รัฐบาลทรัมป์ถือหุ้นบริษัทเอกชนสหรัฐวงกว้าง นักวิเคราะห์เตือนเสี่ยงการเมือง–กฎหมาย–บิดเบือนตลาด
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขยายบทบาทการถือหุ้นในบริษัทเอกชนของสหรัฐในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกเหนือจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือภาวะสงคราม โดยขณะนี้รัฐบาลได้เข้าถือหุ้น หรือทำข้อตกลงเพื่อเข้าถือหุ้นแล้วอย่างน้อย 10 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนล่าสุดคือ USA Rare Earth ที่มีการประกาศเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา
เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. 2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) สำนักข่าว CNBC รายงานว่าพอร์ตการลงทุนของรัฐบาลครอบคลุมตั้งแต่บริษัทเหมืองแร่เชิงยุทธศาสตร์ เช่น USA Rare Earth และ MP Materials ไปจนถึงบริษัทอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง U.S. Steel และ Intel โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล อาทิ รัฐมนตรีพาณิชย์ ฮาวเวิร์ด ลุตนิก และรัฐมนตรีมหาดไทย ดั๊ก เบอร์กัม ให้เหตุผลว่าการลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาไต้หวันในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และลดการพึ่งพาจีนในแร่ธาตุสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการที่รัฐบาลเข้าถือหุ้นโดยตรงสร้างความเสี่ยงทั้งทางการเมือง กฎหมาย และธุรกิจแก่บริษัทที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตลาดโดยรวม สก็อตต์ ลินซิคอม ทนายความด้านการค้าระหว่างประเทศจาก Cato Institute ระบุว่า แนวทางดังกล่าวเป็น “กำแพงที่มองไม่เห็น” สำหรับสตาร์ตอัพและผู้เล่นรายใหม่ เพราะยากที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดที่คู่แข่งรายใหญ่ได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลสหรัฐโดยตรง
ในอดีต สหรัฐเคยเข้าถือหุ้นบริษัทเอกชนในลักษณะการอุ้มชู (bailout) โดยมีความชัดเจนว่าการถือหุ้นเป็นเพียงชั่วคราว เช่น รัฐบาลบารัค โอบามา ที่เข้าถือหุ้น General Motors ในวิกฤตการเงินปี 2008 หรือรัฐบาลแฟรงกลิน รูสเวลต์ ที่เข้าควบคุมภาคธนาคารช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แต่ปีเตอร์ แฮร์เรล อดีตผู้อำนวยการอาวุโสด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระบุว่า แนวทางของรัฐบาลทรัมป์แตกต่างออกไป เพราะเป็นการถือหุ้นแบบไม่มีกำหนดเวลาถอนตัว
ลินซิคอมเตือนว่า การสร้างบรรทัดฐานเช่นนี้อาจเปิดทางให้รัฐบาลในอนาคต โดยเฉพาะรัฐบาลเดโมแครต ใช้โมเดลเดียวกันเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่ตนสนับสนุน เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ ทั้งที่ยังไม่เห็นเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมการสนับสนุนจากรัฐจำเป็นต้องไปไกลถึงขั้นการถือหุ้น ในเมื่อเครื่องมืออย่างเงินกู้ สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง หรือเงินอุดหนุนก็มีอยู่แล้ว
หลังรัฐบาลสหรัฐเข้าถือหุ้น Intel ลุตนิกให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้ผู้เสียภาษีอเมริกันได้รับประโยชน์เมื่อรัฐบาลนำเงินไปสนับสนุนภาคเอกชน แต่ทั้งแฮร์เรลและลินซิคอมเห็นตรงกันว่า แนวทางนี้เพิ่มความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน และอาจทำให้บริษัทตกเป็นเป้าการฟ้องร้องจากคู่แข่ง เนื่องจากฐานกฎหมายที่รองรับการลงทุนของรัฐบาลยังอยู่ในพื้นที่สีเทา
หากอำนาจทางการเมืองในวอชิงตันเปลี่ยนมือ บริษัทเหล่านี้อาจเผชิญแรงกดดันจากการตรวจสอบของสภาคองเกรส โดย MP Materials ได้เตือนนักลงทุนไว้แล้วในเอกสารยื่นต่อ ก.ล.ต. ว่าข้อตกลงกับรัฐบาลอาจนำไปสู่การตรวจสอบ การสอบสวน และความเสี่ยงด้านคดีความ รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลกลาง
อีกหนึ่งความกังวลคือความเสี่ยงในการจัดสรรเงินทุนผิดพลาด หากรัฐบาลเลือกลงทุนในบริษัทหรือเทคโนโลยีที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งอาจบิดเบือนกลไกตลาด และทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจถูกครอบงำด้วยปัจจัยทางการเมือง ตัวอย่างเช่น กรณี U.S. Steel ที่รัฐบาลถือ “golden share” และเคยเข้าแทรกแซงการตัดสินใจด้านการผลิตของบริษัท
แม้จะมีความเสี่ยงเหล่านี้ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่แทบไม่ออกมาแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสาธารณะ เคน กริฟฟิน ซีอีโอ Citadel ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal ว่า ซีอีโอจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่สบายใจกับแนวทางที่มีกลิ่นอายของการเลือกปฏิบัติ แต่เลือกจะนิ่งเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากรัฐบาล
แนวโน้มการถือหุ้นโดยรัฐบาลสหรัฐอาจยังเพิ่มขึ้นต่อไป โดยลุตนิกเคยระบุว่า เพนตากอนกำลังพิจารณาการถือหุ้นในบริษัทกลาโหมรายใหญ่อย่าง Lockheed Martin ขณะที่ทรัมป์เองก็ส่งสัญญาณชัดว่าจะใช้มาตรการกดดันบริษัทที่ไม่เร่งการผลิตอุปกรณ์ทางทหาร ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ ทางเลือกที่ “ปลอดภัยที่สุด” สำหรับบริษัทเอกชน อาจเป็นเพียงการรักษาความเงียบ
อ้างอิง : cnbc.com