รีดภาษีเดินทาง 1,000 บาท “ทุบหม้อข้าวตัวเอง”
โยนหินถามทางหรือจงใจทุบโต๊ะ?
แนวคิดของกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ที่เตรียมจะเปิดหน้าเก็บ “ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร” ในอัตรา 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และกำหนดเพดานสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 5,000 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว กำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ที่พัดถล่มวงการท่องเที่ยวไทย
งานนี้ไม่ได้มีแค่เสียงบ่นของประชาชนคนเดินดิน แต่เป็นการรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ของทั้ง 4 เสาหลัก!
การที่ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า - ATTA) ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ฝั่งรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย มารวมพลังกับ สมาคมโรงแรมไทย (THA) หัวหอกด้านที่พักและบริการ สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ในฝั่งพาคนไทยเที่ยวต่างประเทศ และมี สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เป็นร่มใหญ่ ยิ่งทำให้ภาพการคัดค้านครั้งนี้สะเทือนวงการอย่างแท้จริง เพราะนี่คือการแท็กทีมของผู้ที่รู้ลึกถึงโครงสร้างอุตสาหกรรม และมองทะลุแล้วว่านโยบายหาเงินเข้ารัฐแบบนี้ “ได้ไม่คุ้มเสีย” และกำลังเอาอนาคตเศรษฐกิจชาติไปเสี่ยง
หมัดที่ 1 หายนะ Two-Way Tourism กีดกันคนไทย แต่ตายที่ต่างชาติ อย่าคิดตื้นๆ ว่าเก็บภาษีคนไทยขาออกแล้วจบ สมาคมโรงแรมไทย (THA) และแอตต้า ชี้ตรงกันว่าธุรกิจการบินคือ Two-Way Tourism สายการบินจะคุ้มทุนได้ต้องอาศัยผู้โดยสารทั้งขาไปและขากลับ หากคนไทยเจอภาษีสกัดดาวรุ่งจนความต้องการเดินทางลดลง อัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ย่อมร่วงตก นำไปสู่การลดเที่ยวบิน หรือชะลอการเปิดเส้นทางใหม่ ผลลัพธ์คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติจะหาตั๋วบินเข้าไทยยากขึ้น ค่าโดยสารแพงขึ้น หรือเปลี่ยนใจไปประเทศอื่นที่สะดวกกว่า สุดท้ายรายได้จากการเข้าพักโรงแรมและการใช้จ่ายตลอดห่วงโซ่อุปทานก็จะหดหายตามไปด้วย
หมัดที่ 2 ต้นทุนพุ่งปรี๊ด ฆ่าความสามารถในการแข่งขัน ในขณะที่รัฐบาลประกาศปาวๆ ว่าจะดันไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) แต่กลับเดินนโยบายเพิ่มอุปสรรค ซึ่งประเด็นต้นทุนการเดินทางที่แพงขึ้นนี้ สมาคมโรงแรมไทยและแอตต้ากังวลถึงผลกระทบเหมือนกัน มีการประเมินภาพความเสียหายที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ครอบคลุมทั้งระบบอย่างชัดเจน
มุมมองฝั่งสมาคมโรงแรมไทย (THA) กางตัวเลขให้เห็นภาพรวมของราคาว่า หากนโยบายนี้บังคับใช้ นักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องแบกรับค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้องรวมสูงถึง 2,570 บาทต่อคนต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง โดยประกอบด้วย ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) 1,120 บาท ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาท หากเดินทางเป็นครอบครัว 4 คน จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวม 10,280 บาท โดยยังไม่รวมค่าที่พักและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายในประเทศ การเพิ่มภาระมหาศาลเช่นนี้ย่อมทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบจุดหมายปลายทางคู่แข่งในภูมิภาคโดยตรง
มุมมองฝั่งสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ชี้ลึกลงไปถึงภาระส่วนเพิ่มจากฐานเดิมว่า PSC ของสนามบินเพิ่งเพิ่มเป็น 1,120 บาท หากบังคับใช้มาตรการใหม่พร้อมกัน ผู้ที่เข้าเกณฑ์จะมีภาระเพิ่มจากฐาน PSC เดิม 1,390 บาทต่อคนสำหรับคนไทย และ 1,840 บาทสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าไทยแล้วบินออก ต้นทุนที่สูงลิ่วนี้จะเข้าไปเบียดบังงบประมาณการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวต้องลดการใช้จ่ายด้านอาหาร ที่พัก กิจกรรม และสินค้าชุมชน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ที่ต้องรับแรงกดดันด้านราคาและกำไรที่ลดลง
หมัดที่ 3 จังหวะนรก! ซ้ำเติมแผล SMEs และขยี้แผลเดิม “VAT Outbound” แอตต้าตั้งข้อสังเกตถึงจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ครัวเรือนและ SMEs กำลังฟื้นตัวจากวิกฤตน้ำท่วม ต้องจัดสรรเงินซ่อมแซมบ้าน รถ และฟื้นฟูอาชีพ การเพิ่มภาษีในจังหวะนี้จึงเป็นการซ้ำเติมภาระผู้ที่จำเป็นต้องเดินทาง
ขณะเดียวกัน TTAA ได้ชำแหละบาดแผลเรื้อรังของธุรกิจนำเที่ยวต่างประเทศ (Outbound) ให้เห็นชัดเจนว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระภาษีสะสม จากโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Outbound) ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยหลักการแล้ว ภาษีมูลค่าเพิ่มควรจัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการตามประเทศปลายทาง (Destination Principle) แต่กลายเป็นว่าผู้ประกอบการทัวร์ไทยยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการที่รวมต้นทุนสินค้าในต่างประเทศ (เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ในประเทศปลายทาง) เข้าไปด้วย
ทั้งที่ต้นทุนเหล่านั้นอาจโดนเก็บภาษีในประเทศปลายทางไปแล้ว และที่สำคัญคือ ไม่สามารถนำมาเคลมเป็นเครดิตภาษีซื้อในประเทศไทยได้ การที่กรมสรรพากรจะมากำหนดภาษีขาออกเพิ่มเติมอีก 1,000 บาท ทั้งที่ปัญหาภาษีเดิมยังมัดคอผู้ประกอบการอยู่ จึงเท่ากับเป็นการเหยียบมิดไมล์ซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยให้จมดิน
หมัดที่ 4 ตัดตอน Tourism Diplomacy และการทำประชาพิจารณ์ที่คลุมเครือ แอตต้าเปิดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ว่า การที่คนไทยเดินทางไปต่างประเทศนับสิบล้านคน คือโอกาสในการพัฒนาการทูตผ่านการท่องเที่ยว (Tourism Diplomacy) เพื่อสร้างความเข้าใจ เครือข่ายธุรกิจ และความร่วมมือด้านการค้า สอดคล้องกับแนวทางของ OECD การเพิ่มต้นทุนจึงเท่ากับตัดโอกาสของประเทศ
นอกจากนี้ TTAA ยังตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นของกรมสรรพากรในครั้งนี้ว่า การตอบแบบสอบถามออนไลน์มีข้อจำกัดในการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้แสดงความคิดเห็น รวมถึงคำถามบางข้อที่อาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการตีความ เช่น การเหมารวมการจัดเก็บภาษีจากผู้เดินทางทุกสัญชาติ ซึ่งไม่สามารถสะท้อนจุดยืนของผู้ที่คัดค้านการจัดเก็บจากคนไทยได้อย่างชัดเจน
ทั้ง 4 สถาบันจึงประสานเสียงเรียกร้องให้กระทรวงการคลังชะลอและทบทวนแนวคิดการจัดเก็บภาษีดังกล่าว พร้อมเสนอให้จัดทำประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ไม่ควรพิจารณาเฉพาะรายได้จากภาษีที่จะจัดเก็บ แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ก่อนที่นโยบายเพิ่มรายได้รัฐ จะลุกลามกลายเป็นปัจจัยทุบทำลายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเสียเอง
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รีดภาษีเดินทาง 1,000 บาท “ทุบหม้อข้าวตัวเอง”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ทลายแก๊งบิลผี แวตปลอม ลดภาษีเงินได้ เสียหาย 360 ล้าน
- รีดภาษีเดินทาง 1,000 บาท “ทุบหม้อข้าวตัวเอง”
- โรงแรมฮึ่ม!ค้านภาษีบินนอก หวั่นท่องเที่ยวพัง! แบกภาษีอ่วม 2,570 บาท/คน
- “กรณ์” จี้ คลัง ปฏิรูปโครงสร้างจัดเก็บภาษี เสนอควบรวมหน่วยงาน–ทบทวนสิทธิประโยชน์ต่างชาติ
- คลังนัดเคลียร์วัดทั่วประเทศ สรรพากรนัดถก “อี-โดเนชัน” ป้องกันยักยอก
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath