสร้าง พร้อมต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าแบบไม่เผา เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรเป็นปุ๋ยและคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ปัจจุบันสวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จาก กรมวิชาการเกษตร สะท้อนความโปร่งใสและมาตรฐานการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม โดยในปี 2568 วิสาหกิจชุมชนฯ สร้างรายได้กว่า 60 ล้านบาท และขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโด 1,500 ราย แสดงศักยภาพการยกระดับสินค้าเกษตรสู่ตลาดมูลค่าสูง

นอกจากนี้ โครงการยังพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์และศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวกว่า 330,000 คนในปี 2568 พร้อมผลักดันพื้นที่เข้าสู่การขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark Sky Park) ในปี 2569 โดยความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิทยาศาสตร์

ขณะเดียวกัน ยังขยายผลสู่ภาคการศึกษา ด้วยการพัฒนาโรงเรียนบ้านไร่ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น พัฒนานักเรียน 1,326 คน ครู 113 คน และเชื่อมโยงเครือข่ายอีก 10 โรงเรียน สร้างการบูรณาการระหว่างการศึกษาและเศรษฐกิจจริงของพื้นที่อย่างเป็นระบบ

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า โมเดลการพัฒนาเชิงระบบไม่ได้เพียงสร้างรายได้ให้ชุมชน หากยังวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างยั่งยืน

ภาพปก: Torjrtrx/Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...