สันติภาพยูเครน 2026 : ปัญหาและความท้าทาย
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สันติภาพยูเครน 2026
: ปัญหาและความท้าทาย
“ความขัดแย้งทางทหารมีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา แต่ปูตินก็ตั้งใจเลือกที่จะทำการรบในสไตล์แบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้สร้างผลสืบเนื่องที่เป็นความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับทั้งยูเครนและรัสเซีย”
General David Petraeus and Andrew Roberts
Conflict (2024)
สงครามยูเครนที่เริ่มด้วยการบุกของกองทัพรัสเซีย ที่ประธานาธิบดีปูตินเรียกอย่างสวยหรูว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” (Special Military Operations) ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 นั้น เดินทางมาครบ 4 ปีเต็ม และเริ่มเดินหน้าสู่ปีที่ 5 อย่างไม่น่าเชื่อ
ใครเลยในสถานการณ์การบุกของรัสเซียในวันนั้น จะเชื่อว่ากองทัพรัสเซียไม่สามารถทำลายกองทัพยูเครนได้ ทั้งไม่สามารถยึดยูเครนได้ตามแผนยุทธการที่ถูกวาดไว้อย่างสวยหรู… ถ้าทุกอย่างเดินไปตามแผนที่ถูกเขียนไว้บนกระดาษแล้ว อีกไม่กี่วันหลังจากวันบุก กองทัพรัสเซียจะเปิดการสวนสนามเพื่อฉลองชัยชนะที่กรุงเคียฟ และบรรดาชาวยูเครนสายนิยมรัสเซีย จะมอบช่อดอกไม้ ทั้งเข้าร่วมการเฉลิมฉลองครั้งนี้อย่างสนุกสนาน
แต่สงครามกลับเกิดอาการ “พลิกทั้งกระดาน” เมื่อกองทัพรัสเซียกลายเป็นเป้านิ่งถูกทำลายลงอย่างไม่คาดคิด แผนการณ์ในการยึดเมืองหลวงของยูเครน กลายเป็นความล้มเหลวทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี จนดูเหมือนความพ่ายแพ้ของรัสเซียอยู่ไม่ไกล
กระนั้น ความพ่ายแพ้ของกองทัพของรัฐมหาอำนาจใหญ่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดได้อย่างรวดเร็ว แม้ฝ่ายยูเครนและบรรดารัฐตะวันตกที่ให้การสนับสนุนจะคิดเช่นนั้น หากในความเป็นจริงในทางยุทธการ สงครามที่ต่างฝ่ายต่างยันกันในสนามรบ ในแบบที่ไม่มีใครมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายอย่างเด็ดขาดนั้น สงครามเปลี่ยนจากการรบอย่างรวดเร็วไปเป็นการรบอย่างเชื่องช้า… ต่างฝ่ายต่างทำลายกันไปอย่างที่ไม่อาจเอาชนะคู่สงครามอีกฝ่ายได้
การรุกคืบหน้าก็เช่นเดียวกัน เป็นไปอย่างช้าๆ พร้อมกับการกลืนกินชีวิตทหารและทำลายยุทโธปกรณ์ไปอย่างไม่มีขีดจำกัด
สงครามในสภาวะเช่นนี้ ทำให้ธรรมชาติของสนามรบเป็นเสมือนกับ “เครื่องบดเนื้อ” หรือที่เรียกตามยุทธวิธีของกองทัพรัสเซียในการเข้าตีที่ตั้งของหน่วยทหารยูเครนว่าเป็น “meat grinder” คือสภาวะของความสูญเสียอย่างหนัก เพราะเป็นยุทธวิธีของการเข้าตีที่ไม่ต้องคำนึงถึงความสูญเสียของชีวิตทหาร
แม้ภาษาจะเกิดจากทางทหารของรัสเซีย แต่ต่อมาทหารทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ใช้คำนี้ เพื่อบอกเล่าถึงสภาพความโหดร้ายของสนามรบ
ดังนั้น ความหวังที่จะยุติสงครามยูเครน จึงเป็นเสียงเรียกร้องที่เกิดอย่างกว้างขวาง ดังจะเห็นได้จากภาพข่าวต่างๆ ที่สะท้อนถึงความโหดร้าย และความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่วันนี้ถูกทำให้กลายเป็นเป้าหมายในสงคราม แต่ปัญหา “สันติภาพยูเครน” ก็ดูท่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกล แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่าย แต่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมดูจะไม่ปรากฏให้เวทีโลกได้เห็นแต่อย่างใด
ฉะนั้น บทความนี้จะทดลองสำรวจ “ดีลสันติภาพ” ในการยุติปัญหาสงครามยูเครนที่เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 ในปี 2026
คำถามเรื่องดินแดน
ถ้าถามว่าอะไรเป็นปัญหาที่ยากที่สุดในการเจรจาสันติภาพยูเครน… คำตอบคือ “ดินแดน” หรืออาจกล่าวได้ว่า ดินแดนเป็น “ปัญหาใจกลาง” ที่รัฐคู่สงครามไม่สามารถยอมกันได้ อันอาจกล่าวตรงไปตรงมาได้ว่า รัสเซียอยากผนวกดินแดนของยูเครน และยูเครนอยากได้ดินแดนที่เสียให้แก่รัสเซียกลับคืนมา หรือที่เรียกประเด็นเช่นนี้ว่า “คำถามเรื่องดินแดน” (Territorial Question)
แน่นอนว่าการเสียดินแดนเป็นปัญหาที่ไม่อาจประนีประนอมได้ในเวทีระหว่างประเทศ เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า ไม่มีผู้นำคนไหนต้องการเสียดินแดนในยุคที่ตนเป็นรัฐบาล หรือในทางกลับกัน ผู้นำทุกคนอยากอยู่ในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ว่า เป็นผู้นำที่เอาดินแดนกลับมาให้แก่มาตุภูมิ
ในทำนองเดียวกัน บทเรียนจากประวัติศาสตร์ตอบกับเราชัดเจนว่า ไม่มีประเทศไหนอยากเสียพื้นที่ของตนให้แก่รัฐอื่น แม้จะต้องเสียไปด้วยเงื่อนไขสงคราม ก็มักพยายามเอากลับคืนมาให้ได้ด้วยเงื่อนไขสงคราม เพราะการได้ดินแดนหรือการเสียดินแดนล้วนต้องผ่านเงื่อนไขสงครามไม่แตกต่างกัน และประเด็นนี้คือ ปัจจัยพื้นฐานของปัญหาสงครามยูเครน อันเป็นประเด็นที่ไม่มีจุดของการประนีประนอม กล่าวคือ ในเงื่อนไขของการยึดครองดินแดนนั้น ถ้าฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเสีย
ความหวังที่จะให้รัฐใหญ่ที่เป็นฝ่ายยึดครองดินแดนด้วยกำลัง แล้วตัดสินใจด้วยตนเองในการคืนดินแดนให้แก่เจ้าของพื้นที่ ย่อมเป็นหลักการเชิงอุดมคติในกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะในโลกที่ “กำลัง” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินข้อพิพาทระหว่างประเทศ โอกาสที่จะยุติข้อพิพาทในการยึดครองดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ อันมีนัยเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้น เราอาจต้องยอมรับความจริงในทางการเมืองว่า แม้การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ แต่โอกาสที่รัฐเล็กจะได้ดินแดนของตนกลับคืนมานั้น แทบจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้เท่าใดนัก
ดังจะเห็นจากรูปธรรมของการเจรจาปัญหาสันติภาพยูเครนว่า การเจรจาที่เกิดขึ้นนั้น ยังมองไม่เห็นว่าจะเดินต่อไปสู่จุดสุดท้ายของความสำเร็จได้อย่างไร
ในท้ายที่สุด ถ้าการเจรจานี้ถึงจุดที่จะยุติสงครามได้จริงแล้ว ก็เป็นไปได้ว่ายูเครนอาจต้องเสียดินแดนที่รัสเซียยึดครองไปตั้งแต่ปี 2014 โอกาสที่ยูเครนจะเอาดินแดนนี้กลับคืนมาคงเป็นไปไม่ได้แล้ว
แต่ในทำนองเดียวกัน โอกาสที่รัสเซียจะยึดครองยูเครนทั้งประเทศ ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
ความท้าทายเพิ่มเติม
ดังนั้น สงครามยูเครน… สันติภาพยูเครน จึงเป็นความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญในการจัดการกับพื้นที่พิพาทเช่นนี้ ซึ่งทางเซเลนสกีผู้นำยูเครนเสนอให้เปลี่ยนพื้นที่นี้เป็น “เขตเศรษฐกิจเสรี” (free economic zone) เพื่อที่พื้นที่นี้จะลดความเป็นพื้นที่ทางทหารลง แต่ผู้นำรัสเซียไม่ได้ตอบรับกับข้อเสนอดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากข้อสังเกตดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การจะสร้างสันติภาพยูเครนได้นั้น จะต้องแก้ปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องดินแดนของทั้ง 2 ฝ่ายให้ได้
แต่ก็ชัดเจนว่าไม่ง่ายเลย เนื่องจากการยุติข้อพิพาทนี้จะมีนัยโดยตรงถึงการที่ฝ่ายหนึ่งได้ดินแดน และอีกฝ่ายหนึ่งเสียดินแดน อีกทั้งถ้ารัฐบาลยูเครนยอมสละดินแดนอันเป็นผลจากการเจรจาเช่นนี้ จะถูกถือว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย ทั้งยังจะทำให้รัฐบาลเซเลนสกีไม่ได้รับความยอมรับจากประชาชนอีกด้วย
นอกจากนี้ ปัญหาข้อถกเถียงเรื่องดินแดนยังมีนัยที่ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในทางยุทธศาสตร์คือ ปัญหาการควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia) เนื่องจากโรงไฟฟ้านี้เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป และเป็นโรงไฟฟ้าที่อยู่ใกล้แนวหน้า ซึ่งในปัจจุบันโรงไฟฟ้านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพรัสเซีย
ในการนี้ รัฐบาลยูเครนเสนอให้โรงไฟฟ้านี้อยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกัน 2 ฝ่าย คือ สหรัฐและยูเครน ซึ่งก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า รัสเซียไม่ตอบรับกับข้อเสนอดังกล่าว และเสนอกลับว่าโรงไฟฟ้านี้จะอยู่ภายใต้การควบคุม 2 ฝ่าย คือ รัสเซียกับสหรัฐ หรือแม้กระทั่งเสนอให้อยู่ในการควบคุมของ 2 ฝ่ายในอีกแบบ คือ รัสเซียกับยูเครน ซึ่งทางยูเครนก็ไม่ตอบรับกับข้อเสนอเช่นนี้
การควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว จึงเป็นปัญหาอีกประการที่ทำให้การเจรจาประสบความสำเร็จได้ยากขึ้น และเป็นอีกเรื่องที่รัสเซียไม่มีท่าทีประนอม ที่จะปล่อยให้โรงไฟฟ้านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของฝ่ายตน
การค้ำประกันความมั่นคง
การค้ำประกันความมั่นคง (Security Guarantee) ที่มีความหมายถึง คำสัญญาของรัฐผู้ลงนาม ที่จะให้การสนับสนุนต่อยูเครน ในกรณีที่รัสเซียตัดสินใจเปิดการบุกยูเครนขนาดใหญ่อีก ซึ่งประเด็นนี้เป็นอีกเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เพราะมีนัยถึงการวางกำลังรบของรัฐผู้สัญญาในดินแดนของยูเครน ซึ่งตอบได้ง่ายในเบื้องต้นว่า รัสเซียไม่มีทางที่จะยอมรับข้อเสนอเช่นนี้ได้เลย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอในเบื้องต้นนี้ได้รับการตอบรับจากอังกฤษและฝรั่งเศส ที่จะจัดวางกำลังของทั้ง 2 ประเทศในยูเครน แต่ก็ไม่มีความชัดเจนจากสหรัฐว่าสหรัฐจะตอบรับที่จะเข้าร่วมการค้ำประกันนี้หรือไม่ ทั้งไม่ชัดเจนว่าทางทำเนียบขาวคิดอย่างไรกับแนวคิดที่จะส่งกำลังทหารอเมริกันเข้าร่วมการค้ำประกันเช่นนี้
เช่นเดียวกัน ทางสหภาพยุโรปเองก็อาจต้องคิดถึงประเด็นเช่นนี้ เพราะหากยูเครนเข้าเป็นสมาชิกของอียูแล้ว และยูเครนถูกรัสเซียบุก อียูก็จะมีพันธะโดยตรงในการปกป้องยูเครนด้วย กระนั้น ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเบื้องต้นว่า ยูเครนจะได้รับโอกาสให้เข้าเป็นสมาชิกของอียูเมื่อใด
สำหรับท่าทีของรัสเซียนั้นมีความชัดเจนมาโดยตลอดว่า รัสเซียจะไม่ยอมรับต่อการวางกำลังรบของนาโตในยูเครนเป็นอันขาด ขณะเดียวกันรัสเซียก็เรียกร้องให้มีการค้ำประกันความมั่นคงของรัสเซียในทางกลับกันด้วย ทั้งยืนยันอย่างชัดเจนว่า รัสเซียจะรู้สึกมีความมั่นคงก็ต่อเมื่อปัญหาการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตของยูเครนนั้นได้รับการยกเลิกไป พร้อมกันนี้กำลังพลของกองทัพยูเครนจะต้องลดลงให้เหลือราว 6 แสนนาย จากระดับ 8 แสนนายในปัจจุบัน อีกทั้งรัสเซียขอมีสิทธิ์ในการ “วีโต้” ต่อการพัฒนาทางทหารของยูเครนในอนาคต
กําลังพลของกองทัพยูเครนในปัจจุบันมีจำนวนรวม 730,000 นาย และกองกำลังกึ่งทหารมีจำนวนอีกราว 260,000 นาย (ตัวเลขจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์, The Military Balance 2025) ซึ่งการลดทอนกำลังลงอย่างมากนั้น ย่อมทำให้ผู้นำยูเครนกังวลถึงความอ่อนแอทางทหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่มีหลักประกันอย่างแท้จริงว่า รัสเซียจะไม่โจมตียูเครนอีก เนื่องจากรัสเซียก็เคยค้ำประกันสถานะของยูเครนมาแล้วในปี 1994 และการอนุญาตให้รัสเซียมีสิทธิ์ในการวีโต้การพัฒนาด้านความมั่นคงของยูเครนในอนาคตนั้น รัฐบาลยูเครนคงไม่ตอบรับกับประเด็นนี้อย่างแน่นอน เพราะจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดความได้เปรียบกับทางฝ่ายกองทัพรัสเซีย
อนาคตที่ยังเป็นปัญหา
แน่นอนว่าการเจรจาสันติภาพที่จะยุติสงครามยูเครนให้ได้จริงนั้น ยังมีความท้าทายในประเด็นที่สำคัญรออยู่เบื้องหน้า และก็ดูจะไม่ง่ายที่จะหาทางประนีประนอมให้เกิด “จุดตรงกลาง” ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะยอมรับได้
อีกทั้งผลที่จะเกิดจากสันติภาพนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบกับอนาคตทางการเมืองของผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายอีกด้วย ดังนั้น สันติภาพในเงื่อนไขเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สันติภาพยูเครน 2026 : ปัญหาและความท้าทาย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly