โผ “หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ” เกราะคุ้มกันพอร์ตยุคโลกตึงเครียดจากภูมิรัฐศาสตร์
เมย์แบงก์ชี้เป้า "หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ" ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตระยะยาวในยุคโลกตึงเครียดจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หุ้นหลายตัวจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค หุ้นในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ (Aerospace & Defense) กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพสูง เนื่องจากมีรัฐบาลเป็นลูกค้าหลักและได้รับงบประมาณด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง
ฝ่าย Investment Solutions บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า กลุ่มหุ้นดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลางได้สะท้อนภาพของสงครามยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เน้นกำลังรบหนักอย่างรถถังหรืออากาศยานขนาดใหญ่ ไปสู่การใช้อาวุธเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีต้นทุนต่ำกว่าแต่มีประสิทธิภาพสูง เช่น โดรนไร้คนขับ และระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สามารถปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทำให้บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้กลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ความมั่นคงโลก
เทคโนโลยีทางการทหารถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ของสงครามในแต่ละยุค และบริษัทที่พัฒนาและถือครองนวัตกรรมเหล่านี้มักกลายเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม
เช่นLockheed Martin ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Stealth และผู้ผลิตเครื่องบินรบ F-35 Lightning II ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการทางทหารที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ขณะที่RTX Corporation (เดิม Raytheon Technologies) เป็นผู้นำด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ
ผู้ผลิตขีปนาวุธสำคัญของโลกอย่างPatriot และTomahawk รวมถึงเครื่องยนต์อากาศยานภายใต้แบรนด์ Pratt & Whitney
ด้านNorthrop Grumman โดดเด่นในเทคโนโลยีอวกาศและระบบความมั่นคงขั้นสูง รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนรุ่นใหม่ B-21 Raider และระบบป้องกันไซเบอร์
ส่วน General Dynamics มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์หุ้มเกราะ เช่น รถถัง Abrams และการต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นกำลังหลักของยุทธศาสตร์ทางทะเลของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายธรรณพ ชำนาญศิลป์, CFP® Vice President Investment Solution บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวหลายประการ โดยเฉพาะแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของงบประมาณกลาโหมทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมาจากพรรคการเมืองใด
นอกจากนี้ บริษัทในอุตสาหกรรมนี้มักมีมูลค่างานในมือ (Backlog) จำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถรองรับรายได้ล่วงหน้าได้หลายปี ทำให้สามารถคาดการณ์ผลประกอบการได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ อีกทั้งสัญญาจัดซื้อทางทหารส่วนใหญ่ยังมีเงื่อนไขปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดี
นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และบางบริษัทมีนโยบายซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งคราว ทำให้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดระหว่างทางควบคู่ไปกับการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว
นายธรรณพ กล่าวว่า แม้หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศอาจไม่ได้เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนหวือหวาในช่วงที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ หุ้นกลุ่มนี้สามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักของพอร์ตการลงทุน ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและโอกาสการเติบโต เนื่องจากมีฐานลูกค้าเป็นภาครัฐที่มีความมั่นคงสูงและมีความต้องการด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว