“ทรัมป์” ขู่ขึ้นภาษียุโรป 10-25% กดดันซื้อ “กรีนแลนด์” จุดชนวนศึกการค้าข้ามแอตแลนติก
"ทรัมป์" ขู่ใช้มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศพันธมิตรยุโรป เริ่ม 10% ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ และเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน หากสหรัฐไม่สามารถบรรลุข้อตกลงซื้อกรีนแลนด์ได้
วันที่ 18 มกราคม 2569 เวลา 06.31 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่าจะเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศพันธมิตรในยุโรปเป็นระลอก จนกว่าสหรัฐจะได้รับอนุญาตให้ซื้อกรีนแลนด์ การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการเมืองและการค้าเกี่ยวกับอนาคตของเกาะอาร์กติกขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก
ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า สหรัฐจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ สำหรับสินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และสหราชอาณาจักร ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีอยู่แล้ว โดยอัตราภาษีดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน และจะมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องจนกว่าจะมีข้อตกลงให้สหรัฐฯ สามารถซื้อกรีนแลนด์ได้
ผู้นำสหรัฐย้ำหลายครั้งว่า เขาจะไม่ยอมรับเงื่อนไขใดที่ต่ำกว่าการเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ ขณะที่รัฐบาลเดนมาร์กและผู้นำกรีนแลนด์ยืนยันตรงกันว่า เกาะแห่งนี้ไม่ใช่สินค้าที่จะขาย และประชาชนกรีนแลนด์ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ในสัปดาห์นี้พบว่า ชาวอเมริกันน้อยกว่าหนึ่งในห้าสนับสนุนแนวคิดการเข้าซื้อกรีนแลนด์
ทรัมป์ให้เหตุผล ว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงของสหรัฐ เนื่องจากทำเลที่ตั้งและทรัพยากรแร่จำนวนมาก และยังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อยึดครองเกาะดังกล่าว ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ประเทศยุโรปได้ส่งกำลังทหารไปยังกรีนแลนด์ตามคำร้องขอของเดนมาร์กในสัปดาห์นี้
สหภาพยุโรปออกแถลงการณ์แสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์ โดยประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน และประธานสภายุโรป อันโตนิโอ คอสตา เตือนว่าการใช้มาตรการภาษีจะบ่อนทำลายความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง ขณะที่เจ้าหน้าที่จากหลายประเทศในยุโรปย้ำว่า ประเด็นกรีนแลนด์ไม่ควรถูกนำมาเชื่อมโยงกับมาตรการทางการค้า
นักวิเคราะห์เตือนว่า การข่มขู่ขึ้นภาษีครั้งนี้อาจกระทบข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ทำไว้ก่อนหน้านี้กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ซึ่งกำหนดอัตราภาษีพื้นฐานไว้ที่ 15% และ 10% ตามลำดับ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า ระบุว่า การเลือกปฏิบัติต่อประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอาจทำให้รัฐสภายุโรปตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการเดินหน้าข้อตกลงกับสหรัฐ
ขณะเดียวกัน ศาลฎีกาสหรัฐกำลังพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีในวงกว้างของทรัมป์ ซึ่งคำตัดสินอาจส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากทั้งยุโรปและนักการเมืองสหรัฐเองว่า แนวทางดังกล่าวอาจสร้างความแตกแยกระหว่างพันธมิตร และเปิดช่องให้จีนและรัสเซียได้ประโยชน์จากความร้าวฉานของโลกตะวันตก
อ้างอิง : www.reuters.com