หลักคิดเพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืน
ดร. นงค์ลักษณ์ โชติวิทยธานินทร์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "หลักคิดเพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืน" ความว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้จัดกิจกรรม “จิบกาแฟ แก้วที่ 4 กับอธิการบดีพิทักษ์” หัวข้อ “สร้างเครือข่ายความร่วมมือตามเกณฑ์ปรับทันยุค ยั่งยืนที่อยู่ ซึ่งท่านอธิการบดีคนปัจจุบัน “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ” ได้เล่าถึงประสบการณ์การทำงานรวม 4 ทศวรรษที่ผ่านมาในรั้วสวนดุสิตไว้ว่า เมื่อต้องกลั่นกรองสิ่งที่ได้พบ ได้ทำ ได้เรียนรู้ ทั้งจากความสำเร็จ ปัญหา การเปลี่ยนแปลง และผู้คนทุกรุ่นจำนวนมาก ทำให้มองเห็นหลักคิดสำคัญในการทำงานได้ 3 มิติ ได้แก่ 1) สร้างเครือข่ายความร่วมมือ 2) ตามเกณฑ์ ปรับทันยุค และ 3) ยั่งยืนที่อยู่รอด
ทั้งสามมิตินี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ไม่ธรรมดา เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปกลับพบว่า แทบทุกช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงมีหลักคิดทั้งสามมิตินี้อยู่เบื้องหลัง การทำให้องค์กรเดินหน้านอกจากจะต้องขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มีแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่ายังอยู่ที่ว่า ‘เรารู้จักใช้สิ่งที่มี เชื่อมโยงกับใคร ปรับตัวได้เร็วหรือช้า และมองอนาคตใกล้หรือไกล’
มิติแรก “สร้างเครือข่ายความร่วมมือ” จากประสบการณ์ทำให้เรียนรู้ว่า คนเก่งหนึ่งคนทำงานได้บางอย่าง เมื่อต้องการทำเรื่องใหญ่ ๆ ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างและเดินต่อไปได้ ต้องอาศัย “คนอื่น” หลายคนเสมอ
สวนดุสิตไม่ได้เติบโตจากพลังภายในของมหาวิทยาลัยด้านเดียว ตลอดหลายช่วงเวลาของการทำงานพบว่ามีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก แล้วนำโอกาส ความรู้ และประสบการณ์กลับมาสร้างความเข้มแข็งให้คน หลักสูตร คณะ โรงเรียน และหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย อาทิ ช่วง พ.ศ. 2554–2556 ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชื่อมโยงกลับมาสู่คนและหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2558–2562 การทำงานกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) เชื่อมต่อไปถึงศูนย์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ โรงเรียนการเรือน โฮมเบเกอรี่ และส่วนงานที่เกี่ยวข้อง
คุณค่าของเครือข่ายนอกจากจะอยู่ที่ “รู้จักใครบ้าง” หรือ “มี MOU กี่ฉบับ” แล้ว ที่สำคัญกว่าและขาดไม่ได้คือ ‘ความสัมพันธ์นั้นทำให้คนสวนดุสิตเก่งขึ้น งานดีขึ้น และมหาวิทยาลัยทำสิ่งนั้น ๆ ไม่ได้โดยลำพัง’ บทเรียนสำคัญของการทำงานตลอด 40 ปี ทำให้ตระหนักว่าการมีเครือข่ายที่ดีคือ กลไกขยายขีดความสามารถโดยไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรทุกอย่าง
ในมือตนเอง และการหลอมรวมพลังขององค์กรที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันก็เพื่อสร้างคุณค่าหรือบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
มิติที่สอง “ตามเกณฑ์ ปรับทันยุค” จากประสบการณ์ทำให้เข้าใจว่า เกณฑ์เปลี่ยน มาตรฐานเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน และความคาดหวังของสังคมก็เปลี่ยนตามไปด้วย
สิ่งที่เคยดีในวันหนึ่ง ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะดีพอสำหรับวันข้างหน้า ทั้งนี้ “ตามเกณฑ์” ไม่ใช่การวิ่งตามตัวชี้วัดเพื่อให้ผ่านการประเมินแต่ต้องเข้าใจว่าเกณฑ์กำลังบอกอะไร และใช้เกณฑ์เป็นกระจกสะท้อนองค์กร เพื่อให้เห็นว่าควรปรับตรงไหนและพัฒนาเรื่องใด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมีตั้งแต่มาตรฐานด้านความปลอดภัย การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ไปจนถึงนโยบายภาครัฐและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สำหรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสที่ดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน มีการปรับเกณฑ์ ยกระดับ และพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญกว่าคะแนนคือการทำให้องค์กร “มองเห็นตัวเองตามความเป็นจริง” มีข้อมูลสำหรับตัดสินใจ เกิดความเชื่อมั่น และค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมคุณภาพขึ้นจากการทำงานจริง เพราะองค์กรที่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ย่อมรู้ว่าจะเดินต่อไปทางใด
มิติที่สาม “ยั่งยืนที่อยู่รอด” คำว่า “ยั่งยืน” กับ “อยู่รอด” ฟังดูใกล้กัน แต่มีความหมายต่างกัน ความยั่งยืนคือการมองไปข้างหน้าและให้ความสำคัญกับความสมดุลระยะยาวทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ส่วนการอยู่รอดคือความสามารถขององค์กรในการประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นวิกฤตเฉพาะหน้า
องค์กรต้องทำทั้งสองอย่างให้ได้พร้อมกัน ‘วันนี้ต้องอยู่ให้รอด และวันข้างหน้าต้องอยู่ให้มีคุณค่า’ ดังนั้น แนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นขององค์กรนับว่าความสำคัญ เพราะทั้งกรอบ ISO 22316 ก็ให้ความสำคัญกับ Resilience และแนวคิด Antifragile ก็มองต่อไปอีกขั้น องค์กรต้องไม่มองถึงการทนต่อแรงกระแทกเท่านั้น แต่องค์กรต้องเรียนรู้ไปอีกขั้นหนึ่งว่าจะเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นโอกาสสำหรับการเติบโตอย่างไร และแน่นอนว่าความอยู่รอดขององค์กรเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เหมาะสม “ถูกที่ ถูกเวลา และต่อเนื่อง” จนกลายเป็นพลังในการวิวัฒนาการขององค์กร
ตลอด 40 ปีในรั้วสวนดุสิต ประสบการณ์จากการทำงานของท่านอธิการพิทักษ์ค่อย ๆ สั่งสมและตกผลึกเป็นหลักคิดสำหรับการทำงานในวันนี้ เป็นแนวทางก้าวต่อไปในวันข้างหน้า และเป็นบทเรียนที่ส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปเดินได้ไกลกว่าเดิม ด้วยหลักคิด “ร่วมมือ ปรับตัว อยู่รอด ไปด้วยกัน”