“พระราชพิธีสังเวยพระป้าย” เซ่นไหว้บรรพชนตามธรรมเนียมจีน ในราชสำนักไทย
การเซ่นไหว้ป้ายบรรพบุรุษ หรือ “ป้ายสถิตวิญญาณ” ในช่วงตรุษจีน เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของจีน และปรากฏอยู่ในราชสำนักไทย ในชื่อ “พระราชพิธีสังเวยพระป้าย” พิธีนี้เป็นมาอย่างไร?
คติป้ายสถิตวิญญาณ
ประเพณีเซ่นไหว้บรรพชนหน้าป้ายสถิตวิญญาณของจีน เรียกว่า เสินจู่(神主) หรือหลิงไผ(灵牌) เสินจู่ มีความหมายดั้งเดิมว่า “เปลวไฟที่ไส้ตะเกียง”ส่วนสำคัญที่สุดของประทีปโคมไฟ ส่วน “หลิง” หมายถึง “วิญญาณ”และ “ไผ” หมายถึง“ป้าย”หลิงไผจึงแปลตรงตัวว่า ป้ายสถิตวิญญาณ
คนจีนโบราณไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดอย่างพุทธศาสนา แต่เชื่อว่า วิญญาณยังคงอยู่ มีสถานะเป็นเทพเจ้าประจำตระกูล เรียก เจียเสิน(家神) จึงต้องทำป้ายให้เป็นที่พำนัก ดังคำอธิบายใน คัมภีร์กงหยางจ้วน ว่า “ลูกกตัญญู เมื่อพ่อแม่ตาย นำร่างไปฝัง เชิญวิญญาณกลับ ด้วยเกรงว่าวิญญาณจะอยู่ไม่สุข จึงทำป้ายไม้ให้เป็นที่สิงสถิต”
คัมภีร์หลี่จี้(อธิบายจารีต) กล่าวถึงป้ายสถิตวิญญาณของกษัตริย์ว่า “กษัตริย์ตายเรียกว่า ‘โอรสสวรรค์สวรรคต’ เมื่อทำพิธีเชิญวิญญาณกล่าวอัญเชิญว่า ‘โอรสสวรรค์นิวัตคืนมาเถิด’ ข่าวตายประกาศว่า ‘เทวราชเสด็จสู่สวรรค์’ แล้วทำป้ายสถิตวิญญาณประดิษฐานไว้ในศาลบรรพชน เขียนข้อความว่า ‘ตี้’(帝 – พระเป็นเจ้า)”
ธรรมเนียมนี้มีมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์โจว (เป็นอย่างช้า) โดยแต่เดิมเป็นเรื่องของชนชั้นปกครอง เพราะเป็นเครื่องแสดงฐานันดร แต่ต่อมาชาวบ้านทำบ้าง และทางการควบคุมไม่ได้ จึงมีกฎหมายอนุญาตอย่างเป็นทางการสมัยราชวงศ์หมิง โดยคนจีนจะนิยมไหว้บรรพชน 3-4 ชั่วคน ในเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลอื่น ๆ สืบมาถึงปัจจุบัน
ขนาดของป้ายสถิตวิญญาณจะใช้มาตรฐานตามคัมภีร์กงหยางจ้วนคือ 1 ฉื่อ 2 ฉุน (27.6 เซนติเมตร) ประกอบด้วยไม้ 3 ชิ้น คือ ฐานสี่เหลี่ยม 9×9 เซนติเมตร หนา 3-4 เซนติเมตร ตรงกลางเป็นร่องเสียบตัวป้าย ส่วนตัวป้ายเป็นไม้สองชิ้นซ้อนกัน ระบุชื่อ วันเดือนปีเกิด และวันเดือนปีตายของบรรพชน อาจเป็นป้ายละคน หรือสามีภรรยาร่วมป้ายเดียวกัน
เมื่อป้ายสถิตวิญญาณเป็นตัวแทนบรรพชน เจียเสินที่สถิตในป้ายจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านที่คุ้มครองครอบครัวและวงศ์ตระกูล และการเซ่นไหว้ต่าง ๆ ก็จะไหว้กันที่หน้าป้ายเหล่านี้
พระราชพิธีสังเวยพระป้ายในราชสำนักไทย
พระบรมราชจักรีวงศ์มีเชื้อสายจีน ประเพณีการทำป้ายสถิตวิญญาณ หรือ “พระป้าย” และพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษจึงเป็นพระราชพิธีในราชสำนักด้วย โดยมีร่องรอยพระป้ายและพระราชพิธีแต้มพระป้าย (การจารึกพระนามบนพระป้าย) เริ่มมีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 หลักฐานอยู่ใน ราชกิจจานุเบกษาเล่ม 7 ร.ศ. 109 หน้า 324 เรื่อง“การฉลองพระป้ายที่พระราชวังบางปะอิน”ข้อความตอนต้นระบุว่า
“ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การแต้มป้ายเป็นธรรมเนียมของจีนชาติ ซึ่งเป็นผู้นับถือบรรพบุรุษเป็นที่พึ่ง เพราะเขาถือว่าการที่บูชาเซ่นสรวงบรรพบุรุษ เป็นข้อสำคัญที่จะแสดงให้ชนทั้งปวงเป็นที่นับถือว่า เป็นคนดีแลถือว่าเป็นความเจริญแก่ตัวได้จริงด้วย แลการแต้มพระป้ายซึ่งเป็นการหลวงก็ได้เคยมีแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต…”
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำพระป้ายถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ 4 แต่มีลักษณะเป็นเทวรูปหล่อ ทรงเครื่องกษัตราธิราชเช่นเดียวกับพระสยามเทวาธิราช พระพักตร์เหมือนรัชกาลที่ 4 ประดิษฐานในซุ้มเรือนแก้วแบบเก๋งจีน จารึกพระปรมาภิไธยเป็นอักษรจีน ประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งมหิศรปราสาท ก่อนย้ายไปพระที่นั่งอัมพรสถานใน พ.ศ. 2445
รัชกาลที่ 5 ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำป้ายไม้จันทน์ 2 ป้าย ป้ายแรกมีกรอบและซุ้มเป็นมังกร มีอักษรจีนระบุพระนามรัชกาลที่ 4 อีกป้ายกรอบและซุ้มเป็นรูปหงส์ มีอักษรจีนระบุพระนามสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี (พระราชชนนี) มีพระราชพิธีแต้มพระป้าย แล้วนำไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน
เนื่องจากพระป้ายเขียนพระนามไว้แล้ว การแต้มพระป้ายจึงเป็นเพียงใช้พู่กันจีนจิ้มชาดหรคุณแต้มที่พระป้าย ซึ่งในพระราชพิธีนี้จะมีการเซ่นสังเวยร่วมอยู่ด้วย
พระป้ายของรัชกาลที่ 5 ทำขึ้นสมัยรัชกาลที่ 7 รวมถึงพระป้ายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีแต้มพระป้าย แล้วนำไปไว้ ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญเช่นกัน
เพลินพิศ กำราญจากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ อธิบายเรื่องพระราชพิธีสังเวยพระป้ายไว้ ดังนี้
“พระราชพิธีสังเวยพระป้าย คือการตั้งเครื่องคาวหวานเซ่นไหว้บรรพบุรุษบุพการีตามธรรมเนียมจีน กำหนดการสังเวยพระป้ายแต่เดิมมาไม่ได้สังเวยพร้อมกัน สังเวยที่พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญก่อน 1 วัน คือในวันแรม 15 ค่ำ ซึ่งเป็นวันไหว้ ส่วนที่พระที่นั่งอัมพรสถาน สังเวยในวันที่ 1 ค่ำ เดือน 1 ของจีน ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่
(พระราชพิธีสังเวยพระป้ายเปลี่ยนมาสังเวยพร้อมกันในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ของจีน หลังจากสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จสวรรคตแล้ว)
การสังเวยพระป้ายที่พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ และพระที่นั่งอัมพรสถานมีมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานกระแสพระราชนิยมไว้ว่า เมื่อทำพระป้ายขึ้นแล้วก็ควรมีการเซ่นตามธรรมเนียมจีนและควรมีทุกปี
พระราชพิธีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้วยพระองค์เอง หากบางปีมีพระราชกรณียกิจอื่นที่ไม่สามารถเสด็จพระราชดำเนินได้ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกเธอ หรือพระราชวงศ์ผู้ใหญ่เสด็จพระกอบพระราชกรณียกิจแทนพระองค์”
ปัจจุบันป้ายสถิตวิญญาณของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีและพระมเหสี จึงประกอบด้วยพระป้ายของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, รัชกาลที่ 4, สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี, รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และจะเห็นว่า ยังมีพระราชพิธีสังเวยพระป้ายในช่วงวันตรุษจีนอยู่ แต่พระราชพิธีแต้มพระป้ายนั้นไม่มีแล้ว
อ่านเพิ่มเติม :
- “ตรุษจีน” เลี้ยงขนมจีนนั้นไม่ใช่ของจีน ดูการแปรเปลี่ยนพิธีเลี้ยงพระตรุษจีนในราชสำนัก
- รัชกาลที่ 3 พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงเริ่มพระราชพิธี “เลี้ยงพระตรุษจีน”
- ขนมเทียน : การผสมผสานทางวัฒนธรรมผ่านเทศกาลตรุษจีน
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ถาวร สิกขโกศล. (2568). เทพเจ้าจีนที่น่ารู้จัก.กรุงเทพฯ : แสงดาว.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พระราชพิธีสังเวยพระป้าย” เซ่นไหว้บรรพชนตามธรรมเนียมจีน ในราชสำนักไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com