มายาคติของการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ด้วยการเก็งกำไร..โดยอิงผลประกอบการที่ดี
ตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นหลักของโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น และอื่นๆ ปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น (Bull Market) แต่ในทางปฏิบัติกลับมีนักลงทุนจำนวนมากที่เผชิญกับการขาดทุนหรือมีกำไรที่น้อยกว่าการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ…หนึ่งในข้อเท็จจริงและปัจจัยกดดันในกรอบเวลาดังกล่าวได้แก่ “ความกลัว” และ “ความไม่แน่นอน” ของนโยบายการเงินสหรัฐฯ, ความตึงตัวของ Valuation หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (ตลอดเวลา), ผลกระทบของสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลทำให้นักลงทุนโดยส่วนใหญ่มีการปรับพอร์ตและขายหุ้นซึ่งมีพื้นฐานที่ดีออกหลังจากที่ลงทุนได้ไม่นาน
ในโลกการลงทุนที่นักลงทุนส่วนหนึ่งให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานโดยนักลงทุนพิจารณา “เลือกหุ้น” และตัดสินใจลงทุนแบบเก็งผลประกอบการหรือซื้อหุ้นก่อนที่จะมีการประกาศผลประกอบการในแต่ละงวด สำหรับกลยุทธ์ในลักษณะนี้นักลงทุนคาดหวังว่าจะช่วยทำให้การลงทุนมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นแต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป โดยเราได้ลองรวบรวมข้อมูลและลองเรียง Timeline ของการประกาศผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีประมาณ 9 ตัว (ยกตัวอย่างไว้เป็นตัวแทนของกลุ่ม) นับตั้งแต่บริษัทมีการประกาศงบงวด 4Q23 – 4Q25 และได้ผลลัพธ์เชิงสถิติดังนี้ (ตาราง)
จากตัวอย่างในตารางได้จำลองการซื้อหุ้น Nvidia, TSM (TSMC), SK Hynix, ASML, Meta (Facebook), MSFT (Microsoft), TSLA (Tesla), AAPL (Apple) และ AMD โดยซื้อหุ้นก่อนการประกาศผลประกอบการ 1 วันและถือหุ้นต่ออีกราว 1 เดือนโดยแบ่งสถานการณ์เป็น 2 แบบ 1. แถบตารางสีฟ้าแทนงวดที่ผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาด 2. แถบสีแดงแทนงวดที่ผลประกอบการแย่กว่าที่ตลาดคาด ทำให้เราข้อสังเกตุและการสรุปดังนี้
- ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มที่เรายกเป็นตัวอย่าง (ถือเป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยี-Semiconductor) โดยส่วนใหญ่ในช่วง 4Q23-4Q25 ดีกว่าที่ตลาดคาด
- นับตั้งแต่ช่วง 2H24 แม้ผลประกอบการจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดแต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง สะท้อนถึงการที่นักลงทุนอาจให้น้ำหนักกับปัจจัยอื่นๆ มากกว่าผลประกอบการที่ดี ยกตัวอย่างเช่น การให้ Guidance ของผู้บริหารและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการลงทุน (Capex) ที่สูงและความสามารถในการทำกำไรในอนาคต
- บริษัทขนาดใหญ่หลายบริษัทมีปัจจัยเฉพาะตัวที่นักลงทุนอาจให้ความสำคัญมากกว่าผลประกอบการในงวดนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น Tesla นักลงทุนให้น้ำหนักกับพัฒนาของธุรกิจใหม่ที่อยู่ใน Pipeline และรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากธุรกิจเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ส่วน Microsoft นักลงทุนมีความกังวลต่อรายได้ของธุรกิจ Cloud (Azure) ที่เติบโตต่ำกว่าที่ตลาดคาดในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนสูงและมากกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น
- เราทดลองใช้วิธีเดียวกันแต่ปรับ Timeline เป็น 1 วัน โดยซื้อหุ้นก่อนการประกาศผลประกอบการ 1 วันและขายหุ้นออกที่ราคาปิดของอีก 1 วันทำ (T+1) พบว่า “Win Rate” ของการลงทุนแบบเก็งผลประกอบการไม่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อสรุปข้างต้นและกรอบการลงทุนที่มีระยะเวลาการถือหรือลงทุนเพียง 1 เดือน (ลงทุนระยะสั้น) ยังไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการบอกได้อย่างชัดเจนว่าการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการนำความเข้าใจนั้นมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนไม่มีประโยชน์ เพราะหากพิจารณาผลตอบแทนของหุ้นในช่วง 6 เดือน และ 12 เดือน จากบริษัทที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจะพบว่าโดยส่วนใหญ่มีผลตอบแทนที่สูง (โดยเฉพาะการลงทุนที่มีระยะเวลาการถือประมาณ 1 ปี) ซึ่งเรามองว่าเป็นช่วงเวลาขั้นต่ำที่เหมาะสมในการลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนสูง
และที่สำคัญ ณ วันนี้ระดับ Valuation ของหุ้นโดยส่วนใหญ่มีความ “Premium” กว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน กล่าวคือการลงทุนด้วยกลยุทธ์การคาดการณ์ต่อผลประกอบการที่ประเมินว่าจะดีมีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยลง (ในระยะสั้น) แต่การลงทุนในหุ้นหรือบริษัทที่ดีในระยะยาวยังคงมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า
นอกจากนั้นนักลงทุนควรพิจาณาปัจจัยแวดล้อมประกอบการพิจารณาโดยปัจจุบันเราประเมินว่าปัจจัยลบที่นักลงทุนให้น้ำหนักมากขึ้นคือปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อการประเมินมูลค่า (Valuation Concern) ยกตัวอย่างเช่น การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตเ พราะปัจจัยนี้ส่งผลทางตรงต่อต้นทุนการเงินที่อาจสูงขึ้นในอนาคตทำให้บริษัทแบกรับภาระทางการเงินที่สูงขึ้นในวันที่การลงทุนดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างรายได้ที่ชัดเจน นอกจากนั้นอัตราดอกเบี้ยยังส่งผลต่อการประเมินมูลค่าของหลักทรัพย์อีกด้วย
คอลัมน์: Global Insight by Pine Wealth Solution
โดย ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน
บล. ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น