โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

TISCO ชี้หุ้นไทยมีลุ้น 1,500 จุด รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพสร้างความหวังนักลงทุน หนุนผลักดัน TISA ไปต่อ

Thairath Money

อัพเดต 10 ก.พ. เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. เวลา 10.48 น.
ภาพไฮไลต์

ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการชี้ถึงชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ดัชนี SET Index ดีดตัวแรงทะลุ 1,400 จุด ขานรับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

ปรากฏการณ์นี้ ทิสโก้ ชี้ว่าเป็นสัญญาณชัดเจนที่นักลงทุนกำลัง "ซื้อ" อนาคตของไทยจากความเชื่อมั่นทางการเมืองที่กลับคืนมา ในยามที่ตลาดหุ้นโลกเริ่มเข้าสู่โหมดพักฐาน และมีความเสี่ยงด้านมูลค่าตึงตัว

อย่างไรก็ตาม มองว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสไปสู่เป้าหมาย 1,500 จุดได้ แต่มีตัวแปรสำคัญคือ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจต้องแข็งแกร่ง ดังนั้นรัฐบาลใหม่มีโจทย์เร่งด่วนในการฟื้นฟูสภาพคล่อง และเร่งสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาอีกครั้ง

หุ้นไทยมีลุ้น 1,500 จุด

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (TISCO) เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,400 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลัง "ซื้ออนาคต" ของตลาดหุ้นไทย

ในแง่ของมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) มองว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมามีความน่าสนใจในฐานะ "หลุมหลบภัย" อีกครั้ง เนื่องจากตลาดหุ้นโลก และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นไปมากแล้วและอาจเข้าสู่ช่วงพักฐาน

ประกอบกับเมื่อพิจารณาราคาหุ้นไทยโดยตัดผลกระทบของหุ้น DELTA ออกไป จะพบว่าหุ้นไทยมีราคาเกือบจะถูกที่สุดในเอเชีย โดยมีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 12.9 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 4% อีกทั้งแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยกำไรช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมาสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีก่อนหน้าแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,500 จุดได้ในอนาคต หากรัฐบาลใหม่แสดงความจริงจังในการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนได้

เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง

โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูตลาดหุ้นนั้น มองว่าภาครัฐควรเดินหน้าผลักดันมาตรการลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่ หรือ โมเดล TISA (Thai Individual Savings Account) โดยเชื่อว่าจะสามารถทำให้สร้างความน่าสนใจในการลงทุนตลาดหุ้นได้

แต่การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม โดยเสนอให้กำหนดวงเงินลงทุนใหม่ ให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน 500,000 บาท มีระยะเวลาถือครอง 5 ปี เพื่อดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ตลาดและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ไพบูลย์ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ "Wealth Effect" หรือผลของความมั่งคั่งจากการที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น โดยระบุว่าหากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของไทยเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้มูลค่าความมั่งคั่งของนักลงทุนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 1.2 ล้านล้านบาท

ซึ่งจะส่งผลจิตวิทยาให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ คิดเป็นเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทางตรงได้มหาศาล และเมื่อรวมกับตัวคูณทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะช่วยดัน GDP ได้ถึง 1% โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว

ด้านเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะยังดูเปราะบาง แต่บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนกลับตอบรับในทิศทางตรงกันข้าม โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงถึง 40 จุด ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นผลจากการที่พรรคภูมิใจไทยสามารถกวาดที่นั่ง สส. พลิกโผชนะขาดลอย

สะท้อนถึงโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงสุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่รัฐบาลผสมมักมีอายุเฉลี่ยไม่ครบวาระ 4 ปี ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนฟื้นตัว

จากกับดักโครงสร้าง สู่ความหวังใหม่

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าศักยภาพการเติบโตของประเทศกำลังส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันศักยภาพการเติบโตอยู่ที่ระดับเพียง 2.3% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก

เครื่องยนต์หลักอย่างภาคการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นพระเอกก็กำลังถูกประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเวียดนามแซงหน้า

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญวิกฤติโครงสร้างประชากรจากการที่แรงงานวัยทำงานลดลง จำนวนคนรุ่นใหม่ที่เกิดน้อยลง สวนทางกับสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัว ทำให้กำลังหลักในการขับเคลื่อนจีดีพีลดน้อยถอยลง โจทย์ของรัฐบาลชุดใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

เมธัส มองว่า แต่ละพรรคมีนโยบายประชานิยมอยู่แล้ว ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะนโยบาย "คนละครึ่ง พลัส" ที่คาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราว 0.15-0.2% ผลักดันการเติบโตปีนี้จากเป้าเดิม 1.6% สู่ระดับ 1.8%

ทั้งนี้ นโยบายการคลังยังเผชิญข้อจำกัดจากงบประมาณที่ตึงตัวและหนี้สาธารณะที่แตะระดับ 65% หากไร้การปฏิรูปอย่างจริงจัง หนี้อาจชนเพดาน 70% ใน 1-2 ปี ซึ่งจะกระทบอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ

ในภาวะทรัพยากรจำกัด ประเทศไทยควรโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI) แม้สัดส่วนเงินลงทุนเอเชียจะลดลง แต่ยอดขอ BOI ยังสะท้อนว่าไทยน่าสนใจ แต่โจทย์สำคัญคือต้องปรับเงื่อนไขให้เม็ดเงินเหล่านี้สร้างการจ้างงานและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศมากขึ้น

ด้านนโยบายการเงิน กนง. เหลือ "กระสุน" น้อย คาดว่าการลดดอกเบี้ยจะเลื่อนไปเป็นเดือนเมษายนแทนกุมภาพันธ์ โดยทิศทางหลังจากนั้นต้องขึ้นอยู่กับการขยับตัวของเฟด

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล หากกระบวนการยืดเยื้อจะกระทบการจัดทำงบประมาณปี 2570 และฉุดการเบิกจ่ายภาครัฐไตรมาสสุดท้าย แต่หากทุกอย่างราบรื่น เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : TISCO ชี้หุ้นไทยมีลุ้น 1,500 จุด รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพสร้างความหวังนักลงทุน หนุนผลักดัน TISA ไปต่อ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...