โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รัฐบาลทรัมป์ถือหุ้นบริษัทเอกชนสหรัฐวงกว้าง นักวิเคราะห์เตือนเสี่ยงการเมือง–กฎหมาย–บิดเบือนตลาด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 ก.พ. เวลา 10.07 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. เวลา 03.07 น.

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขยายบทบาทการถือหุ้นในบริษัทเอกชนของสหรัฐในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกเหนือจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือภาวะสงคราม โดยขณะนี้รัฐบาลได้เข้าถือหุ้น หรือทำข้อตกลงเพื่อเข้าถือหุ้นแล้วอย่างน้อย 10 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนล่าสุดคือ USA Rare Earth ที่มีการประกาศเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. 2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) สำนักข่าว CNBC รายงานว่าพอร์ตการลงทุนของรัฐบาลครอบคลุมตั้งแต่บริษัทเหมืองแร่เชิงยุทธศาสตร์ เช่น USA Rare Earth และ MP Materials ไปจนถึงบริษัทอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง U.S. Steel และ Intel โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล อาทิ รัฐมนตรีพาณิชย์ ฮาวเวิร์ด ลุตนิก และรัฐมนตรีมหาดไทย ดั๊ก เบอร์กัม ให้เหตุผลว่าการลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาไต้หวันในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และลดการพึ่งพาจีนในแร่ธาตุสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการที่รัฐบาลเข้าถือหุ้นโดยตรงสร้างความเสี่ยงทั้งทางการเมือง กฎหมาย และธุรกิจแก่บริษัทที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตลาดโดยรวม สก็อตต์ ลินซิคอม ทนายความด้านการค้าระหว่างประเทศจาก Cato Institute ระบุว่า แนวทางดังกล่าวเป็น “กำแพงที่มองไม่เห็น” สำหรับสตาร์ตอัพและผู้เล่นรายใหม่ เพราะยากที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดที่คู่แข่งรายใหญ่ได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลสหรัฐโดยตรง

ในอดีต สหรัฐเคยเข้าถือหุ้นบริษัทเอกชนในลักษณะการอุ้มชู (bailout) โดยมีความชัดเจนว่าการถือหุ้นเป็นเพียงชั่วคราว เช่น รัฐบาลบารัค โอบามา ที่เข้าถือหุ้น General Motors ในวิกฤตการเงินปี 2008 หรือรัฐบาลแฟรงกลิน รูสเวลต์ ที่เข้าควบคุมภาคธนาคารช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แต่ปีเตอร์ แฮร์เรล อดีตผู้อำนวยการอาวุโสด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระบุว่า แนวทางของรัฐบาลทรัมป์แตกต่างออกไป เพราะเป็นการถือหุ้นแบบไม่มีกำหนดเวลาถอนตัว

ลินซิคอมเตือนว่า การสร้างบรรทัดฐานเช่นนี้อาจเปิดทางให้รัฐบาลในอนาคต โดยเฉพาะรัฐบาลเดโมแครต ใช้โมเดลเดียวกันเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่ตนสนับสนุน เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ ทั้งที่ยังไม่เห็นเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมการสนับสนุนจากรัฐจำเป็นต้องไปไกลถึงขั้นการถือหุ้น ในเมื่อเครื่องมืออย่างเงินกู้ สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง หรือเงินอุดหนุนก็มีอยู่แล้ว

หลังรัฐบาลสหรัฐเข้าถือหุ้น Intel ลุตนิกให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้ผู้เสียภาษีอเมริกันได้รับประโยชน์เมื่อรัฐบาลนำเงินไปสนับสนุนภาคเอกชน แต่ทั้งแฮร์เรลและลินซิคอมเห็นตรงกันว่า แนวทางนี้เพิ่มความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน และอาจทำให้บริษัทตกเป็นเป้าการฟ้องร้องจากคู่แข่ง เนื่องจากฐานกฎหมายที่รองรับการลงทุนของรัฐบาลยังอยู่ในพื้นที่สีเทา

หากอำนาจทางการเมืองในวอชิงตันเปลี่ยนมือ บริษัทเหล่านี้อาจเผชิญแรงกดดันจากการตรวจสอบของสภาคองเกรส โดย MP Materials ได้เตือนนักลงทุนไว้แล้วในเอกสารยื่นต่อ ก.ล.ต. ว่าข้อตกลงกับรัฐบาลอาจนำไปสู่การตรวจสอบ การสอบสวน และความเสี่ยงด้านคดีความ รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลกลาง

อีกหนึ่งความกังวลคือความเสี่ยงในการจัดสรรเงินทุนผิดพลาด หากรัฐบาลเลือกลงทุนในบริษัทหรือเทคโนโลยีที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งอาจบิดเบือนกลไกตลาด และทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจถูกครอบงำด้วยปัจจัยทางการเมือง ตัวอย่างเช่น กรณี U.S. Steel ที่รัฐบาลถือ “golden share” และเคยเข้าแทรกแซงการตัดสินใจด้านการผลิตของบริษัท

แม้จะมีความเสี่ยงเหล่านี้ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่แทบไม่ออกมาแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสาธารณะ เคน กริฟฟิน ซีอีโอ Citadel ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal ว่า ซีอีโอจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่สบายใจกับแนวทางที่มีกลิ่นอายของการเลือกปฏิบัติ แต่เลือกจะนิ่งเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากรัฐบาล

แนวโน้มการถือหุ้นโดยรัฐบาลสหรัฐอาจยังเพิ่มขึ้นต่อไป โดยลุตนิกเคยระบุว่า เพนตากอนกำลังพิจารณาการถือหุ้นในบริษัทกลาโหมรายใหญ่อย่าง Lockheed Martin ขณะที่ทรัมป์เองก็ส่งสัญญาณชัดว่าจะใช้มาตรการกดดันบริษัทที่ไม่เร่งการผลิตอุปกรณ์ทางทหาร ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ ทางเลือกที่ “ปลอดภัยที่สุด” สำหรับบริษัทเอกชน อาจเป็นเพียงการรักษาความเงียบ

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...