“ธนาคารกลางจีน” เดินหน้าซื้อทองคำเดือนที่ 16 ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง
"ธนาคารกลางจีน" เพิ่มการถือครองทองคำอีก 30,000 ออนซ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ดันยอดสำรองแตะ 74.22 ล้านออนซ์ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย
วันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 09.44 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางจีนเดินหน้าซื้อทองคำเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่อง ทำให้การสะสมทองคำของประเทศยืดเยื้อเป็นเดือนที่ 16 ท่ามกลางราคาทองคำที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ ระบุว่า ปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) เพิ่มขึ้นอีก 30,000 ทรอยออนซ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ยอดถือครองรวมอยู่ที่ 74.22 ล้านทรอยออนซ์ โดยการสะสมทองคำรอบล่าสุดของจีนเริ่มต้นมาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 2024 และยังดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
แม้ว่าราคาทองคำจะผันผวนและปรับตัวลดลงในบางช่วง แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำกลับฟื้นตัวและทะยานขึ้นอีกครั้ง โดยสามารถ กลับมายืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามรายงานจาก World Gold Council (WGC) ระบุว่า การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วงต้นปีชะลอลงบ้าง เนื่องจากความผันผวนของราคาทองคำทำให้บางประเทศระมัดระวังมากขึ้น โดยในเดือนมกราคม ธนาคารกลางทั่วโลกมีการซื้อสุทธิรวมเพียง 5 ตัน เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลอด 12 เดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 27 ตัน
Marissa Salim นักวิเคราะห์ของ WGC ระบุว่า “ความผันผวนของราคาทองคำ รวมถึงช่วงเทศกาลวันหยุด อาจทำให้ธนาคารกลางบางแห่งชะลอการซื้อทองคำชั่วคราว แต่ในระยะยาว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย มีแนวโน้มจะทำให้การสะสมทองคำของธนาคารกลางยังดำเนินต่อไปตลอดปี 2569 และหลังจากนั้น”
แม้ว่าบางประเทศจะเริ่มขายทองคำออกมาบางส่วนในช่วงที่ผ่านมา แต่ภาพรวมยังคงเป็น การซื้อสุทธิมากกว่าการขาย
ตัวอย่างเช่น ผู้ว่าการธนาคารกลางโปแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เสนอแนวคิดในการขายทองคำสำรองบางส่วนเพื่อนำเงินไปใช้ในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ขณะที่ธนาคารกลางของ รัสเซียและเวเนซุเอลา ก็มีการขายทองคำออกมาบางส่วนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
อ้างอิง : www.bloomberg.com