โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

คลังจับมือธนาคารโลก อัด 200 ล้านดอลลาร์ ดันไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับนาย Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก แลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้หัวข้อ “Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs” ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมุ่งใช้กลไกทางการเงินและตลาดเป็นเครื่องมือระดมทุนจากภาคเอกชน สนับสนุนการลงทุนสีเขียว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส รวมถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารโลก เพื่อเร่งระดมเงินทุนและขยายการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

ดึงเงิน 200 ล้านดอลลาร์ หนุนพลังงานสะอาด

กระทรวงการคลังสนับสนุนโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development: LCC) เพื่อพัฒนากลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โครงการ LCC ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกผ่านวงเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ลงทุนด้านพลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมให้ภาครัฐและเอกชนปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี ตลอดจนมาตรฐานการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับสากล

ขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะสนับสนุนการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการกำหนดราคาที่สะท้อนมาตรฐานสากล

เปิด 3 ความร่วมมือ เร่งสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต

ภายในงานมีการแสดงความก้าวหน้าของ 3 ความร่วมมือสำคัญที่เชื่อมโยงการเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจ การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการลงทุนในอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

1. หนุน SMEs ปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ธนาคารกรุงไทยร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ศึกษากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ได้ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงานและภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม

2. เชื่อมผู้ซื้อ–ผู้ขาย เปิดทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต

ความร่วมมือด้านการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ LCC กำหนดบทบาทให้ธนาคารกรุงไทยสนับสนุนการรวบรวมคาร์บอนเครดิตและเชื่อมโยงกับผู้ซื้อ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพัฒนากลไกการประมูลและค้นหาราคาอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ Grab, ACEIS Electric and Power Co., Ltd., DriverAI และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แสดงความสนใจเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตหลักในอนาคต เพื่อสนับสนุนความต้องการซื้อในตลาดและต่อยอดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม คาร์บอนเครดิตที่จะนำมาจำหน่ายต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและทวนสอบตามมาตรฐาน รวมถึงได้รับการออกเครดิตก่อน จึงจะสามารถนำเข้าสู่ตลาดได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนในระดับสากล

3. ปตท.จับมือกรุงไทยพัฒนาเงินทุนสีเขียว I-SPARK

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมพัฒนากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) สำหรับแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ I-SPARK ในพื้นที่มาบตาพุด–ระยอง เพื่อดึงเงินทุนภาคเอกชนมาสนับสนุนพลังงานคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน และอุตสาหกรรมเฉพาะทางด้านชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน

พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงโครงการ I-SPARK กับโครงการ LCC เพื่อเพิ่มโอกาสใช้กลไกคาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือสนับสนุนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

ใช้กลไกการเงินสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

การขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้สะท้อนแนวทางการใช้กลไกทางการเงินเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาครัฐและสถาบันการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทช่วยลดข้อจำกัดของตลาดและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่จำเป็น ขณะที่ภาคเอกชนและตลาดทุนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อโครงการมีมาตรฐาน ข้อมูลน่าเชื่อถือ และสามารถประเมินความเสี่ยงกับผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งจากการลดต้นทุนพลังงาน การสร้างงาน และการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการดึงดูดเงินทุนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดคาร์บอนเครดิตเข้าด้วยกัน จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย รองรับมาตรฐานเศรษฐกิจโลก และวางรากฐานการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...