โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทย์เผย เดินเร็ววันละ 30 นาที ช่วยลดน้ำหนักได้มั้ย ชี้ลำไส้แข็งแรงขึ้น

Khaosod

อัพเดต 03 มี.ค. เวลา 06.35 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. เวลา 06.35 น.

แพทย์เผย เดินเร็ววันละ 30 นาที ช่วยลดน้ำหนักได้มั้ย ชี้ลำไส้แข็งแรงขึ้น สมาธิ-สภาพจิตใจดีขึ้นตามไปด้วย

ประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้มีเพียงแค่การเผาผลาญไขมันหรือการขับเหงื่อเท่านั้น นพ.จาง เจียหมิง แพทย์ด้านเวชศาสตร์พันธุกรรม เปิดเผยว่า มีเพื่อนรายหนึ่งเดินเร็ววันละ 30 นาทีต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน แม้น้ำหนักตัวไม่ได้ลดลงอย่างชัดเจน แต่ระบบขับถ่ายดีขึ้น นอนหลับลึกขึ้น และอารมณ์มั่นคงขึ้น

นพ.จางโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า เพื่อนของเขาเล่าว่า หลังเดินเร็ววันละ 30 นาทีต่อเนื่อง 3 เดือน แม้น้ำหนักไม่ลดลงชัดเจน แต่รู้สึกว่าร่างกาย “นิ่งและมั่นคง” มากขึ้น ขับถ่ายคล่องขึ้น นอนหลับดีขึ้น และอารมณ์ไม่แปรปรวนเหมือนเดิม

เขาอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเพียงผลทางจิตวิทยา แต่มี “กลไกระดับโมเลกุล” รองรับ ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายจนเหงื่อออกเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ งานทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sports Medicine and Health Science ปี 2025

ระบุว่า หลักฐานจากงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระดับที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนโครงสร้างและความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งส่งผลต่อการตอบสนองต่อการอักเสบ ความเสถียรของระบบเผาผลาญ และสภาวะทางจิตใจ

นพ.จางกล่าวว่า บ่อยครั้งกุญแจสำคัญของสุขภาพไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่อยู่ที่ “ผืนป่าจุลินทรีย์ที่กำลังฟื้นตัวในลำไส้” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการแพทย์ให้ความสำคัญกับจุลินทรีย์ในลำไส้มากขึ้น เนื่องจากพบว่าหลายโรคเรื้อรังมีความเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์เหล่านี้

นพ.จางระบุว่า ตั้งแต่โรคอ้วน เบาหวาน ไปจนถึงภาวะซึมเศร้า ภาวะสมองเสื่อม และโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ล้วนมีความเชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ จุลินทรีย์เหล่านี้ช่วยย่อยอาหาร สังเคราะห์วิตามิน ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน รักษาความสมบูรณ์ของเยื่อบุลำไส้ และยังส่งผลต่ออารมณ์และการตอบสนองต่อความเครียดผ่านแกนลำไส้–สมอง

เมื่อโครงสร้างจุลินทรีย์มีความหลากหลายและเสถียร การอักเสบจะลดลง ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายรู้สึกมั่นคงและมีพลังมากขึ้น ในทางกลับกัน หากสมดุลเสีย ความหลากหลายลดลง เชื้อไม่ดีเพิ่มขึ้น เชื้อดีลดลง จะทำให้การอักเสบเรื้อรังเพิ่มขึ้น ระบบทางเดินอาหารไวต่อสิ่งกระตุ้น น้ำหนักขึ้นง่าย และสภาพจิตใจแปรปรวน

นพ.จางอ้างถึงงานวิจัยที่พบว่า การออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผลิตกรดไขมันสายสั้น เช่น แบคทีเรียที่สร้างบิวเตรต (butyrate-producing bacteria)

กรดบิวเตรตเมื่อเข้าสู่เซลล์ลำไส้ จะยับยั้งเอนไซม์ histone deacetylase ส่งผลให้การแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบลดลง เสริมความแข็งแรงของเยื่อบุลำไส้ ลดภาวะลำไส้รั่ว และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของไมโทคอนเดรีย ทำให้เซลล์ใช้พลังงานได้ดีขึ้น

นพ.จางแนะนำว่า หากเดินเร็ววันละ 30 นาทีต่อเนื่อง 3 – 6 สัปดาห์ แล้วพบว่าการขับถ่ายดีขึ้น ท้องอืดลดลง จิตใจมั่นคงขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าแบคทีเรียผลิตบิวเตรตกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น

นอกจากนี้ ระหว่างออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะหลั่งสารไมโอไคน์ เช่น อินเตอร์ลิวคิน-6 ซึ่งกระตุ้นเซลล์ L ในลำไส้ให้หลั่งฮอร์โมน GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ขณะเดียวกัน กรดไขมันสายสั้นที่จุลินทรีย์ผลิตจะเข้าสู่ไมโทคอนเดรียของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการเผาผลาญไขมัน กล่าวคือ การออกกำลังกายช่วยให้ลำไส้ดีขึ้น และลำไส้ที่ดีขึ้นก็ส่งผลให้ระบบเผาผลาญเสถียรยิ่งขึ้น เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ สมาธิและสภาพจิตใจก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม นพ.จางเตือนว่า หากออกกำลังกายหนักเกินไปโดยพักฟื้นไม่เพียงพอ จะทำให้ฮอร์โมนความเครียดสูงขึ้น เพิ่มความสามารถในการซึมผ่านของลำไส้ และทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงชั่วคราว หากมีอาการระบบทางเดินอาหารผิดปกติหรือป่วยง่าย อาจเป็นสัญญาณว่าความหนักของการออกกำลังกายและการพักฟื้นไม่สมดุล จำเป็นต้องปรับใหม่

เขาเสนอแนวทาง 3 ประการ ซึ่งหากปฏิบัติต่อเนื่อง 3 เดือน อาจสังเกตเห็นการขับถ่ายสม่ำเสมอขึ้น ท้องอืดลดลง ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวนน้อยลง อารมณ์มั่นคงขึ้น ความวิตกกังวลลดลง และนอนหลับลึกขึ้น ได้แก่

1. รักษาความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลางสัปดาห์ละ 3–5 ครั้ง เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน ครั้งละ 30–45 นาที โดยให้อยู่ในระดับที่ยังสามารถพูดคุยได้แต่เริ่มหอบเล็กน้อย ระดับนี้เหมาะต่อการเพิ่มแบคทีเรียผลิตบิวเตรต ควบคู่กับการเพิ่มใยอาหาร เช่น แป้งทนย่อย (resistant starch) ใยอาหารชนิดละลายน้ำ ผักและธัญพืชไม่ขัดสี ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดี

2. ติดตามตัวชี้วัดการอักเสบและการเผาผลาญ หากค่า C-reactive protein (CRP) ชนิดความไวสูงสูง ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักแบบระเบิดพลัง หากค่า HbA1c สูง ควรเน้นแอโรบิกที่สม่ำเสมอก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มการฝึกแรงต้าน

3. ปรับให้เหมาะกับสภาพร่างกาย ผู้ที่มีความเครียดสูงหรือคุณภาพการนอนต่ำ ควรปรับปรุงการพักผ่อนก่อนเพิ่มปริมาณการออกกำลังกาย ผู้ที่มีลำไส้ไวต่อสิ่งกระตุ้นอาจใช้โปรไบโอติกสายพันธุ์เฉพาะในระยะสั้น แต่หัวใจสำคัญยังคงอยู่ที่การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยรวม

นพ.จางสรุปว่า การเดินเร็ววันละ 30 นาทีอาจไม่ทำให้น้ำหนักลดลงทันที แต่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในระดับจุลชีววิทยา ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นสุขภาพกายและใจที่มั่นคงยิ่งขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แพทย์เผย เดินเร็ววันละ 30 นาที ช่วยลดน้ำหนักได้มั้ย ชี้ลำไส้แข็งแรงขึ้น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...