นายกฯ เปิดนิทรรศการ “The Royal Legacy” เวที IMF–World Bank 2026 ชูเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
นายกฯ เปิดนิทรรศการ “The Royal Legacy” กลางเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 ชู “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เมื่อวันที่ 12 ต.ค.69 เวลา 17.00 น. ที่ศาลาเฉลิมพระเกียรติ หรือ รอยัลพาวิลเลียน (Royal Pavilion) ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถนนรัชดาภิเษก เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ “พระราชปณิธานอันทรงคุณค่า: เสริมพลังประชาชน สร้างความเข้มแข็งเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง” (The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience) ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (2026 IMF–World Bank Annual Meetings) ท่ามกลางผู้บริหารองค์กรการเงินระดับโลก คณะรัฐมนตรี และผู้แทนระดับสูงจากนานาประเทศที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), นายอาจัย บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group),นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ, นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้รัยความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกที่เข้าร่วมงานนี้
ในการนี้นายเอกนิติ ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดนิทรรศการว่า เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสที่กำลังจะก้าวสู่วาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ ในปี 2570 (ค.ศ. 2027) โดยพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายตลอดพระชนม์ชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทย ทรงวางรากฐานผ่านโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาจนถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดเจนจากการที่ครอบครัวบนพื้นที่สูงในจังหวัดเชียงใหม่ได้เปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นมาเป็นการปลูกกาแฟ เกษตรกรมีน้ำใช้เพาะปลูกแม้ในฤดูแล้ง และชาวประมงได้เห็นฝูงปลากลับคืนสู่แหล่งน้ำชายฝั่งอันเป็นแหล่งสร้างรายได้
นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการของพระองค์ย้ำเตือนเสมอว่า การพัฒนาต้องยึดประชาชนและชุมชนเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกัน นิทรรศการนี้ยังได้สะท้อนถึงพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ในการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกการพัฒนานี้ เพื่อสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรชาวไทยทุกคน
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของประเทศไทยต่อความท้าทายในปัจจุบัน 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (Digital Public Infrastructure) การรับมือกับสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) และสังคมอายุยืน (Longevity) โดยกระทรวงการคลังได้นำจิตวิญญาณของการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางมาใช้ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบอาหารจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศมารับรองผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมนำผ้าทอพื้นเมืองที่มีลวดลายเอกลักษณ์ 37 ลวดลาย จาก 26 ชุมชนท้องถิ่น มาจัดแสดงและตกแต่งในห้องประชุมแต่ละห้อง เพื่อให้ประชาชนไทยได้มีส่วนร่วมในการรวมตัวครั้งสำคัญระดับโลก และหวังว่าผู้เข้าร่วมงานจะได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงมรดกแห่งการพัฒนาของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย
จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ขึ้นกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมสู่ประเทศไทย และกล่าวเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการ ว่า หัวข้อหลักของการจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของไทยในการวางประชาชนไว้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิสัยทัศน์นี้เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันได้รับแรงบันดาลใจจากคำสอนและพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงนำหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยมีคุณธรรมและความรู้เป็นเครื่องชี้นำ มาปฏิบัติจริงผ่านโครงการพัฒนาต่าง ๆ ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ
“ความก้าวหน้าที่แท้จริงต้องไม่ประเมินจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความเข้มแข็งของชุมชน การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนขีดความสามารถของประชาชนในการเผชิญหน้ากับความท้าทายในอนาคต ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงถือเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ช่วยชี้นำให้เกิดการเติบโตอย่างสมดุล ครอบคลุมทุกภาคส่วน และยั่งยืน”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในวาระที่จะก้าวสู่การครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพในปี 2570 นิทรรศการภายในศาลาเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ นอกจากจะเป็นการเฉลิมพระเกียรติคุณแล้ว ยังเป็นการเชิญชวนให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันทบทวนถึงการนำวิสัยทัศน์ตามแนวพระราชดำริมาปรับใช้เพื่อแก้ไขความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยได้แสดงให้เห็นถึงการแปรหลักปรัชญาไปสู่แนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้ ทั้งการเสริมพลังชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมแสดงความหวังว่านิทรรศการนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนมุ่งสู่การพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสำหรับทุกคน ก่อนจะประกาศเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้แทนจากนานาประเทศ.