โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาพัฒน์ฯแถลงจีดีพี Q4/68 ขยายตัวดีเกินคาด 2.5% เฉลี่ยทั้งปี 2.4% ปี ’69 โต 2%

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 05.17 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. เวลา 14.48 น.
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์ฯ”

สภาพัฒน์ฯ แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/ปี ’68 ขยายตัวดีเกินคาด 2.5% เฉลี่ยทั้งปี 2.4% ต่อปี คาด GPD ปี ’69 โต 2% ต่อปี แนะรัฐบาลเร่งจัดทำงบปี ’70 รักษาวินัยการคลัง เดินหน้าขับเคลื่อนการลงทุน-ส่งออก-ท่องเที่ยว-แก้หนี้ภาคครัวเรือน

นายดนุชา พิชยนันท์เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ทั้งปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.2 ในไตรมาสที่สามของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ขยายตัวจากไตรมาสที่สามของปี 2568 ร้อยละ 1.9 (QoQ_SA) รวมทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.4 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในปี 2567

ด้านการใช้จ่ายการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้น การลงทุนรวมขยายตัวในเกณฑ์สูง การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัว ขณะที่การส่งออกสินค้าชะลอตัวและการส่งออกบริการลดลงต่อเนื่อง

  • การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 3.3 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวด โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนขยายตัวเร่งขึ้นก่อนมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก (EV 3.0) จะสิ้นสุดลง และการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน และกึ่งคงทนได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ในรายหมวด
  • การใช้จ่ายในหมวดบริการขยายตัวร้อยละ 3.0 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.0 ในไตรมาสก่อน ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายกลุ่มบริการด้านสุขภาพ และบริการขนส่งเป็นสำคัญ
  • การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนขยายตัวร้อยละ 12.2 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.0 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายเพื่อซื้อยานพาหนะขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 26.4 เทียบกับร้อยละ 13.9 ในไตรมาสก่อน
  • ส่วนการใช้จ่ายหมวดสินค้ากึ่งคงทนขยายตัวร้อยละ 2.6 เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.8 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายกลุ่มเสื้อผ้าและรองเท้า และกลุ่มเครื่องเรือนและเครื่องตกแต่ง
  • การใช้จ่ายหมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัวร้อยละ 2.6 ต่อเนื่องจากร้อยละ 2.9 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นสำคัญ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.9 จากระดับ 44.7 ในไตรมาสก่อนหน้า
  • การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลกลับมาขยายตัวร้อยละ 1.3 เทียบกับการลดลงร้อยละ 3.9 ในไตรมาสก่อน โดยค่าตอบแทนแรงงาน ค่าซื้อสินค้าและบริการ และรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินสำหรับสินค้าและบริการในระบบตลาดขยายตัวร้อยละ 0.7 ร้อยละ 2.8 และร้อยละ 2.4 ตามลำดับ สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 39.5 (สูงกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 20.2 ในไตรมาสก่อน และร้อยละ 35.4 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)

รวมทั้งปี 2568 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน และการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 2.7 และร้อยละ 0.6 ชะลอลงจากร้อยละ 4.4 และร้อยละ 2.6 ในปี 2567 ตามลำดับ

การลงทุนรวม ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 8.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 1.4 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2559

  • การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 6.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 4.5 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือขยายตัวร้อยละ 6.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.0 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการลงทุนในหมวดยานพาหนะ หมวดเครื่องจักรอุตสาหกรรม และเครื่องใช้สำนักงาน ส่วนการลงทุนในหมวดก่อสร้างกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส ร้อยละ 4.8 เทียบกับการลดลงร้อยละ 1.0 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ และการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม
  • การลงทุนภาครัฐ กลับมาขยายตัวร้อยละ 13.3 เทียบกับการลดลงร้อยละ 5.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ สะท้อนจากการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการลงทุนในหมวดก่อสร้างร้อยละ 15.6 และการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือที่ขยายตัวร้อยละ 4.6 สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 18.7 (ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 20.5 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่าร้อยละ 15.1 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)

รวมทั้งปี 2568 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 4.9 เทียบกับการลดลงร้อยละ 0.3 ในปี 2567 โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.5 เทียบกับการลดลงร้อยละ 1.9 ในปี 2567 และการลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 8.9 เร่งขึ้นจากร้อยละ 4.5 ในปี 2567

Nesdc-thailand-gdp-report-Q4-2025ดาวน์โหลด

ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 84,024 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 9.4 ชะลอลงจากร้อยละ 11.5 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการส่งออกสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวในเกณฑ์ดี

  • กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ร้อยละ 83.0) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 30.3) คอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 91.0) เครื่องใช้ไฟฟ้า (ร้อยละ 17.9) รถกระบะและรถบรรทุก (ร้อยละ 52.4) และเครื่องประดับ (ร้อยละ 48.9)
  • กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกลดลง เช่น รถยนต์นั่ง (ลดลงร้อยละ 36.2) ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ลดลงร้อยละ 24.0) ข้าว (ลดลงร้อยละ 28.7) เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี (ลดลงร้อยละ 3.4) และยาง (ลดลงร้อยละ 8.7)
  • การส่งออกสินค้าไปตลาดส่งออกหลักขยายตัว ได้แก่ ตลาดสหรัฐฯ สหภาพยุโรป (27) และอาเซียน (5) ขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังตลาด CLMV สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ลดลง

ส่วนการนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 82,601 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 17.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 12.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.0 ขณะที่ราคานำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (44.0 พันล้านบาท) ต่ำกว่าการเกินดุล 7.0 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (224.4 พันล้านบาท) ในไตรมาสก่อนหน้า รวมทั้งปี 2568 การส่งออกมีมูลค่า 335,061 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 12.7 เร่งขึ้นจากร้อยละ 5.9 ในปี 2567 ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 311,722 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 13.0 เร่งขึ้นจากร้อยละ 5.5 ในปี 2567 ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 23.3 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (767.0 พันล้านบาท) เทียบกับการเกินดุล 21.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (749.8 พันล้านบาท) ในปี 2567

.ด้านการผลิต สาขาการขายส่งและการขายปลีก และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเร่งขึ้น สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และสาขาการก่อสร้างกลับมาขยายตัว ขณะที่สาขาเกษตรกรรม และสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารชะลอตัวลง

  • สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง ขยายตัวร้อยละ 0.3 ชะลอลงจากร้อยละ 2.1 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของการผลิตในหมวดพืชผลสำคัญๆ บางรายการ เช่น กลุ่มไม้ผล ข้าวเปลือก และมันสำปะหลัง ในขณะที่หมวดปศุสัตว์ขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ตามการเพิ่มขึ้นของสุกร ไก่เนื้อ และหมวดประมงกลับมาขยายตัว โดยผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2) ยางพารา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 ) ไก่เนื้อ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0) และอ้อยโรงงาน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9) ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญๆ บางรายการปรับตัวลดลง ได้แก่ กลุ่มไม้ผล (ลดลงร้อยละ 11.1) โดยเฉพาะทุเรียน (ลดลงร้อยละ 11.8) ลำไย (ลดลงร้อยละ 15.5) เงาะ (ลดลงร้อยละ 63.2) มันสำปะหลัง (ลดลงร้อยละ 5.9) และข้าวเปลือก (ลดลงร้อยละ 0.1) ตามลำดับ ในขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ร้อยละ 13.7 เทียบกับการลดลงร้อยละ 12.9 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของดัชนีราคาสินค้าเกษตรสำคัญๆ ได้แก่ ข้าวเปลือก (ลดลงร้อยละ 17.8) ยางพารา (ลดลงร้อยละ 24.0) กลุ่มไม้ผล (ลดลงร้อยละ 8.6) โดยเฉพาะลำไย (ลดลงร้อยละ 24.8) และทุเรียน (ลดลงร้อยละ 6.2) อ้อยโรงงาน (ลดลงร้อยละ 20.1) และสุกร (ลดลงร้อยละ 9.7) ตามลำดับ การลดลงของดัชนีราคาสินค้าเกษตรส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ร้อยละ 13.2 เทียบกับการลดลงร้อยละ 10.9 ในไตรมาสก่อนหน้า รวมทั้งปี 2568 การผลิตสาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 เทียบกับการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 ในปี 2567
  • สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 0.3 เทียบกับการลดลงร้อยละ 1.4 ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยกลุ่มการผลิตอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกในช่วงร้อยละ 3060 กลับมาขยายตัว ตามการผลิตสินค้าสำคัญๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตยานยนต์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1) การผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5) และการผลิตแบตเตอรี่และหม้อสะสมไฟฟ้า (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6) ตามลำดับ ส่วนการผลิตสินค้าสำคัญๆ ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ การผลิตน้ำตาล (ลดลงร้อยละ 4.7) การผลิตยางนอกและยางใน (ลดลงร้อยละ 2.1) และการเตรียมและการปั่นใยสิ่งทอ (ลดลงร้อยละ 10.3) ตามลำดับ กลุ่มการผลิตเพื่อส่งออก (สัดส่วนส่งออกมากกว่าร้อยละ 60) ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ตามการผลิตสินค้าสำคัญๆ ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ (ลดลงร้อยละ 6.0) การผลิตเครื่องใช้ในครัวเรือน (ลดลงร้อยละ 3.3) และการผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย (ลดลงร้อยละ 7.2) ตามลำดับ ส่วนการผลิตสินค้าสำคัญๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตเครื่องประดับ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7) การผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.1) การผลิตชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.2) และการผลิตเฟอร์นิเจอร์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.0) และกลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ (สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30) ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ตามการผลิตสินค้าสำคัญๆ ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม (ลดลงร้อยละ 4.2) การผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (ลดลงร้อยละ 10.9) และการฆ่าสัตว์ปีกและการผลิตเนื้อสัตว์ปีกฯ (ลดลงร้อยละ 3.5) ตามลำดับ ส่วนการผลิตสำคัญๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตพลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6) การผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิลอื่นๆ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2) การต้ม การกลั่น และการผสมสุรา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8) และการผลิตผลิตภัณฑ์ยาสูบ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9) ตามลำดับ สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 57.11 ต่ำกว่าร้อยละ 57.50 ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่าร้อยละ 57.72 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน รวมทั้งปี 2568 การผลิตสาขาการผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 เทียบกับการลดลงร้อยละ 0.3 ในปี 2567 และอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 58.67 ต่ำกว่าร้อยละ 58.97 ในปี 2567
  • สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ขยายตัวร้อยละ 0.6 ชะลอลงจากร้อยละ 0.8 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทย (ไทยเที่ยวไทย) มีจำนวน 72.74 ล้านคน – ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เทียบกับร้อยละ 3.1 ในไตรมาสก่อนหน้า รายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ที่ 3.14 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 เทียบกับร้อยละ 5.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวน จำนวน 8.859 (คิดเป็นร้อยละ 90.23 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19) ลดลงร้อยละ 6.3 เทียบกับการลดลงร้อยละ 13.5 ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับมูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 3.83 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 78.65 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19) ลดลงร้อยละ 5.4 ต่อเนื่องจากการลดลงร้อยละ 8.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้มีรายรับรวมจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 6.97 แสนล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.0 เทียบกับการลดลงร้อยละ 2.3 ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 73.09 สูงกว่าร้อยละ 67.40 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าร้อยละ 73.49 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน รวมทั้งปี 2568 สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัวร้อยละ 2.5 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 12.0 ในปี 2567 โดยนักท่องเที่ยวต่างประเทศมีจำนวน 32.974 ล้านคน ลดลงร้อยละ 7.2 นักท่องเที่ยวชาวไทย (ไทยเที่ยวไทย) มีจำนวน 278.77 ล้านคน – ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 และรายรับรวมจากการท่องเที่ยวมีมูลค่า 26.47 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 71.42
  • สาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.5 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนประเภทยานยนต์ ประกอบด้วย (1) ดัชนีการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 31.6 เร่งขึ้นจากร้อยละ 16.7 ในไตรมาสก่อนหน้า (2) ดัชนีการขายส่ง (ยกเว้นยานยนต์และจักรยานยนต์) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 เร่งขึ้นจากร้อยละ 1.5 ในไตรมาสก่อนหน้า และ (3) ดัชนีการขายปลีก (ยกเว้นยานยนต์และจักรยานยนต์) ขยายตัวร้อยละ 3.1 ชะลอลงจากร้อยละ 7.7 ในไตรมาสก่อนหน้า รวมทั้งปี 2568 สาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ขยายตัวร้อยละ 6.1 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 3.2 ในปี 2567
  • สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 ต่อเนื่องจากร้อยละ 3.0 ในไตรมาสก่อนหน้า ประกอบด้วย (1) บริการขนส่งทางอากาศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 ชะลอลงจากร้อยละ 4.4 ในไตรมาสก่อน
    (2) บริการขนส่งทางบกและท่อลำเลียง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 เร่งขึ้นจากร้อยละ 3.1 ในไตรมาสก่อนหน้า
    (3) บริการขนส่งทางน้ำ ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ร้อยละ 2.6 เทียบกับการลดลงร้อยละ 1.4 ในไตรมาสก่อนหน้า (4) บริการสนับสนุนการขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 5.3 ในไตรมาสก่อนหน้า และ (5) บริการไปรษณีย์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.8 ตามลำดับ รวมทั้งปี 2568 สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 เทียบกับการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1 ในปี 2567
  • สาขาการก่อสร้าง กลับมาขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 11.2 เทียบกับการลดลงร้อยละ 4.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการกลับมาขยายตัวในเกณฑ์สูงของการก่อสร้างภาครัฐร้อยละ 15.6 โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของการก่อสร้างของรัฐบาล สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของการเบิกจ่ายรายจ่ายงบลงทุน ในขณะที่การก่อสร้างรัฐวิสาหกิจลดลงต่อเนื่อง ส่วนการก่อสร้างภาคเอกชนการกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาสที่ร้อยละ 4.8 ตามการกลับมาขยายตัวของการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและการขยายตัวต่อเนื่องของการก่อสร้างอาคารที่มิใช่ที่อยู่อาศัย รวมทั้งปี 2568 สาขาการก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 เร่งขึ้นจากร้อยละ 1.7 ในปี 2567 โดยการก่อสร้างภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3 (การก่อสร้างของรัฐบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.7 ส่วนการก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจลดลงร้อยละ 1.9) และการก่อสร้างภาคเอกชนลดลงร้อยละ 0.8

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.71 ต่ำกว่าร้อยละ 0.76 ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่าร้อยละ 0.88 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ร้อยละ -0.5 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.6 ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.9 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (27.4 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 281.9 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.45 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65.6 ของ GDP

สรุปเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในปี 2567 ด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนและการอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัวร้อยละ 2.7 และร้อยละ 0.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 4.4 และร้อยละ 2.6 ในปี 2567 ตามลำดับ ขณะที่การลงทุนรวมกลับมาขยายตัวร้อยละ 4.9 เทียบกับการลดลงร้อยละ 0.3 ในปี 2567 ตามการกลับมาขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนร้อยละ 3.5 และการลงทุนภาครัฐขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่องร้อยละ 8.9 ส่วนการส่งออกสินค้าขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 11.9 และการส่งออกบริการลดลงร้อยละ 1.9 ด้านการผลิต สาขาการขายส่งและการขายปลีก สาขาเกษตรกรรม และสาขาการก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 6.1 ร้อยละ 3.6 และร้อยละ 6.6 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.2 ร้อยละ 1.9 และร้อยละ 1.7 ในปี 2567 ตามลำดับ ส่วนสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวร้อยละ 0.4 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 0.3 ในปี 2567 ขณะที่สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวร้อยละ 2.5 และร้อยละ 4.0 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 12.0 และร้อยละ 10.1 ในปี 2567 ตามลำดับรวมทั้งปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท (5.77 แสนล้านดอลลาร์ สรอ.) เพิ่มขึ้นจาก 18.68 ล้านล้านบาท (5.29 แสนล้านดอลลาร์ สรอ.) ในปี 2567 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 269,643.1 บาทต่อคนต่อปี (8,200.9 ดอลลาร์ สรอ. ต่อคนต่อปี) เพิ่มขึ้นจาก 266,102.7 บาทต่อคนต่อปี (7,539.3 ดอลลาร์ สรอ. ต่อคนต่อปี) ในปี 2567 สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.81 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ -0.1 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 3.1 ของ GDP

นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 – 2.5 (ค่ากลางการประมาณการร้อยละ 2.0) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน (2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน (3) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ (4) ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.1 และร้อยละ 1.9 ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. จะขยายตัวร้อยละ 2.0 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ (-0.3) – 0.7 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 2.4 ของ GDP รายละเอียดของการประมาณการเศรษฐกิจในปี 2569 ในด้านต่างๆ มีดังนี้

  • การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย (1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ต่อเนื่องจากร้อยละ 2.7 ในปี 2568 และเท่ากับการประมาณการครั้งก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในหมวดภาคบริการตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และเงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำท่ามกลางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงจากฐานการบริโภคในปี 2568 ที่ส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ และ (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.2 เทียบกับร้อยละ 0.6 ในปี 2568 และเท่ากับการประมาณการครั้งก่อน ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำทั้งในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 และงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปี
  • การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.8 ชะลอลงจากร้อยละ 4.9 ในปี 2568 แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.4 ในการประมาณการครั้งก่อน โดย (1) การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.5 ในปี 2568 แต่ปรับเพิ่มจากร้อยละ 0.9 ในการประมาณการครั้งก่อน และ (2) การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.7 ชะลอลงจากร้อยละ 8.9 ในปี 2568แต่เป็นการปรับลดจากการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการลดลงของเม็ดเงินเบิกจ่ายงบประมาณที่เหลือภายใต้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งหลังจากมีการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 มากกว่าที่คาดการณ์
  • มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.0 ชะลอลงจากการขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 12.7 ในปี 2568 แต่ปรับเพิ่มขึ้นจากการลดลงร้อยละ 0.3 ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการผ่อนคลายของมาตรการกีดกันทางการค้าที่ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.47 ล้านล้านบาท ในปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวร้อยละ 2.1 ชะลอลงจากร้อยละ 9.2 ในปีก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.1 ในการประมาณการครั้งก่อน สมมติฐาน GDP ปี 2569ดาวน์โหลด

ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ควรให้ความสำคัญดังต่อไปนี้

  • การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็วเพื่อรักษาพลวัตการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/2568 ควบคู่ไปกับการดำเนินการที่สำคัญๆ ที่มีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเร่งรัดกระบวนการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ รวมทั้งการรักษาวินัยทางการคลังโดยการดำเนินการตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะและลดความเสี่ยงต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนการลงทุนและวางรากฐานการพัฒนาประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว และกำหนดแนวทางในการปรับลดรายจ่ายประจำโดยเฉพาะการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น รวมทั้งการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและลดต้นทุนดำเนินงานอันเป็นภาระงบประมาณ อาทิ การพิจารณายุบหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน การควบคุมการเพิ่มอัตราตำแหน่งใหม่ การเกษียณก่อนกำหนด เป็นต้น ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบภาษีและปรับลดรายการลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น

  • การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับ(1) การเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการดำเนินโครงการ โดยกำหนดข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) ในแต่ละขั้นตอนที่ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนและการดำเนินงานในเชิงรุก เพื่อให้นักลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วมีการลงทุนจริงโดยเร็ว(2) การปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม อาทิ การขอใบอนุญาตก่อสร้าง โรงงาน และผังเมือง รวมทั้งพัฒนาแนวทางในการเร่งรัดข้อพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลงทุนเพื่อร่นระยะเวลาในการเริ่มก่อสร้างให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น (3) การยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานให้เพียงพอสำหรับการลงทุนที่รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว และเร่งรัดกระบวนการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกการส่งเสริมพลังงานทางเลือก/พลังงานสะอาด(4) การปรับแนวทางการให้สิทธิประโยชน์จากมูลค่าเงินลงทุนไปสู่การให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local value added) อาทิ การเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางจากผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดทางเทคโนโลยีการฝึกอบรมแรงงาน และการตั้งศูนย์วิจัยหรือทดสอบในประเทศ (5) การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของกิจการร่วมทุน (Joint venture) และการเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการสร้างธุรกิจเกี่ยวเนื่องของไทยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่การผลิตโลก รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิตให้ขยายการผลิตภายในประเทศ และ (6) การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ

  • การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญ (1) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ที่มีศักยภาพ (2) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดย (i) เร่งกระบวนการเจรจาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงกับสหรัฐฯ ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาล (ii) สร้างความรับรู้ให้กับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบและบริหารจัดการภาระต้นทุนภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมได้อย่างถูกต้อง (iii) ยกระดับการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rule of origin) โดยเร่งรัดปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะการปรับปรุงกระบวนการขอรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin หรือ C/O) และกระบวนการตรวจสอบและรับรองสัดส่วนของมูลค่าวัตถุดิบที่ผลิตภายในภูมิภาคที่ใช้ในการผลิตสินค้าสำคัญ (Regional Value Content หรือ RVC)เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าที่มาจากแหล่งกำเนิดอื่น (3) การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการทางการค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก (4) การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local content) ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพสามารถร่วมทุนและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตโลกโดยมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการให้เข้าถึงมาตรฐานระดับสากล และผลักดันการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญา (5) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 – 2570 และ (6) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจ

  • การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดย (1) การส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การประชุมและการจัดงานสัมมนา (MICE) (2) การยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญต่อการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมทั้งการเพิ่มความเข้มงวดในการออกใบอนุญาตผู้ประกอบการและผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่ตรวจสอบได้ (3) การปราบปรามอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติ
    ที่แฝงตัวกับการท่องเที่ยว
    โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงและการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ (4) การดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะการจัดทำแผนรองรับปัญหาฝุ่น PM2.5 และปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในเชิงการป้องกันและในเชิงการรับมือเมื่อเกิดปัญหา และ (5) การเร่งแก้ปัญหาความแออัดในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยการเจรจากับพันธมิตรสายการบินเพื่อเพิ่มจำนวนและความถี่ของเที่ยวบิน ตลอดจนเปิดเส้นทางบินตรงที่มีศักยภาพใหม่ๆ และสร้างเส้นทางเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างเมืองหลักกับเมืองรอง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมใหม่โดยมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการกระจายตัวของรายได้จากภาคการท่องเที่ยว

  • การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่ (1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน โดย (i) เร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และปิดจบหนี้ตามมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” (ii) ปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้กับลูกหนี้รายย่อยที่เริ่มประสบปัญหาในการชำระหนี้ (2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดย (i) ดำเนินมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transformation loan) และส่งเสริมสินเชื่อเครือข่ายธุรกิจเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีไปแล้วเพื่อให้สามารถอนุมัติสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพได้โดยเร็ว (ii) ดำเนินมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตในการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs ของสถาบันการเงิน ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ (iii) สนับสนุนแนวทางในการสร้างรายได้และยกระดับศักยภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs (3) การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับฐานข้อมูลหนี้สินครัวเรือนให้ครบถ้วน ครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภท และการจัดทำฐานข้อมูลภาระหนี้นอกระบบและข้อมูลทางเลือก (Alternative data) รวมทั้งเชื่อมโยงกับข้อมูลภาระหนี้ในระบบ เพื่อให้มีฐานข้อมูลครบถ้วนสำหรับใช้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการวิเคราะห์ศักยภาพร่วมกับพฤติกรรมเชิงบวก และประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ได้อย่างเหมาะสม และ (4) การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน

  • สภาพัฒน์เผย GDP ไตรมาส 3 โต 1.2% คาดทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.0%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...