“ธรรมนัส” กั๊ก ร่วมรัฐบาล ปัดทะเลาะ ‘อนุทิน’ ชี้ กล้าธรรม ไม่กลัวถูกบีบทางการเมือง
“ธรรมนัส” กั๊ก ร่วมรัฐบาล บอกรอ กกต.รับรองผลเลือกตั้ง ขู่ ก.เกษตรฯ ไม่ง่าย เป็นภาคปฏิบัติ นั่งห้องแอร์แบบ ก.พาณิชย์ ไม่ได้ ยกตนเซ็นเองขายเอง ปัดทะเลาะ ‘อนุทิน’ ย้อนสื่อยามรักน้ำต้มก็หวาน บอก ไม่เคยทะเลาะใครก่อน หากใครทะเลาะด้วยเตรียมฝันร้าย ชี้ กล้าธรรม ไม่กลัวถูกบีบทางการเมือง ใครบีบมาเจอสวนกลับ
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ พรรคกล้าธรรม ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ร่วมแถลงผลการประชุมพรรคในวันนี้
ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า การประชุมพรรคในวันนี้ เป็นการประชุมของพรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของหัวหน้าพรรค ประธานยุทธศาสตร์พรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อทำความเข้าใจกับว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ภายหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แจ้งกับพี่น้องสื่อมวลชนแล้วว่า พรรคกล้าธรรมได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งประมาณ 350 คน และผ่านการคัดเลือกได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตจำนวน 56 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 2 คน
ในนามของพรรคกล้าธรรม ขอขอบคุณเสียงของพี่น้องประชาชนทุกคะแนนเสียงที่ให้การสนับสนุนผู้สมัครของพรรค โดยในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต พรรคได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 4 ล้านเสียง และในส่วนของบัญชีรายชื่อได้รับคะแนนเสียงกว่า 600,000 เสียง ทุกคะแนนเสียงมีความหมายและมีคุณค่า ถือเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้พรรคกล้าธรรมพร้อมเดินหน้าทำงานทางการเมืองเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป
สำหรับการประชุมในวันนี้ ถือเป็นวาระแสดงความยินดีกับว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 58 คน อย่างไรก็ตาม ร้อยเอกธรรมนัสได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า พรรคได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่านี้ โดยเฉพาะผู้สมัครที่ได้คะแนนเป็นอันดับสอง หรือที่เรียกว่าแถวสองซึ่งมีจำนวนประมาณ 45 คน เมื่อนำมารวมกับผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งในแถวหนึ่งจำนวน 56 คน จะมีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 101 คน และหากรวมผู้สมัครในแถวสามอีกประมาณ 20 คน จะมีผู้สมัครของพรรคที่มีศักยภาพรวมทั้งสิ้นประมาณ 131 คน อย่างไรก็ตามพรรคกล้าธรรมจะไม่ทอดทิ้งผู้สมัครในแถวสองและแถวสาม ทุกคนจะยังคงทำงานร่วมกับพรรคและทำงานทางการเมืองต่อไป
ในการประชุม ยังได้มีการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตัวของว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่ได้รับการรับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ภายในกรอบเวลา 30 วัน โดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด รวมถึงภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองผลแล้ว จะต้องเตรียมตัวในเรื่องการรายงานตัว การชี้แจงค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง และการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่พรรคได้เน้นย้ำให้ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนรับทราบ
ในส่วนของทิศทางทางการเมืองของพรรคกล้าธรรม ร้อยเอกธรรมนัส ย้ำว่า ขอให้รอผลการรับรองอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน จึงจะมีการตัดสินใจใด ๆ โดยการตัดสินใจจะเป็นมติร่วมกันของว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด คณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรค ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจในภาพรวมของพรรค พร้อมยืนยันว่าท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าต้องรอการรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ชัดเจนก่อน เพื่อยืนยันว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสมบูรณ์
ส่วนกระแสข่าวเรื่องการร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขว่ายอมรับพรรคกล้าธรรม แต่ไม่ยอมรับตัวร้อยเอกธรรมนัส นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ชี้แจงว่า ขอขอบคุณสำหรับคำถามดังกล่าว เพราะเป็นประเด็นที่ต้องการชี้แจงเช่นกัน โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2566 ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในช่วงปลายปี พ.ศ. 2567 ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนักการเมือง ยึดหลักการว่าพร้อมให้มีการตรวจสอบเสมอ หากมีการตรวจสอบก็พร้อมยอมรับผลไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด พร้อมแสดงความมั่นใจว่าประเด็นดังกล่าวไม่ใช่ข้ออ้างหรืออุปสรรคต่อการทำงานทางการเมืองของตนเอง
เมื่อถามว่าแปลว่าเขามีความมั่นใจอยู่แล้วที่จะไม่เอาก็เลยเอามาอ้าง หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส เผยว่า เราอย่าไปตอบอย่างนั้น ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเราจะร่วมหรือไม่ร่วม ก็ยืนยันว่ายังรอผลการรับรองจาก กกต. ให้เป็นชัดเจนก่อน
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปทางนางนฤมลที่ได้มีการภาพปรากฏออกมาว่าพูดคุยกับทางด้านนายอนุทินในสีหน่าเคร่งเครียดที่สงขลานั้น นางนฤมล ตอบว่า จำไม่ได้แล้ว แต่ด้านร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนเองขอตอบแทนก็ได้ไม่มีอะไรในกอไผ่มีแต่หน่อไม้
ส่วนกรณีบันทึก ถ้อยคำ ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ไว้กับ พนักงานสอบสวน กองคดียาเสพติด กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ในคดีพิเศษ 148 /2568 กรณี ธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคลิปโต อาจเข่าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายว่า ด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยช่วงหนึ่งมีการสักข้อถึงร้อยเอกธรรมนัสนั้น ร้อยเอกธรรมนัส ชี้แจงว่า ในประเด็นดังกล่าวตนเองไม่ขอเข้าไปให้ความเห็นเพิ่มเติม เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงไปแล้ว โดยนายประเสริฐได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนของตนเองเรียบร้อยแล้ว และขอให้ยึดตามคำชี้แจงนั้น
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มองกรณีดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับชีวิตการเป็นนักการเมืองของตน ยึดหลักเสมอว่าต้องพร้อมถูกตรวจสอบ และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงทุกประเด็น พร้อมระบุว่า “ใครที่ตั้งผมเป็นรัฐมนตรี ถ้าคุณคิดว่าผมผิด คุณก็โดนด้วย มีแค่นั้นเอง หลักการ”
ส่วนความกังวลว่าจะถูกนำประเด็นดังกล่าวมาบีบหรือกดดันย้อนหลังหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่า พรรคกล้าธรรมไม่เคยกลัวการถูกบีบทางการเมือง พร้อมระบุว่า “ใครบีบมา เดี๋ยวสวนกลับ”
เมื่อถามต่อว่า หากมีการอ้างเรื่องจริยธรรม จะหมายความว่าผู้ที่ตั้งหรือสนับสนุนย้อนหลังก็อาจมีความผิดด้วยหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่า หากความผิดนั้นสำเร็จไปแล้ว และหากตนเองผิดจริง หรือมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน
ส่วนกรณีที่ทางพรรคภูมิใจไทยเสนอมาว่าให้โหวตนายกฯ ไปก่อนแล้วค่อยจัดสรรกระทรวงให้แต่ละพรรคร่วม นั้น ร้อยเอกธรรมนัส มองว่า การเมืองมันไม่มีหรอก อย่าไปพูดสวยขนาดนั้น
เมื่อถามต่อว่า มองแนวคิดดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่า ตนเองไม่ขอเปรียบเทียบว่าพรรคใดดีกว่าพรรคใด แต่ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมมีเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 58 เสียง และมีทิศทางการตัดสินใจไปในแนวทางเดียวกัน
สำหรับกรณีที่ก่อนหน้านี้ให้สัมภาษณ์ว่าโทรศัพท์ยังเปิดใช้งานอยู่ แต่หากเดินทางไปต่างประเทศอาจปิดสัญญาณ นั้น ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวยืนยันว่า สัญญาณโทรศัพท์ของตนเองยังคงใช้งานได้ตามปกติ
เมื่อถามว่ามีใครติดต่อประสานงานเข้ามาหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า อยากฝากถึงพี่น้องสื่อมวลชนว่า ตนเองไม่ชอบให้สัมภาษณ์รายวัน แต่ยังคงยืนยันคำพูดเดิมว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้คือประเด็นการเลือกตั้งบัตรสีชมพู ซึ่งตนเองได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายแล้ว เห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่าการจัดตั้งรัฐบาล สังคมควรให้ความสนใจกับที่มาที่ไปของกระบวนการเลือกตั้งควบคู่ไปกับการเมืองระดับรัฐบาล
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการเดินทางไปยุโรปเป็นเวลา 2 สัปดาห์ในช่วงเวลานี้ จะส่งผลให้ทิศทางทางการเมืองเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า “รู้ได้อย่างไรว่าผมจะไปสองอาทิตย์ ผมอาจจะไปวันเดียวแล้วกลับก็ได้”
เมื่อถามถึงกรณีที่หลายคนออกมาบอกว่ามีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะใช่หรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ได้ยินได้ฟังมาก็เล่าสู่กันฟัง
เมื่อถามว่าหากต้องเลือกตั้งใหม่อีกครั้งพร้อมหรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า พร้อม เลือกตั้งพรุ่งนี้ก็พร้อม
เมื่อถามถึงการที่ตัวเองออกมาส่งสัญญาณเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า ตนไม่ได้ส่งสัญญาณ เมื่อวานที่กระทรวงตนก็บอกว่าอย่าไปตีความผิด ฟังให้ชัดๆ ตนได้ปรึกษากูรูแล้วว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วง คืออะไร และตนบอกว่าอย่าเอาไปตีความ ไปเสี้ยมให้ทะเลาะกับใคร
เมื่อถามว่าเป็นเรื่องผิดปกติของคนที่จะได้ร่วมรัฐบาล แสดงว่าเราไม่ได้เป็นตัวเลือกหรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า การเป็นนักการเมืองต้องเป็นรัฐบาลอย่างเดียวหรือ เราเป็นนักการเมืองคือการเอาพี่น้องเข้ามาในสภาฯ ทุกคนที่ผ่านเข้ามาล้วนแล้วเป็นคนที่ประชาชนเลือก
เมื่อถามว่ารู้สึกหรือไม่ถ้าดีของพรรคภูมิใจไทยตอนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเปลี่ยนไปกับตอนนี้ในสิ่งที่มีต่อเรา ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า คนเราตอนรักกันน้ำต้มผักก็ว่าหวาน
เมื่อถามว่าหากเลือกตั้งใหม่มั่นใจหรือไม่แถวสองจะได้รับเลือก ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า ตนก็มีความมั่นใจ รู้ว่าหลายคนพ่ายแพ้เพราะอะไร
ส่วนทีาบอกว่าน้ำต้มผักก็ว่าหวานหากโดนผลักเป็นฝ่ายค้านจะยังหวานต่อหรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส เปิดเผยว่า เดี๋ยวก็ไปขยายความว่ากินมะระอีกแล้ว
เมื่อถามว่าหากไม่ได้อยู่ในกระทรวงเกษตรฯ จะรับได้หรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า ปีนี้ตนก็ 61 ปีแล้ว ก็ไม่เห็นตรรกะการเมืองว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คนที่เป็นนักการเมืองมีความอยากชนะเลือกตั้ง ส่วนคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยากเป็นรัฐบาล มีแค่นั้น
เมื่อถามว่าทำไมสายสัมพันธ์ถึงต่อกันไม่ติด ร้อยเอก ธรรมนัส ถามกลับว่า ใครบอกว่าต่อกันไม่ติด พวกเราชอบมโยเองว่าเขาทะเลาะกันหรือเปล่า ชอบที่เขาทะเลาะกัน อะไรที่เขารักกันไม่เคยถาม ตนก็ยังรักกันดีอยู่ ไม่ได้โกรธ ก็เห็นแต่สื่อไปเขียนข่าว เดี๋ยวก็ว่าภูมิใจไทยว่าอย่างนั้น พรรคกล้าธรรมอย่างนี้ เคยได้ยินจากปากตนหรือเปล่าว่าเราทะเลาะกัน
เมื่อถามว่าวันนี้ยังรักนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า ในชีวิตตนไม่เคยทะเลาะกับใครก่อน แต่ถ้าใครทะเลาะกับตนก็กลับไปฝันร้าย
เมื่อถามว่าช่วงไปยุโรปจะยังเปิดสายคุยกับนายอนุทิน ได้หรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า โทรศัพท์ตนก็เปิดตลอดเวลา และก็ไม่ได้หมายความว่าตนไม่คุยกับนายอนุทิน เอาเป็นว่าเราไม่ได้ทะเลาะกับใคร ทำไมไม่ถามว่าพี่น้องตนดีใจไหมได้เป็นว่าที่ สส.
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่าในฐานะที่ ดูแลกระทรวงเกษตรสหกรณ์มาอย่างยาวนาน มองว่าทำไมพรรคการเมืองอื่นถึงมีความสนใจในกระทรวงเกษตรเป็นจำนวนมาก “ เดี๋ยวใครมานั่งถ้าไม่ใช่ผมเดี๋ยวก็รู้สึก จะนั่งในห้องแอร์เหมือน… ไม่ได้หรอก กระทรวงเกษตรต้องภาคปฏิบัติการที่จะไปขายอะไรไม่ใช่ง่าย เพราะทุกอย่างที่ขายมาตนเอาไปขาย ต้นขายเองเซ็นเองเช่น เดินทางไปประเทศจีนในช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขายสินค้าหลายประเภทต้องเซ็นเอกสารเองอย่าเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์ทำนะ เพราะเราต้องไปลงนามเอง ” ร้อยเอกธรรมนัสกล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า การพูดเช่นนั้นเหมือนกระทรวงพาณิชย์เป็นการเคลมผลงานจากกระทรวงเกษตรใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า เป็นสินค้าทางเทคนิค เกษตรต้องไปเจรจาด้วยทูตเกษตรแต่ละกรมที่ดูแลสินค้าประเทศนั้นต้องชี้แจงซึ่งกว่าจะจบไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งปศุสัตว์และประมง ต้องไปคุยกัน ให้จบ คนไม่เข้าใจ คิดว่าให้ทูตพาณิชย์ไปคุยแล้วจบตนยืนยันว่าไม่ใช่เช่นนั้น
เมื่อถามต่อว่าใครที่เข้ามาต่อจากร้อยเอกธรรมนัส จะต้องเหนื่อยใช่หรือไม่หากต้องเข้าไปคุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตร ไม่อยากให้เป็นสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งตนได้มีการ ประชุมกับ สปก. ได้มอบหมายงานไว้ขับเคลื่อนต่อมิเช่นนั้นชาวบ้านจะเดือดร้อน
เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส เปิดเผยว่าตั้งแต่เลือกตั้งมายังไม่มีการพูดคุยกับใคร และไม่ได้คุยกับภูมิใจไทยเมื่อเจอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้พูดคุย ถ้าคุยก็คุยปกติ