โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลักคิดเพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืน

สยามรัฐ

อัพเดต 58 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร. นงค์ลักษณ์ โชติวิทยธานินทร์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "หลักคิดเพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืน" ความว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้จัดกิจกรรม “จิบกาแฟ แก้วที่ 4 กับอธิการบดีพิทักษ์” หัวข้อ “สร้างเครือข่ายความร่วมมือตามเกณฑ์ปรับทันยุค ยั่งยืนที่อยู่ ซึ่งท่านอธิการบดีคนปัจจุบัน “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ” ได้เล่าถึงประสบการณ์การทำงานรวม 4 ทศวรรษที่ผ่านมาในรั้วสวนดุสิตไว้ว่า เมื่อต้องกลั่นกรองสิ่งที่ได้พบ ได้ทำ ได้เรียนรู้ ทั้งจากความสำเร็จ ปัญหา การเปลี่ยนแปลง และผู้คนทุกรุ่นจำนวนมาก ทำให้มองเห็นหลักคิดสำคัญในการทำงานได้ 3 มิติ ได้แก่ 1) สร้างเครือข่ายความร่วมมือ 2) ตามเกณฑ์ ปรับทันยุค และ 3) ยั่งยืนที่อยู่รอด

ทั้งสามมิตินี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ไม่ธรรมดา เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปกลับพบว่า แทบทุกช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงมีหลักคิดทั้งสามมิตินี้อยู่เบื้องหลัง การทำให้องค์กรเดินหน้านอกจากจะต้องขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มีแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่ายังอยู่ที่ว่า ‘เรารู้จักใช้สิ่งที่มี เชื่อมโยงกับใคร ปรับตัวได้เร็วหรือช้า และมองอนาคตใกล้หรือไกล’

มิติแรก “สร้างเครือข่ายความร่วมมือ” จากประสบการณ์ทำให้เรียนรู้ว่า คนเก่งหนึ่งคนทำงานได้บางอย่าง เมื่อต้องการทำเรื่องใหญ่ ๆ ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างและเดินต่อไปได้ ต้องอาศัย “คนอื่น” หลายคนเสมอ

สวนดุสิตไม่ได้เติบโตจากพลังภายในของมหาวิทยาลัยด้านเดียว ตลอดหลายช่วงเวลาของการทำงานพบว่ามีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก แล้วนำโอกาส ความรู้ และประสบการณ์กลับมาสร้างความเข้มแข็งให้คน หลักสูตร คณะ โรงเรียน และหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย อาทิ ช่วง พ.ศ. 2554–2556 ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชื่อมโยงกลับมาสู่คนและหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2558–2562 การทำงานกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) เชื่อมต่อไปถึงศูนย์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ โรงเรียนการเรือน โฮมเบเกอรี่ และส่วนงานที่เกี่ยวข้อง

คุณค่าของเครือข่ายนอกจากจะอยู่ที่ “รู้จักใครบ้าง” หรือ “มี MOU กี่ฉบับ” แล้ว ที่สำคัญกว่าและขาดไม่ได้คือ ‘ความสัมพันธ์นั้นทำให้คนสวนดุสิตเก่งขึ้น งานดีขึ้น และมหาวิทยาลัยทำสิ่งนั้น ๆ ไม่ได้โดยลำพัง’ บทเรียนสำคัญของการทำงานตลอด 40 ปี ทำให้ตระหนักว่าการมีเครือข่ายที่ดีคือ กลไกขยายขีดความสามารถโดยไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรทุกอย่าง
ในมือตนเอง และการหลอมรวมพลังขององค์กรที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันก็เพื่อสร้างคุณค่าหรือบรรลุเป้าหมายร่วมกัน

มิติที่สอง “ตามเกณฑ์ ปรับทันยุค” จากประสบการณ์ทำให้เข้าใจว่า เกณฑ์เปลี่ยน มาตรฐานเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน และความคาดหวังของสังคมก็เปลี่ยนตามไปด้วย

สิ่งที่เคยดีในวันหนึ่ง ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะดีพอสำหรับวันข้างหน้า ทั้งนี้ “ตามเกณฑ์” ไม่ใช่การวิ่งตามตัวชี้วัดเพื่อให้ผ่านการประเมินแต่ต้องเข้าใจว่าเกณฑ์กำลังบอกอะไร และใช้เกณฑ์เป็นกระจกสะท้อนองค์กร เพื่อให้เห็นว่าควรปรับตรงไหนและพัฒนาเรื่องใด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมีตั้งแต่มาตรฐานด้านความปลอดภัย การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ไปจนถึงนโยบายภาครัฐและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สำหรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสที่ดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน มีการปรับเกณฑ์ ยกระดับ และพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญกว่าคะแนนคือการทำให้องค์กร “มองเห็นตัวเองตามความเป็นจริง” มีข้อมูลสำหรับตัดสินใจ เกิดความเชื่อมั่น และค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมคุณภาพขึ้นจากการทำงานจริง เพราะองค์กรที่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ย่อมรู้ว่าจะเดินต่อไปทางใด

มิติที่สาม “ยั่งยืนที่อยู่รอด” คำว่า “ยั่งยืน” กับ “อยู่รอด” ฟังดูใกล้กัน แต่มีความหมายต่างกัน ความยั่งยืนคือการมองไปข้างหน้าและให้ความสำคัญกับความสมดุลระยะยาวทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ส่วนการอยู่รอดคือความสามารถขององค์กรในการประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นวิกฤตเฉพาะหน้า

องค์กรต้องทำทั้งสองอย่างให้ได้พร้อมกัน ‘วันนี้ต้องอยู่ให้รอด และวันข้างหน้าต้องอยู่ให้มีคุณค่า’ ดังนั้น แนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นขององค์กรนับว่าความสำคัญ เพราะทั้งกรอบ ISO 22316 ก็ให้ความสำคัญกับ Resilience และแนวคิด Antifragile ก็มองต่อไปอีกขั้น องค์กรต้องไม่มองถึงการทนต่อแรงกระแทกเท่านั้น แต่องค์กรต้องเรียนรู้ไปอีกขั้นหนึ่งว่าจะเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นโอกาสสำหรับการเติบโตอย่างไร และแน่นอนว่าความอยู่รอดขององค์กรเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เหมาะสม “ถูกที่ ถูกเวลา และต่อเนื่อง” จนกลายเป็นพลังในการวิวัฒนาการขององค์กร

ตลอด 40 ปีในรั้วสวนดุสิต ประสบการณ์จากการทำงานของท่านอธิการพิทักษ์ค่อย ๆ สั่งสมและตกผลึกเป็นหลักคิดสำหรับการทำงานในวันนี้ เป็นแนวทางก้าวต่อไปในวันข้างหน้า และเป็นบทเรียนที่ส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปเดินได้ไกลกว่าเดิม ด้วยหลักคิด “ร่วมมือ ปรับตัว อยู่รอด ไปด้วยกัน”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...