โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดห้องผ่าดอกแก้ว! แฉสัปเหร่อลักศพทารก ส่อทำมนต์ดำ-ลวงอนาจารสาว”

เดลินิวส์

อัพเดต 16 ก.พ. เวลา 21.16 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. เวลา 14.01 น. • เดลินิวส์
“ศพเด็กหายไปไหน?” หมอปลาบุกบ้านสัปเหร่อดังอ่างทอง พิสูจน์ปมฝังศพทารกไร้กลิ่นเน่า พบพิรุธส่อลักร่างทำคุณไสย พร้อมเหยื่อแฉซ้ำถูกลามกคาพิธีอาบน้ำมนต์!

เมื่อวันที่ 16 ก.พ.รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกรณีสุดสะเทือนขวัญและความเชื่อที่นำไปสู่การตั้งคำถามครั้งใหญ่ในสังคม เมื่อมีผู้เสียหายหลายรายเข้าร้องเรียนผ่านทาง “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” และ “หมอปลา มือปราบสัมภเวสี” เกี่ยวกับพฤติกรรมของสัปเหร่อรายหนึ่ง ชื่อว่า “ลุงสนม” ในพื้นที่อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ที่มีพฤติกรรมรับทำพิธีผ่าศพตายทั้งกลม และรับฝังศพทารก แต่กลับมีข้อครหาเรื่องการลักศพเด็ก ไม่ยอมคืนร่างให้กับญาติ ซ้ำร้ายยังมีการก่อเหตุลวนลามและอนาจารผู้เสียหายที่เป็นหญิงสาว ในระหว่างการทำพิธีอาบน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์

เหตุการณ์เริ่มต้นจากทางรายการได้รับเรื่องร้องเรียนจากญาติผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายหลายราย ซึ่งต่างก็ตกเป็นเหยื่อของสัปเหร่อรายนี้ โดยในวันนี้ทางรายการได้เชิญผู้เสียหายมาร่วมพูดคุย ประกอบด้วย คุณวาสนา พี่สาวของผู้เสียชีวิตที่ตายทั้งกลม, คุณเอม แม่ของเด็กทารกที่เสียชีวิตและถูกนำไปฝังไว้, สามีของคุณเอม, และคุณตุ๊ก ผู้เสียหายอีกรายที่ถูกลวนลามขณะทำพิธี พร้อมด้วย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา และ รศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี หรือ หมอหมู แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ มาร่วมวิเคราะห์ในมุมกฎหมายและวิทยาศาสตร์

เรื่องราวแรกมาจาก คุณวาสนา ซึ่งเป็นพี่สาวของผู้เสียชีวิต เล่าว่า น้องสาวของตนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ขณะนั้นน้องสาวตั้งครรภ์ได้ 9 เดือนเต็ม และมีกำหนดคลอดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า อุบัติเหตุเกิดขึ้นขณะที่น้องสาวซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์สามีเพื่อไปกินก๋วยเตี๋ยว แต่ถูกรถกระบะชนท้ายอย่างจัง จนร่างกระเด็นไปติดหน้ารถตู้ที่วิ่งสวนมาเสียชีวิตคาที่ หลังเกิดเหตุ ทางครอบครัวประสบปัญหาเรื่องการนำร่างออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งว่าหากส่งศพไปชันสูตรจะมีค่าใช้จ่าย ซึ่งทางครอบครัวมีฐานะยากจน จึงตัดสินใจนำร่างออกมา ประเด็นนี้ หมอหมู รศ.นพ.วีระศักดิ์ ได้รีบชี้แจงทันทีว่า เป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ การส่งชันสูตรพลิกศพในคดีจราจรหรือตายผิดธรรมชาตินั้น ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องผ่าเพื่อหาสาเหตุการตายของทั้งแม่และเด็ก

เมื่อนำศพออกมา ทางครอบครัวได้รับคำแนะนำจากพระรูปหนึ่งชื่อ “พระดรีม” และเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ว่าให้ไปหากระสัปเหร่อชื่อ “ลุงสนม” ที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอวิเศษชัยชาญ โดยอ้างความเชื่อโบราณว่าต้องผ่าศพเพื่อแยกแม่แยกลูกออกจากกัน ไม่เช่นนั้นวิญญาณจะเฮี้ยนและเผาไม่ได้ เมื่อติดต่อไปหาลุงสนม ลุงได้ยื่นคำขาดว่า ถ้าจะมาทำพิธีผ่าท้องเอาเด็กออก “ห้ามนำศพเด็กกลับ” หากจะเอาเด็กกลับก็ไม่ต้องมา ด้วยความที่ครอบครัวกำลังมืดแปดด้านและกลัวเรื่องความเฮี้ยนตามที่ถูกขู่ จึงจำยอมตกลง โดยทางพระและกู้ภัยก็ช่วยสนับสนุนว่าให้ฝังไว้ที่นั่นแหละ ตามที่ดูในยูทูบมา

เมื่อไปถึงบ้านลุงสนม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตวัด ลุงสนมได้เรียกเงินค่าทำขวัญและค่าอุปกรณ์เป็นเงินหลายพันบาท ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าทำให้ฟรี จากนั้นได้นำร่างของน้องสาวคุณวาสนาเข้าไปในห้องทำพิธีที่เรียกว่า “ห้องดอกแก้ว” ซึ่งเป็นห้องที่มีเตียงนอนสกปรกและเต็มไปด้วยของขลัง ลุงสนมลงมือผ่าท้องนำร่างทารกออกมา แล้วทำการเย็บปิดแผล โดยบ่นว่าหมอโรงพยาบาลเย็บมาไม่สวย ตนจึงเย็บให้ใหม่ หลังจากจัดการกับศพแม่เสร็จ ลุงสนมได้เรียกให้คุณวาสนาเข้าไปดูศพน้องสาว ให้เข้าไปกอด ไปหอมแก้มศพ เพื่อเป็นการบอกลา

ส่วนร่างของทารกนั้น ลุงสนมนำไปวางไว้บนโต๊ะหน้าห้องน้ำ ก่อนจะนำไปฝังไว้ที่โคนต้นไม้ข้างบ้าน โดยหลุมที่ขุดนั้นมีความตื้นมาก ลึกเพียงประมาณฝ่ามือ หรือ 10-20 เซนติเมตรเท่านั้น วิธีการฝังก็ทำอย่างหยาบๆ เพียงแค่โรยแป้งที่ตัวศพเด็ก เอาทรายจากกระสอบเททับ แล้วกลบดินบางๆ โดยไม่มีการห่อหุ้มศพแต่อย่างใด สิ่งที่น่าสังเกตและผิดปกติอย่างมากในมุมมองของ หมอหมู คือ การฝังศพตื้นขนาดนั้นโดยไม่มีการซีนหรือห่อหุ้ม ย่อมต้องส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงออกมาแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน แต่คุณวาสนายืนยันว่าบริเวณนั้น “ไม่มีกลิ่นเหม็นเลย” ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับผู้เชี่ยวชาญว่า ศพเด็กยังอยู่ที่นั่นจริงหรือไม่ หรือถูกขุดนำไปทำอย่างอื่นแล้ว เพราะในวงการไสยศาสตร์มีความเชื่อเรื่องการนำศพทารกไปทำกุมารทองหรือเครื่องรางของขลัง

ความผิดปกติยังไม่จบเพียงแค่นั้น ก่อนที่คุณวาสนาจะเดินทางกลับ ลุงสนมได้เข้ามา “กอดและหอมแก้ม” คุณวาสนา โดยอ้างว่าเป็นความเอ็นดูเหมือนลูกหลาน แต่คุณวาสนารู้สึกถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์และการลวนลาม นอกจากนี้ ลุงสนมยังขู่ทิ้งท้ายว่า ให้รีบกลับมาหาภายใน 3-7 วัน ถ้าไม่มา จะ “อัญเชิญขึ้นข้างบน” ซึ่งทางครอบครัวก็ไม่เข้าใจความหมาย แต่ด้วยความกลัวและยุ่งกับการจัดงานศพให้น้องสาว จึงไม่ได้กลับไปอีกเลย จนกระทั่งผ่านมา 4 เดือน และได้เห็นข่าวว่ามีคนร้องเรียนเรื่องลุงสนม จึงตัดสินใจออกมาเรียกร้องขอลูกหลานคืน

กรณีต่อมาเป็นเรื่องราวของ คุณเอม แม่ของเด็กทารกอีกราย คุณเอมเล่าว่า ตนเองคลอดลูกก่อนกำหนด อายุครรภ์ 7 เดือนครึ่ง แต่น้องเสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่ถึงวัน ด้วยความไม่รู้ว่าจะจัดการกับร่างลูกอย่างไร และโรงพยาบาลถามว่าจะฝังหรือเผา คุณเอมจึงค้นหาข้อมูลในยูทูบและพบช่องของลุงสนม จึงตัดสินใจเดินทางข้ามจังหวัดกว่า 100 กิโลเมตรไปหา เมื่อไปถึง ลุงสนมได้ชักชวนให้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ โดยอ้างว่าเพื่อความเป็นสิริมงคล เริ่มจากการทำน้ำมนต์โดยใช้ “ลูกกะล็อก” (ลูกกระพรวน) ซึ่งลุงอ้างว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์

จุดที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในขั้นตอนการ “อาบน้ำมนต์” ลุงสนมได้จัดเตรียมสถานที่อาบน้ำไว้กลางแจ้ง โดยใช้ไม้ไผ่กั้นเป็นคอกเพียง 3 ด้าน แต่ด้านที่เปิดโล่งหันไปทางป่าที่ไม่มีคนเห็น ลุงสนมสั่งห้ามไม่ให้ญาติหรือสามีเข้าไปใกล้ อ้างว่าของจะเข้าตัว เมื่อคุณเอมเข้าไปอาบน้ำ ลุงสนมได้ใช้ “มีดหมอ” เล่มใหญ่ที่มีสนิมเขรอะ มาขูดตามร่างกาย โดยอ้างว่าเป็นการไล่สิ่งชั่วร้าย แต่พฤติกรรมเริ่มล่วงล้ำ เมื่อลุงสนมกระตุกผ้าถุงของคุณเอมลงจนเกือบหลุด และสั่งให้ถกผ้าถุงขึ้นสูงเพื่อขูดบริเวณขาอ่อนและอวัยวะเพศ แม้คุณเอมจะพยายามขัดขืนและบอกว่าเจ็บแผลฝีเย็บที่เพิ่งคลอดลูกมา แต่ลุงสนมก็ไม่หยุด และยังพยายามใช้มือลูบคลำบริเวณของสงวน

หลังจากพิธีอาบน้ำเสร็จ ลุงสนมยังพยายามเกลี้ยกล่อมให้คุณเอม “นอนค้างคืน” ที่บ้านของตนเพียงลำพัง โดยบอกให้สามีและญาติกลับไปก่อน อ้างว่าจะต้องทำพิธีอาบน้ำมนต์ต่อเนื่องอีก 6 รอบ เพื่อให้ครบสูตรและจะทำให้สามีรักสามีหลง ค้าขายร่ำรวย คุณเอมและสามีเริ่มรู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่ปลอดภัย จึงวางแผนหลอกลุงสนมว่าเอกสารแจ้งตายของลูกไม่ครบ ต้องรีบกลับไปจัดการและจะกลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น ทำให้สามารถหลบหนีออกมาได้ ส่วนร่างของลูกนั้น ถูกฝังไว้ในลักษณะเดียวกันกับรายแรก คือขุดหลุมตื้นๆ และกลบดินไว้

ผู้เสียหายรายที่สามคือ คุณตุ๊ก เล่าว่า ตนเองพาเพื่อนที่ป่วยไปทำพิธีอาบน้ำมนต์กับลุงสนมเมื่อ 3 ปีก่อน โดยไปกันเป็นกลุ่มมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง รวมถึงแม่บุญธรรมวัย 60 กว่าปี คุณตุ๊กเล่าด้วยความอัดอั้นตันใจว่า ลุงสนมมีพฤติกรรมเจ้าชู้และลามกอย่างเปิดเผย เรียกผู้หญิงทุกคนว่า “อ้วน” และพยายามแต๊ะอั๋ง ในขณะทำพิธีอาบน้ำมนต์ ลุงสนมบังคับให้ผู้ทำพิธียกขาพาดกับขาของตน และใช้ลูกแก้วคลึงตามร่างกายจนถึงบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อนของคุณตุ๊กและแม่บุญธรรมต่างก็โดนกระทำในลักษณะเดียวกัน โดยแม่บุญธรรมออกมาบอกว่า “โดนล้วง” ของสงวน เมื่อถึงคิวของคุณตุ๊ก เธอรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมจึงพยายามบ่ายเบี่ยงและแสดงอาการไม่พอใจ ทั้งแกล้งบอกว่ามีประจำเดือน และปฏิเสธที่จะดื่มน้ำมนต์โดยใช้วิธีอมไว้แล้วบ้วนทิ้ง เพื่อไม่ให้โดนวางยา ลุงสนมยังขู่ว่าถ้าทำพิธีไม่ครบ 7 รอบจะกลายเป็นบ้า แต่คุณตุ๊กตอบโต้กลับไปว่า “ยอมบ้าดีกว่าต้องมาเปลืองตัว”

ทางด้าน ทนาย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า การกระทำของลุงสนมเข้าข่ายความผิดหลายกระทง ตั้งแต่การเปิดสุสานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน ซึ่งวัดหรือพื้นที่เอกชนจะจัดตั้งสุสานได้ต้องขออนุญาตจากท้องถิ่น และต้องมีระบบจัดการที่ถูกต้องตามสุขลักษณะ การฝังศพซ้อนกัน หรือฝังในระยะประชิดกับชุมชนและถนนสาธารณะถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน นอกจากนี้ การที่ลุงสนมผ่าศพเองโดยไม่ใช่แพทย์ ถือเป็นการทำลายศพ ปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 มีโทษจำคุก และพฤติกรรมที่กระทำต่อผู้หญิงเข้าข่ายความผิดฐานกระทำอนาจาร

หมอหมู ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงความผิดปกติของจำนวนศพที่ลุงสนมอ้างว่ามีกว่า 170 ศพ ว่าหากมีการฝังจริงในพื้นที่จำกัด ย่อมต้องเกิดปัญหาสุขอนามัยและกลิ่นรบกวนอย่างรุนแรง การที่ไม่มีกลิ่นเลยอาจหมายความว่า “ศพไม่ได้อยู่ที่นั่น” หรือถูกขุดออกไปทำอย่างอื่นแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของ หมอปลา ที่เชื่อว่าอาจมีการนำชิ้นส่วนศพไปทำไสยศาสตร์มนต์ดำ เนื่องจากพบหลักฐานเป็นรูปถ่ายและก้อนเนื้อที่ดูคล้ายศพทารกแห้งกรังวางอยู่บนหิ้งบูชาในบ้านของลุงสนม

ในช่วงท้ายของรายการ หมอปลาประกาศว่าจะเดินทางไปบุกพิสูจน์ที่บ้านลุงสนมทันทีหลังจากจบรายการ เพื่อทวงคืนร่างของเด็กทารกให้กับแม่ๆ ผู้เสียหาย โดยได้ประสานงานกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ บิ๊กเต่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งทางผู้เสียหายยืนยันว่าต้องการดำเนินคดีให้ถึงที่สุดและต้องการนำร่างลูกกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้ถูกกระทำย่ำยีและหากินกับศพเช่นนี้ ทนาย ดร.ประยุทธ ได้แนะนำขั้นตอนปฏิบัติว่า ญาติจะต้องไปลงบันทึกประจำวัน และพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปขุดพิสูจน์ หากพบร่างก็ต้องนำไปแก้ไขใบมรณบัตรให้ถูกต้อง แต่หากไม่พบร่าง ลุงสนมจะต้องตอบคำถามสังคมและกฎหมายให้ได้ว่า “ศพเด็กหายไปไหน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...