โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นายกฯ เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทย ดึงลงทุนต่างชาติ ดันพลังงานสะอาด พร้อมเร่งเยียวยาน้ำท่วม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 ตุลาคม 2569 เวลา 21.35 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกฯ อนุทิน เปิดแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขยายการค้า-ลงทุน ลดอุปสรรคธุรกิจ ชูเวที IMF-World Bank 2026 สร้างความเชื่อมั่นต่างชาติ พร้อมยืนยันน้ำมันในประเทศเพียงพอ เดินหน้าส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป และเร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย

วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 09.05 น. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุน การเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยยืนยันว่ารัฐบาลมุ่งเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนการดำรงชีวิต และยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินทางไปต่างประเทศเพื่อพบปะผู้นำประเทศต่าง ๆ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลในการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม และการเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นจุดแข็งในการสร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า โดยรัฐบาลต้องการให้ต่างชาติมองประเทศไทยในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่เพียงผู้จำหน่ายสินค้า

สำหรับข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า การเดินทางแต่ละครั้งมีเป้าหมายและผ่านการเตรียมการล่วงหน้า โดยเฉพาะการหารือระดับผู้นำ ซึ่งมุ่งผลักดันการเจรจาไปสู่ข้อสรุปและสร้างความร่วมมือที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต ไม่ใช่การเดินทางโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน

นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภายใต้ทีมไทยแลนด์จะช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับศักยภาพของประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้าและนักลงทุนต่างชาติ

ชูเวที IMF–World Bank 2026 เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งมีผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศเข้าร่วม ทั้งผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก

การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพต้องผ่านการพิจารณาความพร้อมหลายด้าน ทั้งมาตรฐานสถานที่จัดประชุม ระบบรักษาความปลอดภัย การคมนาคม และความสามารถในการรองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมาก โดยรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ การอำนวยความสะดวก และแผนรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา

นอกจากการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นแล้ว การประชุมดังกล่าวยังช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศไทยขยายตลาดธุรกิจการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) โดยมีสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. เป็นหน่วยงานสำคัญในการส่งเสริมการดึงดูดองค์กรธุรกิจ สมาคม และองค์การระหว่างประเทศให้เข้ามาจัดกิจกรรมในประเทศไทยมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ประเทศที่เข้าร่วมประชุมกว่า 190 ประเทศนั้น มากกว่าครึ่งมีธุรกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุน หรือการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสในการต่อยอดความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์การลงทุนจากต่างประเทศว่า มูลค่าการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปีจนถึงเดือนมิถุนายนสูงกว่ามูลค่าตลอดทั้งปีก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ขณะที่การส่งออกของไทยขยายตัวเกือบ 25% และปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบรายเดือน โดยอยู่ในระดับสูงสุดในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลที่นายกรัฐมนตรีระบุในรายการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยได้หารือกับผู้ประกอบการตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการบริหารประเทศ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเพิ่มยอดขาย การขยายกิจการ และการดึงดูดนักลงทุน

รัฐบาลจึงจัดตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจเพื่อพิจารณาและกลั่นกรองอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะขั้นตอนการอนุมัติ ระยะเวลาการดำเนินงาน และกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐ ก่อนเสนอแนวทางแก้ไขเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจ เพิ่มความคล่องตัวในการลงทุน กระตุ้นยอดขายและการขยายกิจการ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน

ในประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้ความขัดแย้งระหว่างประเทศจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง แต่ปริมาณน้ำมันที่นำเข้ามากลั่นและใช้ภายในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการ

นายกรัฐมนตรี ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันในปริมาณเพียงพอจนต้องบริหารจัดการสต็อกและพิจารณาการส่งออกน้ำมันส่วนเกิน แม้ปริมาณการนำเข้ายังคงอยู่ในระดับเดิม เนื่องจากประชาชนให้ความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน ขณะเดียวกันการใช้พลังงานทางเลือกและยานยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในเครื่องยนต์สันดาปลดลง

รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายในประเทศ ทั้งก๊าซธรรมชาติ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมผลักดันแนวทางสนับสนุนสินเชื่อแก่ประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้พลังงานน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติไปสู่พลังงานทางเลือก

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดภาระค่าไฟฟ้า และมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินจากการผลิตกลับเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าของรัฐ และได้รับเงินตอบแทนจากปริมาณไฟฟ้าที่ส่งเข้าระบบ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของครัวเรือนในระยะยาว

หากมีไฟฟ้าจากภาคครัวเรือนเข้าสู่ระบบมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมและกิจการสาธารณะ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายด้านนี้มาตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ปรับปรุงกระบวนการจ่ายเงินเยียวยาให้รวดเร็วขึ้น จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อข้อมูลและคุณสมบัติของผู้ขอรับความช่วยเหลือครบถ้วนตามหลักเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม บางกรณียังจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อป้องกันการจ่ายเงินซ้ำซ้อนหรือการได้รับสิทธิไม่ตรงตามเงื่อนไข โดยหลักเกณฑ์การช่วยเหลือพิจารณาเป็นรายครัวเรือน ไม่ใช่รายบุคคล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณภาครัฐ

นายกรัฐมนตรี อธิบายว่า ในต่างจังหวัดมีระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ประสบภัยผ่านฝ่ายปกครอง ทั้งนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีข้อมูลครัวเรือนในพื้นที่และสามารถยืนยันผู้ได้รับผลกระทบได้ค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบอุทกภัยเป็นประจำ

ขณะที่กรุงเทพมหานครมีความซับซ้อนด้านข้อมูลที่อยู่อาศัยมากกว่า โดยต้องตรวจสอบทั้งเจ้าของบ้าน ผู้เช่า ผู้มีและไม่มีบัตรประจำตัว รวมถึงบุคคลต่างด้าวและผู้ที่มีสถานะแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าเงินช่วยเหลือถูกจัดสรรถึงผู้ประสบภัยจริงตามหลักเกณฑ์

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องการให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถนำเงินเยียวยาไปบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูการดำรงชีวิตได้โดยเร็ว

ทั้งนี้ แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลครอบคลุมทั้งการสร้างโอกาสจากการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ การส่งเสริมพลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุนระยะยาว และการเพิ่มประสิทธิภาพมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยมุ่งให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับการสร้างรายได้และการลดภาระค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือน

อ้างอิง : www.thaigov.go.th

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...