BJC ลุยเวียดนามเต็มตัว ทุ่ม 2.25 หมื่นล้าน ซื้อกิจการ MM Mega Market
BJC ลุยเวียดนามเต็มตัว ทุ่ม 2.25 หมื่นล้าน ซื้อกิจการ MM Mega Market
ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เจ้าของห้างใหญ่อย่าง บิ๊กซี กล่าวว่า ขณะนี้เตรียมเสนอผู้ถือหุ้น อนุมัติซื้อกิจการMM Mega Market Vietnam (MMVN) จำนวน 30 สาขา ในประเทศเวียดนาม มูลค่า 22,500 ล้านบาท
สะท้อนการวางหมากธุรกิจของ BJC ที่มอง “เวียดนาม” คือเครื่องยนต์โตระยะยาว (Growth Engine) ตัวใหม่ของบริษัท นอกเหนือจากตลาดค้าปลีกในไทย
ช่วงเวลานี้เหมาะแก่การเข้าลงทุน เพราะมี 3 ปัจจัยมาบรรจบกันพอดี ได้แก่
1.เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างใหม่
2.MMVN เพิ่งฟื้นฟูกิจการเสร็จ ธุรกิจเริ่มแข็งแรง
3.BJC มีศักยภาพพร้อมขยายธุรกิจทันที
พูดง่าย ๆ คือ ซื้อธุรกิจที่ “พร้อมโต” ในประเทศที่ “กำลังโต”
[caption id="attachment_1475425" align="alignnone" width="700"]
ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC[/caption]
ทำไมเวียดนามถึงน่าสนใจ?
ปี 2568 ที่ผ่านมา GDP เวียดนามโตประมาณ 8% ถือว่าเติบโตสูงเมื่อเทียบกับในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน
ขณะเดียวกัน MMVN ก็เป็นธุรกิจที่ “มีกำไรอยู่แล้ว” ไม่ได้ซื้อของที่ขาดทุนมาปั้นใหม่
อย่างไรก็ตาม ดีลนี้ BJC ใช้เงินกู้ทั้งหมด ไม่มีการเพิ่มทุน และคาดว่าหลังซื้อกิจการจะช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้น (EPS) ได้ตั้งแต่ปีแรกที่ปิดดีล
จุดแข็งของ MMVN ที่ BJC จะเอาไปต่อยอด
หลังซื้อกิจการ จะเกิด Synergy ภายในกลุ่ม เช่น
เพิ่มอำนาจต่อรองด้านการจัดซื้อ
พัฒนาแบรนด์สินค้า Private Label
ทำ Cross-selling ระหว่างธุรกิจในเครือผลบวกจากส่วนนี้คาดว่าจะเริ่มเห็นชัดใน 1-2 ปี
[caption id="attachment_1559792" align="alignnone" width="1000"]
สาขาของ MM Mega Market Vietnam (MMVN)[/caption]
ฐานะการเงินMMVN แข็งแรง
โฟกัสด้านฐานะการเงินของ MMVN พบว่า มี EBITDA ปีละประมาณ 1,200 ล้านบาท และไม่มีหนี้ค้างเดิม
แม้จะมีแผนเปิดสาขาเพิ่ม ลงทุนปีละ 500–1,000 ล้านบาท แต่สามารถใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานรองรับได้ โดยไม่สร้างภาระหนักต่อโครงสร้างการเงินของ BJC
แผน 5 ปี MM Mega Marketสปีดสาขา 24 แห่ง
สำหรับแผนระยะ 5 ปีข้างหน้า ของ MM Mega Market ตั้งเป้าขยายสาขารวม 24 แห่ง ทั้งรูปแบบ Cash & Carry, Depot, Food Service และ Supercenter คาดว่า ใช้งบลงทุนต่อสาขา 200–600 ล้านบาท
โดยยึดหลัก “ผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (ROIC)” เป็นตัวชี้วัดหลัก เพื่อให้โตแบบมีวินัย ไม่เร่งเกินตัว