รศ. ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม ผู้นำงานวิจัยไทยร่วมกับ NASA สู่สถานีอวกาศนานาชาติ
รศ. ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิจัยไทย ผู้ร่วมทำวิจัยการศึกษาผลึกเหลว (Liquid Crystal) ในอวกาศร่วมกับ NASA ในโครงการ Observation and Analysis of Smectic Islands in Space (OASIS) ของ Glenn Research Center ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยสำคัญ 10 แห่งของ NASA โดยมีภารกิจหลักในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการบินและอวกาศ
เส้นทางบนสายวิทยาศาสตร์ของ ดร.ณัฐพร เริ่มต้นด้วยความโดดเด่นจากการคว้าปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนจะได้รับคัดเลือกเป็นนิสิตทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอก ณ มหาวิทยาลัยโคโลราโด (University of Colorado) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะความเชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ระดับโลก
เมื่อทาง NASA ให้ความสนใจทำผลึกเหลวเพื่อส่งขึ้นไปในอวกาศ ดร.ณัฐพร จึงได้มีโอกาสเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน และได้สร้างห้องปฏิบัติการที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยโครงการวิจัย Liquid Crystal นี้ เป็นความร่วมมือระหว่างระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (NASA) นับเป็น MOU แรกที่ NASA ลงนามร่วมกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านการทดลองอวกาศ
ดร.ณัฐพร และทีมงานวิจัยทำหน้าที่เป็นผู้สร้างและทดสอบชุดอุปกรณ์การทดลองที่ถูกส่งขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station, ISS) และ NASA เป็นผู้รับผิดชอบในการขนส่งชุดอุปกรณ์นี้ขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อให้นักบินอวกาศของ NASA เป็นผู้ทำการทดลองภายใต้การควบคุมการทดลองโดยทีมนักวิจัยจากประเทศไทย
ทีมวิจัยโดยการสนับสนุนของ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ของรัฐบาลไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนทางวิทยาศาสตร์ของการทดลองนี้ และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) จะเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบในการสร้างและทดสอบชุดอุปกรณ์ โดยจะมีทีมวิศวกรจาก NASA เป็นผู้กำกับดูแลร่วมกับทีมวิศวกรไทยในการสร้างอุปกรณ์ทั้งหมด
การทดลองนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะได้สร้างอุปกรณ์ขนาดใหญ่เพื่อให้นักบินอวกาศเป็นผู้ทดสอบและทดลองในอวกาศ โดยการสร้างอุปกรณ์นี้ต้องสอดคล้องกับ Safety Criteria ของการทดลองที่มีมนุษย์เป็นผู้ควบคุมในอวกาศ ซึ่งถือว่าจะเป็นพื้นฐานให้ทีมอวกาศไทยสามารถต่อยอดเพื่อสร้างจรวดส่งไปในอวกาศได้เองในเวลาอันใกล้นี้
และเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 05.11 น. ตามเวลาประเทศไทย จรวดฟัลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอกซ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อพายานขนส่งซิกนัสภารกิจเอ็นจี-23 (Cygnus NG-23) มุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ โดยมีงานวิจัยของคนไทยอยู่ในการเดินทางครั้งนี้ด้วย
เพย์โหลด (payload) หรืออุปกรณ์การทดลองของโครงการ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ลงนามกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา (NASA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 มีเป้าหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมของผลึกเหลวในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำซึ่งช่วยให้เข้าใจคุณสมบัติพื้นฐานของผลึกเหลวได้อย่างลึกซึ้ง และนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีจอภาพผลึกเหลว (liquid crystal display: LCD) หรือจอแอลซีดีที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์แสดงผลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ทั้งการตอบสนองที่ไวขึ้น ภาพคมชัดขึ้น แต่ใช้พลังงานต่ำลง
การทดลองผลึกเหลวในอวกาศช่วยให้เราเห็นและควบคุมจุดพร่องเล็ก ๆ ในวัสดุได้ชัดเจนกว่าบนโลก เมื่อนำความรู้นี้กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตในโรงงานจะทำให้ตัวสินค้ามีความสม่ำเสมอขึ้น การรั่วของแสงน้อยลง คอนทราสต์ดียิ่งขึ้น การใช้ไฟน้อยลง และอายุการใช้งานยาวขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าได้มากขึ้น การคัดทิ้งในโรงงานน้อยลง ต้นทุนลดลง ขณะที่ผู้บริโภคได้จอภาพที่คมชัดสวยงามยิ่งขึ้น
อ้างอิงข้อมูล
- คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- นิตยสารสาระวิทย์ สวทช.