สหรัฐฯ อัดฉีดงบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ อุ้มประกันภัยเรือขนส่งน้ำมันฝ่าวิกฤตสงครามอิหร่าน
บรรษัทเพื่อการพัฒนาทางการเงินระหว่างประเทศ (DFC) จับมือกระทรวงการคลังและ CENTCOM เร่งจัดทำแผนประกันภัยต่อ (Reinsurance) วงเงินหมุนเวียน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาตจนกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับจำต้องลดกำลังการผลิต ผู้เชี่ยวชาญชี้มาตรการการเงินอาจยังไม่เพียงพอ ตราบใดที่ความปลอดภัยทางกายภาพของเรือบรรทุกสินค้ายังคงถูกคุกคามจากการโจมตีทางอากาศในภูมิภาค
7 มีนาคม 2569 เวลา 02.00 น. - CNBC รายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยจัดตั้งโครงการประกันภัยต่อ (Reinsurance Program) มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนเรือบรรทุกน้ำมันและกิจกรรมการขนส่งทางทะเลอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการผลักดันให้เรือบรรสินค้ากลับมาเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้อีกครั้ง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 12% ในวันศุกร์ จนพุ่งทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากสถานการณ์สงครามกับอิหร่านส่งผลให้การจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียตกอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง นอกจากนี้ ประเทศในแถบอ่าวอาหรับบางแห่งเริ่มตัดสินใจลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบสำคัญดังกล่าวได้
ภายใต้แผนงานนี้ บรรษัทเพื่อการพัฒนาทางการเงินระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. International Development Finance Corporation หรือ DFC) จะรับประกันความเสียหายในวงเงินสูงสุด 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในรูปแบบหมุนเวียน (Rolling basis) โดยทาง DFC และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (U.S. Central Command หรือ CENTCOM) เพื่อนำแผนดังกล่าวไปปฏิบัติใช้จริง
นายเบน แบล็ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DFC กล่าวในแถลงการณ์ว่า "เรามีความมั่นใจว่าแผนการประกันภัยต่อของเราจะช่วยให้การขนส่งน้ำมันดิบ, น้ำมันเบนซิน, ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG), น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และปุ๋ย สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซและกลับมาไหลเวียนสู่ตลาดโลกได้อีกครั้ง"
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบ โดยปริมาณการส่งออกผ่านทางน้ำที่แคบแห่งนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณการบริโภคทั่วโลก นอกจากนี้ ประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซ LNG ทั่วโลกก็จำเป็นต้องพึ่งพาเส้นทางนี้เช่นเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะเสนอความคุ้มครองด้านประกันภัยให้แก่เรือพาณิชย์ในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงการจัดเรือรบจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันหากมีความจำเป็น ซึ่งมาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำถูกโจมตี นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นายแมตต์ ไรท์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านค่าระวางเรือจากบริษัทที่ปรึกษา Kpler ให้ความเห็นว่า ปัญหาเรื่องประกันภัยอาจไม่ใช่ประเด็นหลักสำหรับเจ้าของเรือในขณะนี้ โดยเขาระบุว่า สาเหตุที่เรือบรรทุกน้ำมันยังไม่เคลื่อนที่ผ่านช่องแคบ เป็นเพราะความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับความปลอดภัยทางกายภาพของตัวเรือและลูกเรือ
นายไรท์ กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ทิ้งท้ายว่า "จำเป็นต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นก่อนว่า ความสามารถของอิหร่านในการดำเนินสงครามต่อไปนั้นได้ลดน้อยถอยลงแล้ว" ซึ่งสะท้อนว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจจะยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติจนกว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่จริงจะได้รับการแก้ไขและปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อ้างอิง : www.cnbc.com