โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Bad Bunny’ เขย่าเวที Super Bowl เล่าเรื่องเปอร์โตริโก แบบไม่พูดอังกฤษ จนทรัมป์เดือดจัด เรียกเป็น ‘โชว์แย่ที่สุด’

TODAY

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 02.37 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 02.37 น. • TODAY

‘Bad Bunny’ เขย่าเวที Super Bowl เล่าเรื่องเปอร์โตริโก แบบไม่พูดอังกฤษ จนทรัมป์เดือดจัด เรียกเป็น ‘โชว์แย่ที่สุด’

การแสดงของ ‘แบด บันนี’ (Bad Bunny) ศิลปินชาวเปอร์โตริโก ในช่วงพักครึ่งของการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ (Super Bowl) ครั้งที่ 60 ซึ่งจัดขึ้นที่สนาม Levi’s Stadium รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 กลายเป็นหนึ่งในโชว์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของปีนี้ ไม่ใช่แค่เพราะความอลังการของเวที แต่เพราะมันทำให้ซูเปอร์โบวล์ในปีนี้ ‘ไม่เหมือนเดิม’ สำหรับผู้ชมจำนวนไม่น้อย

โดยปกติแล้ว การแสดงช่วงพักครึ่งของซูเปอร์โบวล์มักเป็นพื้นที่ของศิลปินอเมริกันกระแสหลัก และโชว์ที่ออกแบบมาให้คนทั่วประเทศดูรู้เรื่อง

แต่ปีนี้ แบด บันนี เลือกเล่าเรื่องบ้านเกิดของตัวเองอย่างเปอร์โตริโกขึ้นมาแบบเต็มๆ ทั้งผ่านเพลง ภาพ และบรรยากาศบนเวที โดยใช้ภาษาสเปนเป็นหลัก แทบไม่มีภาษาอังกฤษเลย

[‘แบด บันนี’ คือใคร และทำไมถึงขึ้นเวทีซูเปอร์โบวล์]

สำหรับใครที่อาจยังไม่คุ้นชื่อ แบด บันนี เขาคือศิลปินชาวเปอร์โตริโก วัย 31 ปี มีชื่อจริงว่า เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอกาซิโอ และเป็นหนึ่งในศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แบด บันนี แจ้งเกิดจากแนวเรเกตอนและลาตินแทร็ป ก่อนจะค่อยๆ ขยายงานของตัวเองไปสู่ป๊อป ฮิปฮอป และดนตรีลาตินร่วมสมัย จนกลายเป็นศิลปินที่มียอดสตรีมสูงสุดของโลกหลายปีติดต่อกัน และคว้ารางวัลแกรมมีมาแล้วหลายสาขา

แต่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่น ไม่ได้มีแค่ความดัง หากคือการยึดโยงผลงานของตัวเองเข้ากับบ้านเกิดอย่างเปอร์โตริโกอย่างชัดเจน ทั้งในเนื้อเพลง ภาพลักษณ์ และวิธีเล่าเรื่อง ผ่านประสบการณ์ของคนธรรมดา วัฒนธรรมท้องถิ่น และชีวิตประจำวันบนเกาะแห่งนี้

การได้ขึ้นเวทีซูเปอร์โบวล์ในฐานะศิลปินหลัก จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญในเส้นทางอาชีพของแบด บันนี เพราะนี่คือเวทีบันเทิงที่มีผู้ชมมากที่สุดในสหรัฐฯ และเป็นพื้นที่ที่ศิลปินจำนวนมากมองว่าเป็น ‘จุดสูงสุด’ ของการได้รับการยอมรับในกระแสหลักอเมริกัน

[‘เปอร์โตริโก’ เกี่ยวข้องกับอเมริกาอย่างไร]

เปอร์โตริโกคือดินแดนเกาะในแถบแคริบเบียน และอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 1898 หลังสหรัฐฯ ชนะสงครามกับสเปน ชาวเปอร์โตริโกมีสถานะเป็นพลเมืองสหรัฐฯ สามารถเดินทางเข้า–ออกประเทศได้อย่างเสรี และถือหนังสือเดินทางสหรัฐฯ ไม่ต่างจากชาวอเมริกันทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เปอร์โตริโกไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐเหมือนแคลิฟอร์เนียหรือเท็กซัส ชาวเปอร์โตริโกไม่สามารถลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ และไม่มีสมาชิกสภาคองเกรสที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเต็มรูปแบบในวอชิงตัน ดีซี ความสัมพันธ์ระหว่างเปอร์โตริโกกับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จึงอยู่ในสภาพก้ำกึ่งมานานหลายทศวรรษ

ในเชิงวัฒนธรรม เปอร์โตริโกมีภาษา สังคม และอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน โดยใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาหลักในชีวิตประจำวัน ขณะที่ ดนตรี อาหาร และวิถีชีวิตบนเกาะมีรากฐานแบบลาตินอเมริกา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เปอร์โตริโกต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ซบเซา ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เปราะบาง และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เหตุการณ์สำคัญคือ พายุเฮอริเคนมาเรียถล่มเกาะในปี 2017 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนัก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงการดูแลและความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ทั้งหมดนี้ทำให้เรื่องของเปอร์โตริโก ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ ‘เกาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง’ แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ระหว่างประเทศมหาอำนาจกับผู้คนที่อยู่ภายใต้ธงเดียวกัน แต่ไม่ได้รับสิทธิและการมองเห็นในระดับเดียวกัน และนี่คือฉากหลังสำคัญ ที่ แบด บันนี นำขึ้นมาเล่าบนเวทีซูเปอร์โบวล์ในครั้งนี้

[‘แบด บันนี’ เล่าอะไรบนเวทีซูเปอร์โบวล์]

การแสดงของ แบด บันนี บนเวทีซูเปอร์โบวล์ครั้งนี้ใช้เวลาแค่ราว 13 นาที แต่สำหรับผู้ชมจำนวนมาก มันคือ 13 นาทีที่ทำให้เกมอเมริกันฟุตบอลถูกพักไว้จริงๆ

เพราะแทนที่จะเล่าเรื่องด้วยคำพูดตรงไปตรงมา แบด บันนี ใช้เพลง ภาพ และบรรยากาศ พาคนดูเดินทาง เข้าไปในเปอร์โตริโกตลอดทั้งโชว์

ไม่ว่าจะเป็นเวทีที่ถูกออกแบบให้คล้ายฉากชีวิตบนเกาะมากกว่าคอนเสิร์ตป๊อปแบบที่ผู้ชมอเมริกันคุ้นเคย ตั้งแต่ภูมิทัศน์แบบเกษตรกรรม บ้านหลังเล็กๆ ร้านขายของในชุมชน ไปจนถึงภาพงานแต่งที่เกิดขึ้นกลางเวที

ทุกองค์ประกอบล้วนถูกวางมาเพื่อเล่า ‘ชีวิตประจำวัน’ มากกว่าความอลังการ พร้อมสอดแทรกรายละเอียดเล็กๆ ไว้อย่างตั้งใจ อย่างฉากหนึ่งที่มีเด็กนอนหลับพาดเก้าอี้สองตัว ระหว่างที่ผู้ใหญ่กำลังเต้นฉลองกันสนุกสนานในงานเลี้ยง เป็นภาพที่คุ้นตาในวัฒนธรรมลาติน และเป็นความทรงจำร่วมของหลายครอบครัวบนเกาะ

อีกหนึ่งช่วงสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือช่วงที่ แบด บันนี ปีนเสาไฟ พร้อมร้องเพลง El Apagón ภาพนี้อาจดูเหมือนฉากโชว์ที่ออกแบบมาเพื่อความตื่นตา แต่สิ่งที่โชว์นี้ต้องการสื่อ คือปัญหาไฟฟ้าดับซ้ำซากที่ชาวเปอร์โตริโกต้องเผชิญมานานหลายปี

ตลอดการแสดง แบด บันนี ยังเลือกใช้ภาษาสเปนในการสื่อสารแทบทั้งหมด โดยไม่พยายามอธิบายหรือแปลความหมายให้ผู้ชมอเมริกันกระแสหลัก การตัดสินใจนี้สะท้อนจุดยืนชัดเจนว่า เรื่องราวของเปอร์โตริโกไม่จำเป็นต้องถูกเล่าผ่านภาษาอังกฤษ เพื่อจะมีตัวตนหรือคุณค่า

ทั้งหมดนี้ทำให้โชว์นี้ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่โชว์ดนตรี แต่เป็นการใช้เวทีซูเปอร์โบวล์ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของ ‘อเมริกันกระแสหลัก’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวของผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ภายใต้ธงเดียวกัน แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสเล่าเรื่องของตัวเอง

[ทำไมโชว์นี้ถึงทำให้ ‘ทรัมป์’ ไม่พอใจ]

หลังการแสดงจบลง เสียงชื่นชมไม่ได้มาพร้อมกันทั้งหมด เพราะหนึ่งในคนที่ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนคือ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ทรัมป์วิจารณ์โชว์ของ แบด บันนี ว่า “แย่มาก” และมองว่าเป็นการดูถูกความยิ่งใหญ่ของอเมริกา โดยชี้ไปที่ประเด็นหลักคือการที่การแสดงแทบทั้งหมดใช้ภาษาสเปน และผู้ชมอเมริกันจำนวนมากไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร

ปฏิกิริยานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากมองย้อนกลับไปยังท่าทีของทรัมป์ต่อประเด็นผู้อพยพและอัตลักษณ์ลาตินตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงวาทกรรม ‘อเมริกา ต้องมาก่อน’ (America First) ที่มักผูกความเป็นอเมริกันไว้กับภาษาอังกฤษ วัฒนธรรมกระแสหลัก และภาพจำแบบเดิมๆ

และในสายตาของทรัมป์ ซูเปอร์โบวล์คือเวทีที่ควรสะท้อน ‘ความเป็นอเมริกัน’ ในแบบที่เขาคุ้นเคย ดังนั้น เมื่อแบด บันนี เลือกเล่าอีกภาพหนึ่งของอเมริกา คือภาพของผู้คนที่ถือสัญชาติเดียวกัน แต่พูดอีกภาษา เติบโตมากับอีกวัฒนธรรม และมีประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ค่อยถูกมองเห็น 13 นาทีของ แบด บันนี บนเวทีซูเปอร์โบวล์ จึงไม่ได้ถูกมองแค่เป็นการแสดงดนตรี แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ไปแตะเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างคำว่า ‘ใครคืออเมริกัน’ ในความหมายของแต่ละคน

สำหรับ แบด บันนี แล้ว คำตอบของเขาอยู่ในช่วงท้ายของโชว์ เมื่อเขากล่าวว่า “God Bless America” ก่อนจะเอ่ยชื่อประเทศต่างๆ ในอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ ท่ามกลางผู้คนที่ถือธงหลากหลายชาติเดินเคียงข้างกัน

พร้อมข้อความบนฉากหลังที่ปรากฏขึ้นว่า “สิ่งเดียวที่ทรงพลังกว่าความเกลียดชัง คือความรัก (The only thing more powerful than hate is love)” ซึ่งเป็นการย้ำชัดว่า ‘อเมริกา’ ในความหมายของเขา ไม่ได้หมายถึงแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือผู้คนทั้งทวีปที่มีประวัติ ภาษา และมีวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลาย แต่สามารถมายืนอยู่บนเวทีเดียวกันได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...