จากระเบียบปิโตรดอลลาร์ สู่ยุคระส่ำเชิงระบบ ไทยเป็น ‘สถาปนิก’ หรือ ‘เบี้ย’ ในกระดานใหม่
6 มี.ค.2569 - ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
·
The Great Unplugging
จากระเบียบปิโตรดอลลาร์
สู่ยุคแห่งความระส่ำเชิงระบบ
"โลกเก่ากำลังตาย โลกใหม่กำลังดิ้นรนจะเกิด และในช่วงความมืดมิดนั้น ปีศาจจะปรากฏตัว" — Antonio Gramsci
ในศตวรรษที่ 21 "ปีศาจ" นั้นไม่ใช่จักรวรรดิใหม่ แต่อาจเป็น “ความระส่ำเชิงระบบ” (Systemic Chaos) โดยมีสงครามระหว่าง สหรัฐฯ และ อิหร่าน เป็นเข็มนาฬิกาที่บอกเวลาแห่งการสิ้นสุดของระเบียบโลกเก่า
I. Sarajevo Moment ในยุค Technosphere
ในปี 1914 กระสุนนัดเดียวที่ปลิดชีพ Archduke Franz Ferdinand คือตัวจุดชนวนความตึงเครียดที่สะสมมานานจนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1
ในปี 2026 เรากำลังเผชิญกับเงื่อนไขที่คล้ายกันแต่ซับซ้อนกว่า ในTechnosphere ที่ซึ่งโครงสร้างพลังงาน ข้อมูล และเศรษฐกิจเชื่อมต่อกันอย่างแนบสนิท สงครามในยุคนี้จึงไม่ได้ทำลายเพียงรัฐ แต่มันคือการ “ถอดปลั๊กระบบโลก”
II. กลไกแห่งการถอดปลั๊ก (The Three Pillars of Unplugging)
1. Proxy Collapse: เมื่อตัวแทนเผากระดาน
• เครือข่ายของอิหร่าน (Hezbollah, Houthis) จะเปลี่ยนจาก Strategic Buffers เป็นผู้ทำลายกระดาน (Board Breakers)
• Entrapment: มหาอำนาจจะถูกลากเข้าสู่สงครามที่ไม่มีใครต้องการ แต่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
2. Weaponization of Everything: ทุกสิ่งคืออาวุธ
• Chokepoint Warfare
ช่องแคบสำคัญอย่าง Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก หากถูกปิด ผลกระทบจะเกิดทันทีต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อโลก และ Supply Chain อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
• Cyber Warfare
โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า ท่อส่งพลังงาน ระบบการเงิน สามารถถูกโจมตีผ่าน Cyber Domain
• Energy Realignment
สงครามอาจเร่งการเปลี่ยนผ่านจาก Petrodollar System ไปสู่ระบบพลังงานและการเงินที่กระจายศูนย์มากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อบทบาทของดอลลาร์ (De-Dollarization) ในระยะยาว
3. The Death of Rules-Based Order: จุดจบของมายาคติ
• เมื่อกฎหมายสากลถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติ (Double Standards) โลกจะถอยกลับไปสู่ยุค Neo-Realism ที่เปลือยเปล่า: "ผู้มีอำนาจคือผู้เขียนกติกา" (Might makes Rules)
III. ฉากทัศน์ใหม่: Contested Multipolarity
เรากำลังย้ายจากโลกที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำเดี่ยว ไปสู่โลกที่ "อำนาจกระจัดกระจาย"
1. อำนาจหลัก : Unipolar (สหรัฐฯ เป็นผู้นำ) -> Fragmented Power (อำนาจกระจัดกระจาย)
2. เศรษฐกิจ : Globalization (เสรีนิยม) -> Economic Nationalism / De-risking
3. ความขัดแย้ง : สงครามจำกัดเขต -> Systemic Unplugging (สะเทือนทั้งระบบ)
4. ความมั่นคง : พันธมิตรทางทหารชัดเจน -> Strategic Autonomy (เน้นพึ่งพาตนเอง)
IV. Grand Strategy ของไทย: “Bamboo Diplomacy 2.0”
ประเทศไทยต้องยกระดับจาก "ผู้ตาม" สู่ "ผู้เล่นเชิงยุทธศาสตร์" ผ่าน 4 เสาหลัก:
• Active Neutrality: เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) สำหรับการเจรจาระดับโลก
• Food Sovereignty: เปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตวัตถุดิบ เป็น "ผู้คุมคลังอาหารโลก" เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรอง
• Financial Fortress: กระจายความเสี่ยงทางการเงินและระบบชำระเงิน ไม่พึ่งพาสกุลเงินเดียว
• Digital Sovereignty: สร้างเกราะคุ้มกันทางข้อมูลเพื่อรับมือกับ Cognitive Warfare
บทสรุป
ในยุคที่ความระส่ำเชิงระบบกลายเป็น “สภาพปกติ” ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เลือกข้างเร็วที่สุด แต่คือประเทศที่ "เข้าใจการเปลี่ยนแปลงลึกที่สุด" และ “สร้างคุณค่าให้ตัวเอง” จนโลกขาดไม่ได้
ประเทศไทยเป็น "สถาปนิก" หรือเป็นเพียง "เบี้ย" ในกระดานใหม่นี้?