โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ตับชอบเครื่องดื่มชนิดนี้! วิจัยกว่า 350,000 คน พบเชื่อมโยงเสี่ยงตับแข็งลดลง

sanook.com

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • Sanook
เครื่องดื่มที่หลายคนดื่มทุกเช้า อาจดีต่อตับกว่าที่คิด! วิจัยกว่า 3.5 แสนคนเผยผลน่าสนใจ

ตับชอบกาแฟจริงหรือ? งานวิจัยใหญ่พบคนดื่มกาแฟมีความเสี่ยงโรคตับต่ำกว่า

กาแฟดีต่อตับจริงไหม? งานวิจัย UK Biobank กว่า 350,000 คน พบความสัมพันธ์กับความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับที่ลดลง พร้อมวิธีดื่มกาแฟให้เหมาะสม

เครื่องดื่มที่หลายคนดื่มเป็นประจำทุกเช้าอย่าง "กาแฟ" อาจมีประโยชน์มากกว่าแค่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว เพราะงานวิจัยขนาดใหญ่จากสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงโรคตับบางชนิดต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม โดยเฉพาะโรคตับแข็ง ซึ่งเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อตับเกิดพังผืดสะสมจนส่งผลต่อการทำงานของตับ

ที่น่าสนใจคือ นักวิจัยไม่ได้ตรวจสอบเพียงพฤติกรรมการดื่มกาแฟเท่านั้น แต่ยังศึกษาภาพถ่ายทางการแพทย์และโปรตีนในเลือด เพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟกับสุขภาพตับในระดับชีวภาพ โดยผลการศึกษาพบข้อมูลหลายประการที่อาจช่วยอธิบายว่าเหตุใดผู้ดื่มกาแฟจึงมีความเสี่ยงโรคตับต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการศึกษาจะน่าสนใจ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการดื่มกาแฟช่วยป้องกันหรือรักษาโรคตับได้โดยตรง เพราะการศึกษาส่วนใหญ่เป็นการสังเกตความสัมพันธ์ ไม่ใช่การทดลองที่พิสูจน์เหตุและผล แล้วควรดื่มกาแฟอย่างไรจึงจะเหมาะสม และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง?

วิจัยกว่า 350,000 คน พบว่าการดื่มกาแฟสัมพันธ์กับสุขภาพตับที่ดีขึ้น

งานวิจัยชื่อ "Coffee Consumption and Improved Liver Outcomes: Clinical, Imaging, and Proteomic Evidence From the UK Biobank" เผยแพร่ในวารสาร Clinical Gastroenterology and Hepatology เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 โดยใช้ข้อมูลจาก UK Biobank ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ของสหราชอาณาจักร

นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าร่วมทั้งหมด 354,957 คน ซึ่งไม่มีประวัติโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษา และติดตามข้อมูลสุขภาพเป็นระยะเวลามัธยฐาน 13 ปี เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณกาแฟที่ดื่มกับการเกิดโรคตับในอนาคต

ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ กลุ่มที่ดื่มกาแฟตั้งแต่ 5 แก้วต่อวันขึ้นไปมีความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์ของการเกิดโรคตับแข็งต่ำกว่าประมาณ 32% ความเสี่ยงมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับต่ำกว่าประมาณ 47% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคตับต่ำกว่าประมาณ 42%

นอกจากนี้ ผู้ที่ดื่มกาแฟประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน ยังพบความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์ของโรคตับแข็งต่ำกว่าผู้ไม่ดื่มประมาณ 20% ขณะที่กลุ่มดื่ม 3-4 แก้วต่อวันพบความเสี่ยงต่ำกว่าประมาณ 35% หลังปรับปัจจัยร่วมต่าง ๆ ในการวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นความแตกต่างของความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์ระหว่างกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่าการดื่มกาแฟจะลดโอกาสเกิดโรคตับของทุกคนได้ตามเปอร์เซ็นต์ดังกล่าว และไม่ได้เป็นคำแนะนำให้เพิ่มปริมาณกาแฟจนถึง 5 แก้วต่อวัน

นักวิจัยพบโปรตีน 74 ชนิดที่อาจเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของกาแฟต่อตับ

นอกจากข้อมูลโรคตับแล้ว คณะนักวิจัยยังตรวจสอบข้อมูลการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI ของผู้เข้าร่วม 28,961 คน เพื่อประเมินปริมาณไขมัน ธาตุเหล็ก และตัวบ่งชี้การอักเสบและพังผืดในตับ

ผลการวิเคราะห์พบว่า การดื่มกาแฟในปริมาณที่สูงขึ้นภายในช่วงที่ศึกษา มีความสัมพันธ์กับตัวชี้วัดไขมันสะสมในตับและตัวชี้วัดการอักเสบหรือพังผืดในตับที่ต่ำลง ซึ่งเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับผลการติดตามความเสี่ยงโรคตับ

อีกส่วนหนึ่งของการศึกษาใช้ข้อมูลโปรตีนในเลือดของผู้เข้าร่วม 44,633 คน โดยตรวจวิเคราะห์โปรตีนจำนวน 2,941 ชนิด และพบว่ามีโปรตีน 74 ชนิดที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับทั้งปริมาณกาแฟที่ดื่มและความเสี่ยงการเกิดโรคตับแข็ง

โปรตีนบางกลุ่มเกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์ตับและระบบภูมิคุ้มกัน ขณะที่บางกลุ่มสัมพันธ์กับการอักเสบ การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และการเกิดพังผืดในเนื้อเยื่อตับ

การค้นพบดังกล่าวทำให้นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า กาแฟอาจมีความสัมพันธ์กับกระบวนการทางชีวภาพหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพตับ อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจโปรตีนยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากาแฟเป็นสาเหตุโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

อีกงานวิจัยพบ ดื่มกาแฟเพิ่มวันละ 2 แก้ว สัมพันธ์กับความเสี่ยงตับแข็งลดลง 44%

ผลการศึกษาจาก UK Biobank ยังสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่รายงานความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟกับความเสี่ยงโรคตับแข็ง โดยหนึ่งในงานที่ได้รับความสนใจคือการวิเคราะห์อภิมานที่เผยแพร่ในวารสาร Alimentary Pharmacology & Therapeutics เมื่อปี 2016

งานวิจัยดังกล่าวรวบรวมผลการศึกษา 9 เรื่อง ประกอบด้วยการศึกษาแบบติดตามกลุ่มประชากร 5 เรื่อง และการศึกษาแบบผู้ป่วยและกลุ่มควบคุมอีก 4 เรื่อง รวมผู้เข้าร่วม 432,133 คน และผู้ป่วยตับแข็ง 1,990 ราย

ผลการวิเคราะห์พบว่า การเพิ่มปริมาณกาแฟที่ดื่มในแต่ละวันอีก 2 แก้วมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคตับแข็งที่ต่ำลงประมาณ 44% โดยเป็นการเปรียบเทียบความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์ ไม่ใช่การรับรองว่าทุกคนที่เพิ่มกาแฟ 2 แก้วจะลดความเสี่ยงได้เท่ากัน

แม้ผลการศึกษาหลายชิ้นจะชี้ไปในทิศทางใกล้เคียงกัน แต่ยังมีข้อจำกัดจากความแตกต่างของกลุ่มประชากร พฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคประจำตัว และวิธีประเมินปริมาณกาแฟ จึงไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้เป็นคำแนะนำให้ทุกคนดื่มกาแฟเพิ่มโดยอัตโนมัติ

ทำไมกาแฟจึงอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพตับ?

กาแฟไม่ได้มีเพียงกาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นความตื่นตัว แต่ยังประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น กรดคลอโรจีนิกและสารประกอบโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระในระบบทดลอง

นักวิจัยสนใจว่าสารต่าง ๆ ในกาแฟอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ความเครียดออกซิเดชัน และการเกิดพังผืดในตับอย่างไร เนื่องจากกระบวนการเหล่านี้มีบทบาทต่อการดำเนินโรคตับเรื้อรัง

น่าสนใจว่า งานวิจัยจาก UK Biobank พบความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพตับทั้งในผู้ที่ดื่มกาแฟทั่วไปและกาแฟดีแคฟ หรือกาแฟที่ผ่านกระบวนการลดกาเฟอีน ซึ่งทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าส่วนประกอบอื่นนอกเหนือจากกาเฟอีนอาจมีบทบาทด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่ออธิบายกลไกเหล่านี้ให้ชัดเจน และตรวจสอบว่าการดื่มกาแฟสามารถป้องกันการเกิดโรคตับได้จริงมากน้อยเพียงใด

ดื่มกาแฟอย่างไรให้เหมาะสม และไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ?

แม้กาแฟอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพตับ แต่ไม่ได้หมายความว่ายิ่งดื่มมากยิ่งดี เพราะปริมาณกาเฟอีนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และความไวต่อกาเฟอีนของแต่ละคน

หากต้องการดื่มกาแฟเป็นประจำ ควรคำนึงถึงวิธีชง ส่วนผสม และพฤติกรรมการดื่มควบคู่กันไป โดยมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

1. เลือกกาแฟไม่หวานหรือหวานน้อย

สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพตับ ควรเลือกกาแฟที่ไม่เติมน้ำตาลหรือเติมให้น้อยที่สุด เช่น กาแฟดำ อเมริกาโน หรือกาแฟชงสดที่ไม่เพิ่มไซรัปและครีมหวานในปริมาณมาก

แม้กาแฟจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคตับที่ลดลง แต่การดื่มเครื่องดื่มกาแฟที่มีน้ำตาลสูงเป็นประจำอาจทำให้ได้รับพลังงานมากเกินความต้องการ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินหรือปัญหาทางเมตาบอลิซึม ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคไขมันพอกตับ

สำหรับผู้ที่ชอบกาแฟสำเร็จรูป ควรอ่านฉลากโภชนาการ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แบบ 3-in-1 ที่อาจมีน้ำตาลและส่วนผสมอื่นในปริมาณสูง ทั้งนี้ กาแฟสำเร็จรูปชนิดไม่เติมน้ำตาลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้

2. ดื่มในปริมาณพอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเป็นหลายแก้ว

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา หรือ FDA ระบุว่า สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ปริมาณกาเฟอีนประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวันโดยทั่วไปไม่สัมพันธ์กับผลเสียต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าปริมาณนี้เหมาะสมหรือปลอดภัยสำหรับทุกคน

ปริมาณกาเฟอีนในกาแฟหนึ่งแก้วแตกต่างกันมากตามชนิดเมล็ด ขนาดแก้ว วิธีชง และความเข้มข้น จึงไม่ควรใช้จำนวนแก้วเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว เพราะกาแฟบางชนิดอาจมีปริมาณกาเฟอีนสูงกว่าที่คาดไว้

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ แนวทางของ American College of Obstetricians and Gynecologists หรือ ACOG แนะนำให้จำกัดกาเฟอีนต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนหญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิด ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม

ที่สำคัญ ผู้ที่ไม่เคยดื่มกาแฟไม่จำเป็นต้องเริ่มดื่มเพื่อหวังป้องกันโรคตับ เพราะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะรับรองประโยชน์เชิงเหตุและผลจากการเริ่มดื่มกาแฟโดยเฉพาะ

3. หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟใกล้เวลาเข้านอน

กาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกตื่นตัวและลดความง่วง แต่หากดื่มในช่วงบ่ายแก่ ๆ หรือช่วงค่ำ อาจทำให้หลับยากและลดคุณภาพการนอน โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อกาเฟอีน

สำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ควรหลีกเลี่ยงกาแฟที่มีกาเฟอีนก่อนเข้านอนหลายชั่วโมง และสังเกตว่าร่างกายตอบสนองต่อการดื่มกาแฟในช่วงเวลาใดมากที่สุด

หากปกติเข้านอนเวลาประมาณ 22.00 น. การหลีกเลี่ยงกาแฟตั้งแต่ช่วงบ่ายอาจช่วยลดโอกาสที่กาเฟอีนจะรบกวนการนอน ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาเดียวกันสำหรับทุกคน เพราะความสามารถในการกำจัดกาเฟอีนแตกต่างกัน

4. คนที่มีกรดไหลย้อนหรือกระเพาะอาหารไวต่อกาแฟ ควรระวัง

การดื่มกาแฟขณะท้องว่างไม่ได้เป็นอันตรายต่อทุกคน แต่สำหรับผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน แสบร้อนกลางอก หรือรู้สึกไม่สบายท้องหลังกินกาแฟ อาจพบว่าอาการรุนแรงขึ้นเมื่อดื่มขณะยังไม่ได้รับประทานอาหาร

หากพบว่ากาแฟกระตุ้นอาการดังกล่าว อาจทดลองเปลี่ยนมาดื่มหลังอาหาร ลดปริมาณ หรือเลือกกาแฟดีแคฟตามความเหมาะสม แต่หากมีอาการเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ

สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงกาแฟขณะท้องว่างเพียงเพราะความเชื่อว่ากาแฟจะทำให้กระเพาะอาหารเสียหายเสมอไป

5. ไม่ใช้กาแฟแทนน้ำเปล่าสำหรับกินยา หรือดื่มเพื่อแก้เมา

กาแฟและกาเฟอีนอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด หรือส่งผลต่อการดูดซึมและการออกฤทธิ์ของยา จึงควรรับประทานยากับน้ำเปล่าตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำสั่งของแพทย์ ไม่ควรใช้กาแฟแทนน้ำโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลของยานั้นก่อน

นอกจากนี้ การดื่มกาแฟหลังดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายกำจัดแอลกอฮอล์ได้เร็วขึ้น แม้กาเฟอีนอาจทำให้รู้สึกตื่นตัว แต่ความสามารถในการตัดสินใจและการตอบสนองยังอาจได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์อยู่

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ CDC จึงเตือนว่ากาเฟอีนไม่ได้ลดผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย และอาจทำให้ผู้ดื่มเข้าใจผิดว่าตัวเองมีสติหรือพร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าความเป็นจริง

เป็นโรคตับอยู่แล้ว ดื่มกาแฟช่วยรักษาได้หรือไม่?

แม้งานวิจัยหลายชิ้นจะพบความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟกับสุขภาพตับที่ดีขึ้น แต่กาแฟไม่ใช่ยารักษาโรคตับแข็ง มะเร็งตับ โรคตับอักเสบ หรือภาวะไขมันพอกตับ และไม่สามารถใช้ทดแทนการรักษาที่แพทย์แนะนำได้

แนวทางของ American Association for the Study of Liver Diseases หรือ AASLD ระบุว่า การดื่มกาแฟอาจมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังบางประเภท และอาจพิจารณาแนะนำได้หากไม่มีข้อห้ามทางสุขภาพ แต่ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดปริมาณกาแฟที่เหมาะสมสำหรับป้องกันมะเร็งตับในผู้ป่วยทุกราย

สำหรับผู้ป่วยโรคตับ สิ่งสำคัญยังคงเป็นการรักษาตามสาเหตุ เช่น การควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบ การหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

สรุป กาแฟดีต่อตับจริงไหม?

งานวิจัยจาก UK Biobank ที่ติดตามผู้เข้าร่วมกว่า 350,000 คน พบว่าการดื่มกาแฟสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคตับแข็ง มะเร็งตับบางชนิด และการเสียชีวิตจากโรคตับที่ลดลง ขณะที่การวิเคราะห์โปรตีนในเลือดและภาพถ่ายทางการแพทย์ยังพบข้อมูลสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟกับตัวชี้วัดสุขภาพตับที่ดีขึ้น

ผลการศึกษาเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าที่พบว่าผู้ดื่มกาแฟมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงโรคตับแข็งต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากาแฟเป็นสาเหตุโดยตรงของการลดความเสี่ยง และไม่ได้หมายความว่ายิ่งดื่มมากยิ่งดี

สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟอยู่แล้ว การเลือกกาแฟไม่หวานหรือหวานน้อย ดื่มในปริมาณที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการดื่มจนรบกวนการนอน เป็นแนวทางที่ช่วยให้ได้รับความพึงพอใจจากเครื่องดื่มแก้วโปรดโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น ทั้งนี้ การดูแลตับให้แข็งแรงยังต้องอาศัยอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก และการดูแลโรคประจำตัวร่วมด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...