“สามารถ” ชี้ “ฟ้าหลังฝน” การเมืองคลี่คลาย จับตา “อนุทิน” หลังวิกฤตน้ำท่วม
วันที่ 28 ก.ย. 69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความระบุว่า “ฟ้าหลังฝน” มาแล้ว — ศาลรัฐธรรมนูญชี้ปม QR Code ไม่ทำเลือกตั้งโมฆะ “เบอร์ 2” คว้าชัยนายก อบจ.ขอนแก่นตามที่ผมวิเคราะห์ และน้ำกรุงเทพฯ ลดหลังนายกฯ กลับไทย
พี่น้องครับ วันนี้ผมอยากใช้คำสั้น ๆ เพียงคำเดียวว่า “ฟ้าหลังฝน” เพราะในเวลาไล่เลี่ยกัน เราได้เห็นหลายเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลายไปในทิศทางที่น่าสนใจ เรื่องแรก คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้มีคำถามสำคัญว่า การมีบาร์โค้ดหรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้งจะกระทบหลักการ “ลงคะแนนโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจะรุนแรงถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ผลคือไม่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองจึงคลี่คลายลงไปอีกเรื่องหนึ่ง ผมเคยวิเคราะห์แนวทางของคดีนี้เอาไว้ก่อนมีคำวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่วิธีการจัดเก็บข้อมูล การแยกข้อมูล และความสามารถในการเข้าถึงหรือเชื่อมโยงข้อมูล จนกระทบต่อความลับของการลงคะแนนจริงหรือไม่ วันนี้เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยแล้ว ทุกฝ่ายก็ควรเคารพคำวินิจฉัย และเดินหน้าทำหน้าที่ของตนเองต่อไปตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลทำงาน ฝ่ายค้านตรวจสอบ องค์กรตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ ประชาชนเป็นผู้ตัดสินทางการเมือง นี่คือระบบที่ควรเดินต่อไป และ “ฟ้าหลังฝน” วันนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว อีกสนามหนึ่งที่ผมจับตามองและประกาศการวิเคราะห์เอาไว้ ก่อนรู้ผล คือ ศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ผมประกาศไว้ก่อนเปิดผลคะแนนว่า “หมายเลข 2 จะชนะ” ผมไม่ได้รอให้คะแนนออกแล้วค่อยมาพูด ไม่ได้เห็นผลแล้วค่อยวิเคราะห์ย้อนหลัง แต่ผมเลือกประกาศมุมมองก่อนประชาชนเข้าคูหา เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นผู้ตรวจคำตอบของผมเอง และเมื่อผลคะแนนออกมา หมายเลข 2 นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ เป็นฝ่ายชนะ นี่คืออีกหนึ่ง “ข้อสอบการเมือง” ที่ผมเลือกตอบก่อนเห็นเฉลย ผมจึงพูดเสมอว่า การวิเคราะห์การเมืองของผม ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่เป็นไร เพราะผมไม่ได้ขอให้เชื่อจากคำพูด ให้วันที่โพสต์และผลที่เกิดขึ้นจริงเป็นคนตรวจคำตอบ นี่คือความหมายของคำว่า “ผู้มาก่อนกาล” และจากขอนแก่น กลับมาที่กรุงเทพมหานคร ก่อนหน้านี้ผลสำรวจนิด้าโพล ไตรมาส 3/2569 ซึ่งเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 18–23 กันยายน 2569 จากประชาชนทั่วประเทศ 2,500 ตัวอย่าง พบว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 24.72% ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 19.80% นายอนุทิน ชาญวีรกูล 13.76% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 11.28% ถ้านับทุกตัวเลือก นายอนุทินจึงอยู่ อันดับ 3 ผมเคยพูดว่า “โพลคือภาพถ่ายความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่คำพิพากษาทางการเมืองตลอดไป” เพราะคะแนนนิยมขึ้นได้ และลงได้ เหตุการณ์เพียงไม่กี่วันก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศทางการเมืองได้ โดยเฉพาะวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา เราเห็นถนนหลายสายมีน้ำท่วมขังอย่างหนัก พื้นที่ที่ประชาชนไม่คุ้นเคยกับภาพน้ำท่วมก็ท่วม รถยนต์ได้รับความเสียหาย ประชาชนเดินทางลำบาก ร้านค้าขาดรายได้ บ้านเรือนและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย แรงกดดันจึงมาที่รัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่นายอนุทินอยู่ระหว่างภารกิจต่างประเทศ แต่เมื่อนายอนุทินเดินทางกลับประเทศไทยและลงมาติดตามบัญชาการสถานการณ์ด้วยตัวเอง ภาพที่ประชาชนเห็นก็เปลี่ยนไป และหลังจากนั้นหลายพื้นที่ที่เคยมีน้ำท่วมขังก็ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผมขอย้ำว่า ผมไม่ได้บอกว่า “อนุทินกลับมาแล้วน้ำจึงแห้ง” เพราะการระบายน้ำเป็นผลงานร่วมกันของหลายฝ่าย ทั้ง กทม. เจ้าหน้าที่ระบายน้ำ หน่วยงานรัฐบาล ปภ. เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น คนทำงานหน้างาน ตลอดจนปัจจัยเรื่องฝนและระดับน้ำ เครดิตต้องให้ทุกคนอย่างเป็นธรรม แต่ในทางการเมือง ภาพของนายกรัฐมนตรีที่กลับมาแล้วลงมาจับปัญหาในช่วงวิกฤตด้วยตัวเอง ย่อมมีความหมาย ผมจึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ฟ้าหลังฝนของอนุทิน” ถ้าถามผมว่า หากมีการทำโพลใหม่หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ คะแนนของนายอนุทินจะเป็นอย่างไร ผมไม่ขอตอบแทนประชาชน เพราะคะแนนนั้นต้องให้ประชาชนเป็นคนตอบ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องรีบแก้ไข คือ “ระบบการสื่อสารของรัฐบาล” ผมเห็นโฆษกรัฐบาลติดตามนายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศ แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นมากกว่าภาพการเดินตามนายกรัฐมนตรี คือการออกมาอธิบายให้ประชาชนรู้ว่า นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้เพื่ออะไร? ประเทศไทยได้อะไร? เจรจากับใคร? มีการลงทุนอะไรเกิดขึ้น? จะสร้างงานหรือรายได้ให้ประเทศไทยอย่างไร? อะไรเป็นเพียงการหารือ? อะไรเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นแล้ว? และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร? เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่า “นายกรัฐมนตรีไปไหน” ประชาชนต้องการรู้ว่า “นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ประเทศไทยได้อะไรกลับมา” นี่ต่างหากคือหน้าที่ของฝ่ายสื่อสารรัฐบาล ผมจึงเห็นว่าโฆษกรัฐบาลต้องทำงานให้มากกว่านี้ ต้องเป็นคนอธิบาย ต้องเป็นคนตอบข้อกล่าวหาด้วยข้อเท็จจริง ต้องเป็นคนสรุปผลงานรัฐบาล และต้องช่วยรับแรงปะทะทางการเมืองในเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องให้นายกรัฐมนตรีลงมาตอบด้วยตัวเองทุกเรื่อง เพราะวันนี้ไม่ว่าจะเกิดประเด็นอะไร เรื่องน้ำท่วม — ก็โยงไปอนุทิน เรื่องคดีฮั้ว ส.ว. — ก็โยงไปอนุทิน เรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง — ก็โยงไปอนุทิน เรื่องการเมืองท้องถิ่น — ก็โยงไปอนุทิน เรื่องรัฐบาล — สุดท้ายก็กลับมาที่อนุทิน ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบและตั้งคำถาม นั่นเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย แต่รัฐบาลก็ต้องรู้จักบริหารการสื่อสาร นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องรับทุกลูก บางครั้งตอบแล้วได้คะแนน บางครั้งตอบแล้วเสมอตัว และบางครั้งตอบเพียงประโยคเดียว อาจเดินเข้าไปอยู่ใน “แดนสังหารทางการเมือง” ที่ฝ่ายตรงข้ามวางเอาไว้โดยไม่จำเป็น นายกรัฐมนตรีจึงควรเก็บสถานะและน้ำหนักของผู้นำไว้พูดเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องรายวัน ให้โฆษกรัฐบาลและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเป็นคนตอบ และหลังน้ำลด สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การประกาศชัยชนะ แต่คือ เยียวยา — ฟื้นฟู — และป้องกัน ประชาชนที่รถเสียจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร? บ้านที่เสียหายจะได้รับการเยียวยาเมื่อไร? ผู้ประกอบการที่สูญเสียรายได้จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร? ระบบสาธารณูปโภคที่เสียหายจะฟื้นกลับมาเมื่อไร? นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องรีบทำ และต้องคิดไกลไปกว่านั้น กรุงเทพมหานครมีงบประมาณจำนวนมาก เราจะปล่อยให้ทุกปีฝนตกหนักแล้วสูบน้ำออก รอน้ำลด แล้วจบเรื่องแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว กรุงเทพฯ ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำอย่างจริงจัง อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินต้องคิด การเชื่อมโยงคลองต้องทำ สถานีสูบน้ำต้องมีประสิทธิภาพ คันกั้นน้ำและระบบป้องกันน้ำหลากต้องวางเป็นระบบ พื้นที่รับน้ำต้องมี และต้องบริหารทั้งน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุนร่วมกัน รวมถึงแนวคิดโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ หรือที่หลายคนอาจเรียกว่า “เจ้าพระยาสายที่สอง” ผมคิดว่าควรนำมาศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้ต้องขุดแม่น้ำใหม่ทันที แต่ต้องศึกษาว่าในทางวิศวกรรมทำได้หรือไม่ เส้นทางอยู่ตรงไหน รองรับน้ำได้เท่าไร ใช้งบประมาณเท่าไร กระทบประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างไร และสามารถแบ่งปริมาณน้ำออกจากระบบเจ้าพระยาเดิมได้จริงเพียงใด การแก้น้ำท่วมต้องคิดทั้งระบบ ไม่ใช่คิดเฉพาะวันที่น้ำอยู่บนถนน วันนี้จึงมีภาพทางการเมืองหลายภาพเกิดขึ้นพร้อมกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในประเด็นบาร์โค้ด–QR Code และการเลือกตั้งไม่ต้องเป็นโมฆะ สนามขอนแก่น หมายเลข 2 ชนะ ตามที่ผมประกาศวิเคราะห์ไว้ก่อนรู้ผล นายอนุทินกลับจากภารกิจต่างประเทศ ลงมาจับสถานการณ์น้ำ และสถานการณ์หลายพื้นที่ทยอยคลี่คลาย ขณะที่โพลก่อนหน้านั้น นายอนุทินอยู่ 13.76% หรืออันดับ 3 เมื่อรวมตัวเลือกทั้งหมด ทั้งหมดนี้สอนเรื่องเดียวกันว่า “การเมืองเปลี่ยนได้ทุกวัน” วันนี้ขึ้น พรุ่งนี้ลง วันนี้เป็นวิกฤต พรุ่งนี้อาจกลายเป็นโอกาส วันนี้ฝนตกหนักจนมองไม่เห็นฟ้า แต่เมื่อฝนหยุด เราจึงได้เห็นว่า “ฟ้าหลังฝน” เป็นอย่างไร สำหรับนายอนุทิน ฟ้าหลังฝนจะสวยและอยู่ได้นานเพียงใด ไม่ใช่ผมเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ฝ่ายค้านเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่รัฐบาลเป็นคนตัดสินตัวเอง และไม่ใช่โพลเพียงครั้งเดียวเป็นคนตัดสิน ประชาชนต่างหากที่จะเป็นผู้ให้คำตอบ ด้วยสิ่งที่รัฐบาลทำให้ประชาชนเห็นและสัมผัสได้จริงหลังจากวันนี้