โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในประเทศชั้นนำอาเซียน หลังสภาพัฒน์เผย GDP ปี 68 โตที่ 2.4% ขณะที่เวียดนามโตพุ่ง 8% มาเลเซียโต 5.2%

The Momentum

อัพเดต 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.28 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์ 2569) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประกาศภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ประจำปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.2 ขณะที่ทั้งปีขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 เป็นผลจากการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การลงทุนรวม และการใช้จ่ายของภาครัฐ อย่างไรก็ตามการส่งออกสินค้าและบริการกลับชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สภาพัฒน์คาดการณ์ว่า จะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.5-2.5 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนคือ การขยายตัวต่อเนื่องของอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศ การเพิ่มขึ้นของงบประมาณภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการ และปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตภาคการเกษตร

ทั้งนี้ภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปี 2568 ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศมาเลเซียเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 5.2 มากขึ้นกว่าปีก่อนหน้าที่เติบโตที่ร้อยละ 5.1 และตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจนี้ ถือว่าสูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกลางของมาเลเซียคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 4-4.8 โดยมีปัจจัยหนุนจากภาคการส่งออกอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซนเตอร์ และปัจจัยสนับสนุนด้านตลาดแรงงาน

ขณะที่ประเทศอื่นอย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 5.0 ร้อยละ 5.1 และร้อยละ 4.4 ตามลำดับ ส่วนประเทศเวียดนาม รายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Statistics Office) ภายใต้กระทรวงการคลังของเวียดนามระบุว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปี 2569 เติบโตอยู่ที่ร้อยละ 8.46 และเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 8.02

นอกจากนั้นข้อมูลจากหอการค้ากัมพูชา (Cambodia Chamber of Commerce) เปิดเผยเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจของกัมพูชาขยายตัวทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5.0 แม้ว่าจะมีความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน และเหตุพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเด็นข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจไทย สภาพัฒน์ให้ความกังวลว่า จะประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยคือ ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก หนี้สินภาคครัวเรือนและธุรกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ความผันผวนของสภาพอากาศ และเงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง

สำหรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ 2569 สภาพัฒน์มองว่า การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง ต้องให้ความสำคัญกับการเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายที่สำคัญๆ ที่มีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เช่น การเร่งรัดกระบวนการเจรจาทางการค้ากับประเทศที่สำคัญ การรักษาวินัยทางการคลัง

ด้านการขับเคลื่อนการลงทุนเอกชน สภาพัฒน์แนะนำรัฐให้ความสำคัญกับการเร่งดำเนินระบบ Thailand FastPass การปรับปรุงระบบอนุญาตแบบรวมศูนย์ผ่านช่องทางดิจิทัล การยกระดับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุน โดยเฉพาะเรื่องการจัดหาพลังงาน การสนับสนุนสิทธิประโยชน์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local Value Added) ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนรูปแบบกิจการร่วมทุน (Joint Venture) และการใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้า

ขณะที่ภาคการส่งออก สภาพัตน์แนะนำว่า ต้องให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินการ การส่งเสริมการใช้สินค้า วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางในประเทศ

นอกจากนั้นต้องเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูง เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การปราบปรามอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงการแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน เช่น ลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน การให้การช่วยเหลือกับภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาสภาพคล่อง ตลอดจนการเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...