โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ดาวโจนส์” พุ่ง 1,569 จุด หลังเดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ แรงสุดรอบ 44 ปี เทียบสมัยแรกทรัมป์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ดาวโจนส์" พุ่ง 1,569 จุด หลังเดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ แรงสุดรอบ 44 ปี เทียบสมัยแรกทรัมป์ เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2561 ในสมัยแรกของทรัมป์

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 04.50 น. สำนักข่าว CNN รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในการซื้อขายวันพุธ (4 พ.ย.2569) หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมและกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้นักลงทุนประเมินแนวโน้มนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงทิศทางสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และอนาคตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)

*ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 1,569 จุด หรือประมาณ 3% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 และยังเป็นการปรับตัวขึ้นในวันซื้อขายแรกหลังการเลือกตั้งกลางเทอมที่รุนแรงที่สุดในรอบ 44 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2525 ตามข้อมูลของ CFRA Research*

ขณะที่ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.58% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในวันซื้อขายแรกหลังเลือกตั้งกลางเทอมมากเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2525 รองจากการเลือกตั้งปี 2561 ส่วนดัชนี Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 1.44% ทำสถิติปรับตัวขึ้นหลังเลือกตั้งกลางเทอมมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561

ก่อนหน้านี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในคืนวันอังคาร (3 พ.ย.) แต่พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นในช่วงกลางคืน หลังผลการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนและทรัมป์ส่งสัญญาณยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาล

ตลาดหุ้นตอบรับภาวะรัฐบาลแบ่งขั้ว คาดลดความเสี่ยงนโยบายทรัมป์

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือความคาดหวังว่าการที่พรรคเดโมแครตกลับมาควบคุมสภาคองเกรสจะทำให้รัฐบาลเข้าสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งขั้ว (Divided Government) ซึ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ภายใต้การควบคุมของคนละพรรคการเมือง

ภาวะดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายและนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการลดภาษี การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง และการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ ซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายที่รุนแรงและทำให้ทิศทางเศรษฐกิจมีความแน่นอนมากขึ้น

George Saravelos หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศระดับโลกของ Deutsche Bank ระบุว่า การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ประกอบกับท่าทีของทรัมป์ที่พร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายค้าน อาจช่วยจำกัดการดำเนินนโยบายที่สุดโต่งและลดส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ที่นักลงทุนต้องการจากการถือครองสินทรัพย์

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ Deutsche Bank ประเมินว่า ภาวะรัฐบาลแบ่งขั้วมักทำให้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังเป็นไปได้ยากขึ้น จึงช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการขาดดุลงบประมาณและการก่อหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลง และเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก

นอกจากนี้ ดัชนีความผันผวน VIX ซึ่งใช้สะท้อนความคาดหวังต่อความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเกือบ 20% สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มคลายความวิตกกังวลต่อความเสี่ยงในตลาดการเงิน

Charu Chanana หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Saxo ระบุว่า การที่เดโมแครตควบคุมสภาคองเกรสจะจำกัดความสามารถของทรัมป์ในการผลักดันนโยบายผ่านกระบวนการนิติบัญญัติอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะด้านภาษี การกระตุ้นเศรษฐกิจ และรายจ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม พรรคเดโมแครตเองก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายได้อย่างอิสระ เนื่องจากทรัมป์ยังคงมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto)

ราคาน้ำมันดิ่งเกือบ 9% นักลงทุนคาดสงครามอิหร่านอาจคลี่คลาย

นอกจากปัจจัยทางการเมืองแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังนักลงทุนประเมินว่า ความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันอาจเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลทรัมป์ต้องทบทวนแนวทางการทำสงครามกับอิหร่าน

JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า สงครามเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้ง พร้อมกล่าวว่าทรัมป์เองก็ยอมรับประเด็นดังกล่าวในคืนก่อนหน้า

ความเห็นของ Vance ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมากขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงเกือบ 8.7% ปิดที่ 94.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569

นักลงทุนบางส่วน มองว่าผลการเลือกตั้งอาจเพิ่มโอกาสให้รัฐบาลสหรัฐฯ ลดระดับความขัดแย้งกับอิหร่าน เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อได้ผลักดันต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพให้สูงขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางราย เตือนว่าตลาดอาจประเมินโอกาสยุติสงครามในเชิงบวกมากเกินไป

Bob McNally ประธานและผู้ก่อตั้ง Rapidan Energy Group ระบุว่านักลงทุนกำลังคาดการณ์ว่ารัฐบาลทรัมป์จะยุติสงคราม หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักกว่าที่คาด แต่บริษัทไม่ได้เห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าว และประเมินว่าความขัดแย้งมีโอกาสยกระดับความรุนแรงมากกว่าจะคลี่คลาย

หุ้น AI ร่วงสวนตลาด หวั่นเดโมแครตเข้มงวดก่อสร้าง Data Center

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลกลับเผชิญแรงขาย เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตอาจนำไปสู่การกำกับดูแลและจำกัดการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ที่เข้มงวดขึ้น

ประเด็นการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหาเสียงเลือกตั้งในหลายรัฐ โดยเฉพาะรัฐเท็กซัส ซึ่ง Gina Hinojosa ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ แม้ก่อนหน้านี้ตลาดคาดการณ์บนแพลตฟอร์ม Kalshi ให้โอกาสชนะของเธอต่ำกว่า 20% เป็นส่วนใหญ่ของปี

ชัยชนะดังกล่าวสร้างความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ เนื่องจาก Hinojosa มีนโยบายสนับสนุนการระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลชั่วคราว จนกว่าจะมีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม

แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้หุ้น Nvidia ปรับตัวลดลง 3% ขณะที่ กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI ร่วงลง 9%

ส่วนหุ้น CoreWeave และNebius ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานประมวลผลสำหรับ AI หรือ Neocloud ปรับตัวลดลงประมาณ 10% และ 6.7% ตามลำดับ

นอกจากนี้ หุ้น Tesla ของ Elon Musk ลดลงประมาณ 3.3% และหุ้น SpaceX ปรับตัวลดลงราว 3.9% เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรัฐเท็กซัสอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทของ Musk กับรัฐบาลระดับรัฐในอนาคต

Justin Buell ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Continuity Group มองว่า แม้ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคเดโมแครต หรือ Blue Wave อาจสร้างความผันผวนให้กับหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะเทคโนโลยีและ AI จากกระแสต่อต้านการขยายศูนย์ข้อมูล แต่ตลาดหุ้นโดยรวมยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้ เนื่องจากนักลงทุนตอบรับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ลดลง

ย้อนเลือกตั้งกลางเทอมปี 2561 หุ้นสหรัฐเคยพุ่งแรงในสมัยแรกของทรัมป์

หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งตรงกับช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของโดนัลด์ ทรัมป์ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทก็ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังทราบผลการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

ในเวลานั้น พรรคเดโมแครตสามารถชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันได้สำเร็จ ขณะที่พรรครีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภา ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งขั้ว โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าความสามารถของทรัมป์ในการผลักดันนโยบายภายในประเทศจะถูกจำกัดมากขึ้น

*ข้อมูลจาก Reuters เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 ระบุว่า ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 545.29 จุด หรือ 2.13% ปิดที่ 26,180.30 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 2.12% และ Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 2.64% โดยมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสาธารณสุขเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ*

การปรับตัวขึ้นครั้งนั้นเกิดจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า การมีสภาคองเกรสที่แบ่งขั้วทางการเมืองจะช่วยลดโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งได้คลี่คลายลง

เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2569 พบว่าตลาดหุ้นมีทิศทางตอบรับในเชิงบวกเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญทั้งด้านขนาดของการปรับตัวและปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาด

*ในปี 2561 ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.13% ขณะที่ปี 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ 3% หรือสูงกว่าราว 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนการตอบรับของหุ้นขนาดใหญ่ต่อผลการเลือกตั้งที่รุนแรงกว่าในสมัยแรกของทรัมป์*

*อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite จะพบว่า การปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2561 กลับสูงกว่าปี 2569 โดย S&P 500 เพิ่มขึ้น 2.12% เทียบกับ 1.58% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 2.64% เทียบกับ 1.44%*

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ตลาดหุ้นโดยรวมจะตอบรับชัยชนะของพรรคเดโมแครตในเชิงบวก แต่ผลกระทบต่อหุ้นแต่ละกลุ่มไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในปี 2569 ที่หุ้นกลุ่ม AI และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลเผชิญแรงขายจากความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญ คือโครงสร้างอำนาจในสภาคองเกรส โดยในปี 2561 พรรคเดโมแครตควบคุมเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ในปี 2569 พรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะทั้งสองสภา ทำให้มีอำนาจตรวจสอบและจำกัดการผลักดันกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์มากกว่าเดิม

นอกจากนี้ ปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2561 นักลงทุนให้น้ำหนักกับแนวโน้มนโยบายภาษี การกำกับดูแลธุรกิจ และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ขณะที่ในปี 2569 ตลาดต้องประเมินผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ราคาพลังงาน ภาระหนี้ภาครัฐ และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบต่อการลงทุนใน AI ควบคู่กันไป

การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมทั้งสองครั้งจึงสะท้อนว่า นักลงทุนไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงว่าพรรคการเมืองใดเป็นฝ่ายชนะ แต่พิจารณาว่าผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินนโยบาย และส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอย่างไร

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นในวันแรกหลังการเลือกตั้งยังไม่สามารถยืนยันแนวโน้มระยะยาวของตลาดหุ้นได้ เนื่องจากผลตอบแทนในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน ผลประกอบการบริษัท และพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะทิศทางสงครามอิหร่านและมาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรม AI ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง

อ้างอิง : edition.cnn.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...