โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บริจาคเงินแล้วตรวจสอบได้ไหม? เปิด 5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนโอนเงินช่วยเหลือ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 52 นาทีที่แล้ว
บริจาคเงินให้มูลนิธิแล้วตรวจสอบได้หรือไม่? เปิด 5 เรื่องควรรู้ก่อนโอนเงิน ทั้งการตรวจสอบมูลนิธิ บัญชีรับบริจาค ใบเสร็จ รายงานการเงิน และช่องทางร้องเรียน

เคยสงสัยกันไหมว่า เวลาเราโอนเงิน 100 บาท หรือ 1,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย เด็กยากไร้ หรือผู้ป่วยที่กำลังรอความช่วยเหลือ เงินจำนวนนี้เดินทางไปถึงคนที่เราตั้งใจช่วยอย่างไร แล้วถ้าอยากรู้ว่าเงินถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง เรามีสิทธิขอดูหรือสอบถามได้มากน้อยแค่ไหน?

หลายคนอาจคิดว่าเงินบริจาคเป็นเรื่องของความสมัครใจ เมื่อโอนเงินไปแล้วก็ถือว่าสิ้นสุดหน้าที่ของผู้ให้ ส่วนการนำเงินไปใช้เป็นความรับผิดชอบของมูลนิธิหรือองค์กรที่รับบริจาค แต่ในความเป็นจริง การบริจาคมีทั้งเรื่องกฎหมาย ระบบบัญชี และการตรวจสอบเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อเป็นการระดมเงินจากประชาชนจำนวนมาก

ช่วงที่ผ่านมา ประเด็นการบริหารเงินขององค์กรการกุศลได้รับความสนใจจากสังคมอีกครั้ง หลังมีการตั้งข้อสงสัยและคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิบางแห่ง อย่างไรก็ตาม การตั้งคำถามเรื่องการใช้เงินไม่สามารถนำไปสรุปได้ทันทีว่ามีการกระทำผิด เพราะต้องพิจารณาเอกสาร ข้อเท็จจริง และคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องประกอบกัน

เรื่องนี้จึงเป็นโอกาสที่จะทำความเข้าใจว่า ก่อนตัดสินใจบริจาคเงิน เราควรตรวจสอบอะไรบ้าง และเมื่อบริจาคไปแล้ว จะติดตามผลการใช้เงินได้อย่างไร

ก่อนโอนเงิน เรารู้จักองค์กรที่กำลังรับบริจาคดีแค่ไหน?

ลองนึกภาพว่าเราเห็นโพสต์ขอความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยบนโซเชียลมีเดีย มีภาพความเสียหาย มีข้อความขอรับบริจาค และมีหมายเลขบัญชีธนาคารให้โอนเงินได้ทันที

ภาพเหล่านี้อาจทำให้หลายคนตัดสินใจช่วยเหลือโดยไม่ลังเล แต่สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนคือ ใครเป็นผู้รับเงิน และองค์กรที่เปิดรับบริจาคมีตัวตนตามกฎหมายหรือไม่

ในประเทศไทย มูลนิธิที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีสถานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ และมีคณะกรรมการทำหน้าที่บริหารกิจการตามข้อบังคับของมูลนิธิ

ประชาชนสามารถสอบถามชื่อมูลนิธิ เลขทะเบียน สำนักงานที่ตั้ง และชื่อผู้มีอำนาจดำเนินการ เพื่อนำข้อมูลไปตรวจสอบกับนายทะเบียนมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง โดยในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดมีหน่วยงานรับผิดชอบตามเขตพื้นที่จดทะเบียน

อย่างไรก็ตาม การเปิดรับบริจาคไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมูลนิธิเท่านั้น บุคคลธรรมดา กลุ่มอาสาสมัคร หรือองค์กรประเภทอื่นก็อาจดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือได้ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การไม่มีสถานะเป็นมูลนิธิไม่ได้หมายความว่าเป็นการหลอกลวง แต่ผู้บริจาคควรตรวจสอบตัวตน วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือให้รอบคอบมากขึ้น

บัญชีรับบริจาคเป็นชื่อใคร เรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม

สมมติว่าองค์กรแห่งหนึ่งประกาศระดมทุนช่วยผู้ป่วย โดยใช้ชื่อมูลนิธิเป็นผู้จัดกิจกรรม แต่หมายเลขบัญชีรับเงินกลับเป็นชื่อบุคคลธรรมดา

กรณีเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเกิดการทุจริต เพราะบางกิจกรรมอาจมีผู้ประสานงานหรือผู้รับผิดชอบเปิดบัญชีรับเงินตามรูปแบบที่กำหนดไว้ แต่สิ่งที่ควรสอบถามคือ เหตุใดจึงใช้บัญชีดังกล่าว ใครเป็นผู้ดูแลเงิน และมีระบบบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างไร

สำหรับการบริจาคให้มูลนิธิที่จดทะเบียน การโอนเข้าบัญชีชื่อมูลนิธิโดยตรงมักช่วยให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ชัดเจนกว่า เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงรายการรับเงินกับระบบบัญชีขององค์กรได้ง่ายขึ้น

ผู้บริจาคควรตรวจสอบชื่อบัญชีให้ตรงกับข้อมูลที่องค์กรประกาศผ่านช่องทางทางการ และระมัดระวังบัญชีที่ถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำโดยบุคคลอื่น เพราะอาจมีผู้แอบอ้างชื่อองค์กรเพื่อขอรับเงินได้

หากพบความผิดปกติ ควรติดต่อองค์กรผ่านหมายเลขโทรศัพท์หรือช่องทางที่ตรวจสอบได้ก่อนโอนเงิน

โอนเงินแล้ว ต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานอะไรบ้าง?

หลายคนเก็บเพียงสลิปโอนเงินไว้ในโทรศัพท์ และคิดว่าเพียงพอแล้วสำหรับการยืนยันว่าได้บริจาคเงินไปจริง

สลิปธนาคารเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงรายการโอนเงิน แต่ไม่ได้ยืนยันโดยตัวมันเองว่าองค์กรได้รับเงินในฐานะเงินบริจาคตามวัตถุประสงค์ใด หรือเงินถูกนำไปใช้ตามโครงการที่ประกาศไว้หรือไม่

หากบริจาคผ่านมูลนิธิหรือองค์กรที่มีระบบรับเงินอย่างเป็นทางการ ผู้บริจาคสามารถสอบถามเรื่องใบรับเงินหรือใบเสร็จรับเงิน ซึ่งควรระบุข้อมูลที่จำเป็น เช่น ชื่อองค์กร วันที่รับเงิน จำนวนเงิน และรายละเอียดการรับบริจาค

ในกรณีที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าองค์กรผู้รับบริจาคอยู่ในกลุ่มที่กฎหมายภาษีอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือไม่ และการบริจาคนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรหรือเปล่า

ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิไม่ได้หมายความว่าเงินบริจาคให้มูลนิธิทุกแห่งจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้โดยอัตโนมัติ

สำหรับการบริจาคผ่านระบบ e-Donation ผู้บริจาคควรตรวจสอบข้อมูลรายการบริจาคที่บันทึกไว้ในระบบของกรมสรรพากรด้วย

เงินบริจาคถูกใช้ไปอย่างไร ผู้บริจาคขอดูบัญชีได้หรือไม่?

มาถึงเรื่องที่หลายคนอยากรู้มากที่สุด เมื่อโอนเงินไปแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเงินถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์จริง?

สมมติว่ามูลนิธิแห่งหนึ่งระดมเงินได้ 1 ล้านบาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ภายหลังมีการนำเงินบางส่วนไปใช้เป็นค่าขนส่ง ค่าน้ำมันรถ หรือค่าจ้างเจ้าหน้าที่ คำถามคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำได้หรือไม่?

คำตอบต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการรับบริจาค เงื่อนไขที่แจ้งต่อผู้บริจาค และข้อบังคับขององค์กร

หากประกาศรับบริจาคเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยรวม ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำเนินงานอาจอยู่ในขอบเขตของกิจกรรมได้ แต่หากระบุชัดเจนว่าจะนำเงินทั้งหมดไปจัดซื้อสิ่งของชนิดใดชนิดหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงวิธีใช้เงินย่อมต้องพิจารณาเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และควรชี้แจงให้ผู้บริจาคทราบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 มูลนิธิมีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์ โดยไม่ได้มุ่งนำผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน และการจัดการทรัพย์สินต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

ส่วนคำถามที่ว่าผู้บริจาคสามารถขอดูบัญชีได้ทุกบาทหรือไม่ ต้องแยกระหว่างการสอบถามข้อมูลกับสิทธิเข้าถึงเอกสารภายในองค์กร

ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดโครงการ ขอรายงานผลการดำเนินงาน หรือขอคำชี้แจงเกี่ยวกับการใช้เงินได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริจาคทุกคนมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าตรวจสอบบัญชีธนาคาร เอกสารการเงินภายใน หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับความช่วยเหลือได้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

หากองค์กรเผยแพร่รายงานรายรับรายจ่าย งบการเงิน หรือผลการดำเนินงานให้ประชาชนตรวจสอบได้ ก็จะช่วยให้ผู้บริจาคติดตามผลการช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น

สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกระหว่างการไม่มีรายงานเผยแพร่บนเว็บไซต์ กับการไม่มีการจัดทำบัญชี เพราะทั้งสองเรื่องมีความหมายต่างกัน และยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าองค์กรมีการกระทำผิด

หากสงสัยว่าเงินบริจาคถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ต้องทำอย่างไร?

ลองสมมติอีกกรณีหนึ่ง มีการเปิดรับบริจาคเพื่อสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัย 10 หลัง ผ่านไปหลายเดือน ผู้บริจาคพบว่ายังไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้า จึงเริ่มสงสัยว่าเงินที่รวบรวมได้ถูกนำไปใช้ที่ใด

สิ่งแรกที่ควรทำคือกลับไปตรวจสอบรายละเอียดการรับบริจาคตั้งแต่ต้น ทั้งประกาศโครงการ เป้าหมายการระดมทุน ระยะเวลาดำเนินงาน และเงื่อนไขการใช้เงิน

บางโครงการอาจมีความล่าช้าจากขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง การขออนุญาตก่อสร้าง หรือปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนสรุปสาเหตุ

หากยังไม่ได้รับคำชี้แจง ผู้บริจาคสามารถรวบรวมหลักฐานการโอนเงิน ข้อความประชาสัมพันธ์ และข้อมูลการติดต่อ เพื่อยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบตามลักษณะของปัญหา

กรณีเกี่ยวกับการบริหารมูลนิธิ สามารถสอบถามนายทะเบียนมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีมีพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายหลอกลวงหรือฉ้อโกง สามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

นอกจากนี้ การเปิดรับบริจาคบางลักษณะอาจอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตและการดำเนินการเรี่ยไร โดยต้องพิจารณาว่ากิจกรรมนั้นเข้าข่ายที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การร้องเรียนหรือการตั้งข้อสงสัยยังไม่ใช่ข้อยืนยันว่ามีความผิด การพิจารณาต้องอาศัยพยานหลักฐานและกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

บริจาคแล้วลดหย่อนภาษีได้ทุกมูลนิธิหรือไม่?

อีกเรื่องที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ เมื่อองค์กรใช้คำว่า “มูลนิธิ” หมายความว่าเงินที่บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมดหรือไม่

คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกแห่ง

กรมสรรพากรมีรายชื่อมูลนิธิและสถานสาธารณกุศลที่เข้าเกณฑ์การหักลดหย่อนเงินบริจาค ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร

สำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้บริจาคที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต้องใช้ข้อมูลผ่านระบบ e-Donation เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิ

rd.go.th+1

ระบบดังกล่าวช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลการบริจาคของตนเองได้ เช่น วันที่บริจาค ชื่อหน่วยรับบริจาค และจำนวนเงินที่บริจาค แต่ต้องเข้าใจว่าระบบนี้มีหน้าที่รองรับข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางภาษี ไม่ได้เป็นระบบติดตามว่าเงินทุกบาทถูกนำไปใช้ทำกิจกรรมใด

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การตรวจสอบข้อมูลในระบบ e-Donation กับการตรวจสอบผลการใช้เงินของมูลนิธิเป็นคนละขั้นตอนกัน

กรมสรรพากร - The Revenue Department (rd.go.th)+1

ทำไมความโปร่งใสจึงสำคัญต่อการบริจาค?

การช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคม และมูลนิธิหลายแห่งมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งในสถานการณ์ภัยพิบัติ การรักษาพยาบาล การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิต

แต่เมื่อการช่วยเหลือเกี่ยวข้องกับเงินจากประชาชน การมีระบบจัดการที่ตรวจสอบได้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้บริจาค ผู้รับความช่วยเหลือ และองค์กรเอง

ลองเปรียบเทียบมูลนิธิสองแห่งที่ระดมทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์เหมือนกัน แห่งแรกแจ้งเพียงยอดเงินบริจาครวม ขณะที่อีกแห่งเปิดเผยยอดรับเงิน ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ จำนวนอุปกรณ์ และหลักฐานการส่งมอบ

แม้ข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของทุกธุรกรรมได้ แต่ผู้บริจาคขององค์กรแห่งหลังย่อมมีข้อมูลประกอบการติดตามผลมากกว่า

การเปิดเผยข้อมูลอย่างเหมาะสมยังช่วยลดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะกรณีที่มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานหรือมีการเปลี่ยนแปลงแผนช่วยเหลือจากเหตุจำเป็น

ขณะเดียวกัน การเปิดเผยข้อมูลก็ต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลของผู้รับความช่วยเหลือด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย เด็ก หรือครอบครัวที่กำลังประสบปัญหา เพราะการแสดงหลักฐานการช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของทุกคนต่อสาธารณะ

ก่อนกดโอนเงิน ลองใช้เวลาตรวจสอบอีกสักนิด

ท้ายที่สุดแล้ว การบริจาคเงินไม่ว่าจะเป็น 20 บาท 100 บาท หรือหลักหมื่นบาท ล้วนเป็นความตั้งใจของผู้ให้ที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น

แต่ความตั้งใจที่ดีควรมาพร้อมข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจ

ก่อนโอนเงินทุกครั้ง เราควรรู้ว่าใครเป็นผู้รับบริจาค บัญชีรับเงินเป็นชื่อใคร มีหลักฐานยืนยันการรับเงินหรือไม่ องค์กรเปิดเผยผลการใช้เงินอย่างไร และหากเกิดข้อสงสัยจะติดต่อสอบถามหรือร้องเรียนผ่านช่องทางใดได้บ้าง

สำหรับองค์กรที่รับบริจาค การมีระบบบัญชีชัดเจน การจัดเก็บหลักฐาน และการสื่อสารความคืบหน้าของโครงการอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ประชาชนติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ

ส่วนผู้บริจาคเองก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนจึงเริ่มตรวจสอบ เพราะการสอบถามข้อมูลตั้งแต่ก่อนโอนเงินเป็นเรื่องที่ทำได้ และเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจใช้เงินอย่างรอบคอบ

เมื่อผู้ให้รู้ว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร และผู้รับบริจาคสามารถอธิบายการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน ความช่วยเหลือก็มีโอกาสดำเนินต่อไปบนพื้นฐานของความไว้วางใจและข้อมูลที่ตรวจสอบได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...