โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอด Playbook มนุษย์ยุค AI บทเรียนสำคัญจากงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow สู่การเป็น Master ของ AI [Advertorial]

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ถอด Playbook มนุษย์ยุค AI บทเรียนสำคัญจากงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow สู่การเป็น Master ของ AI [Advertorial]

เมื่อ AI เป็นมากกว่าแค่ ‘เครื่องมือ’ เราจะ ‘ยืน’ อยู่ตรงไหนในวันพรุ่งนี้?

นี่คือคำถามตั้งต้นของการจัดงาน KBTG Techtopia เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ที่ชวนสำรวจบทบาทของมนุษย์ในโลกอนาคต ภายใต้แนวคิด “Human of Tomorrow” เมื่อ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนทั้งการทำงาน ธุรกิจ เศรษฐกิจ และการใช้ชีวิต โดย บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4

แม้ปีนี้ทุกเวทีจะมีผู้เชี่ยวชาญกว่า 80 คนจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI และบทบาทของมนุษย์ในอนาคต ผ่านเวทีเสวนา 3 เวทีหลักและกิจกรรมที่ออกแบบเพื่อเสริมศักยภาพให้บุคคลและองค์กรพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดในงานปีนี้คือ หลายเวทีพูดถึงบทบาทคุณค่าและศักยภาพของมนุษย์ในยุค AI มากขึ้น

เพราะหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางของอนาคตสำหรับ KBTG คือ ‘Human-First x AI-First’ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรยึดถือมาโดยตลอด

ภาพบรรยากาศงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow บนเวทีเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ในยุค AI 1

เราต้องเป็น Master ของ AI

วรนุช เดชะไกศยะ ดำรงตำแหน่ง Executive Chairman ของบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG เปิดเวที ‘Reimaging Our Next Chapter’ ชวนทุกคนหันกลับมาทบทวนบทบาทของตัวเองในวันที่ AI ก้าวหน้าจนความฉลาดกลายเป็นเรื่องพื้นฐาน ผู้ชนะในโลกอนาคตจะไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด แต่คือคนที่ ‘ใช้ AI เป็น’ เพื่อสร้างคุณค่า และไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นนายของเรา

วรนุชฉายภาพวิกฤตต้มยำกุ้งที่สถาบันการเงิน 56 แห่งล้มและทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้คำว่า Resilience ก่อนจะก้าวสู่ยุค Digital ที่การ Transform กลายเป็นกติกาใหม่ สู่ยุค AI ที่ไร้ Playbook

“AI ต่างจากเทคโนโลยีในอดีตตรงที่เราไม่เคยมี Playbook ในการรับมือมาก่อน การเตรียมพร้อมจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการตั้งคำถามว่า “ในอีก 10 ปีข้างหน้า อะไรคือสิ่งที่จะเหลืออยู่ในความเป็นมนุษย์”

วรนุชให้กรอบคิดผ่าน 6 Pillars เพื่อให้มนุษย์และองค์กรเตรียมรับมือกับยุค AI ที่ไร้ Playbook

Pillar 1: The New Reality (AI Agent & AI SDLC)

“โลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะตัวเทคโนโลยี แต่เปลี่ยนเพราะมนุษย์รู้จักเลือกใช้และปรับตัวนำเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

วรนุชบอกว่าวันนี้ AI เปลี่ยนจาก Chatbot สู่ AI Agent ที่คิด วางแผน มีเหตุผล ลงมือทำ และเรียนรู้พัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา

Gartner คาดการณ์ว่าภายในปลายปี 2026 แอปพลิเคชันกว่า 40% จะมี AI Agent เข้ามาทำงานร่วมด้วย

สิ่งที่ KBTG ทำคือพัฒนา Multi-Agent Platform ของตนเองชื่อ ‘AthenaMind’ โดยปัจจุบันพนักงานของ KBTG และ KBank นำ AI มาใช้ปฏิบัติงานจริงแล้วถึง 90% โดยตั้งเป้าใช้นวัตกรรม AI SDLC ลดต้นทุน End-to-End ของกระบวนการพัฒนาระบบลงประมาณ 15% ภายในปี 2028

Pillar 2: The AI-Driven Must-Do (Control & Governance)

ปัจจุบันยังมีองค์กรถึง 20% ที่นำ AI มาใช้โดยขาดการควบคุมที่เพียงพอ

หัวใจสำคัญคือการควบคุมและกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การทำ Clean Data และยึดแนวคิด “AI First, Human First” โดยให้มนุษย์คอยกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง โดยเฉพาะในระบบสำคัญอย่าง Core Banking หรือระบบชำระเงินที่ไม่สามารถปล่อยให้ AI ทำงานอัตโนมัติโดยไร้การเฝ้าระวังได้

KBTG ได้สร้าง AI Agent อย่าง “ใส่ใจ” ควบคุมกรอบการทำงาน, “AEGIS” ดูแล Security Guardrail และจัดตั้ง “AI Playground” ให้ทดลองในแวดล้อมที่ปลอดภัย การวางระบบควบคุมรัดกุมนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น 12 เท่า

Pillar 3: Risk Management (Risk & Reskilling)

รับมือความเสี่ยงด้าน Hallucination เมื่อ AI มีโอกาสผิดพลาด และ อคติของมนุษย์มักปะปนอยู่ในชุดข้อมูลที่นำมาใช้เทรน AI องค์กรจึงต้องหมั่นตรวจสอบความถูกต้องจากหลายแหล่งข้อมูล และมนุษย์ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

อีกประเด็นคือเรื่องของโครงสร้างงานและทักษะที่เปลี่ยนไป AI ทำให้บางทักษะลดความสำคัญลง งานเดิมหายไปและมีงานรูปแบบใหม่เข้ามาแทนที่ คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 คนทำงานถึง 39% จำเป็นต้องได้รับการ Reskill เนื่องจากผลกระทบจาก AI แต่กลุ่ม Blue Collar มีแนวโน้มจะยังคงมีความต้องการและอยู่รอดได้มากกว่ากลุ่ม White Collar

Pillar 4: From Global Shift to Local Impact (Business Value & AI Adoption)

ประเทศไทยมีการใช้งาน AI สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 36.4% ในช่วง 3 ไตรมาส เทียบจากครึ่งหลังปี 2025 ถึงกลางปี 2026

ภาครัฐมีแผนนำ AI เข้ามายกระดับประเทศใน 10 อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ภาครัฐ, การเกษตร, การแพทย์, พลังงาน, สถาบันการเงิน และการศึกษา

ด้าน KBTG มีการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการเงิน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน 4 ส่วนหลัก

  • Internal Knowledge: ค้นหากฎระเบียบและช่วยตอบคำถามภายในองค์กร
  • AI Advisory: วิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการ เพื่อให้คำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงแบบเฉพาะบุคคล
  • Document Processing: อ่านเอกสารด้วย OCR วิเคราะห์ แยกแยะ และสรุปผลได้ทันที
  • Voice Processing & Data Integration: ดึงข้อมูลจากหลายแหล่งรวมถึงข้อมูลเสียงมาประมวลผลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

ปัจจุบัน KBTG ดำเนินโครงการ AI มากกว่า 80 โครงการ พร้อมตั้งเป้าหมายวัดผลประสิทธิภาพการใช้งานอย่างชัดเจน

Pillar 5: Reclaiming Your Life (Human Essence)

AI ไม่มีหัวใจ ความเป็นมนุษย์จึงยังเป็นจุดแข็งหลักที่ AI

เมื่อ AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อน มนุษย์ควรนำเวลานั้นไปใช้กับงานสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆ การพัฒนาภาวะผู้นำ สร้าง Empathy และสร้างความสุขในการทำงาน

วรนุชแนะให้เลิกแนวคิด ‘ทำไปซ่อมไป’ แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการวางระบบป้องกันและระวังภัยล่วงหน้าก่อนนำ AI ไปใช้งานจริง

Pillar 6: Become the One Who Masters the Machine (Operational Resilience & Defense)

เมื่อนำ AI Agent มาทำงานร่วมกับคนมากขึ้น องค์กรต้องจัดโครงสร้างและแบ่งบทบาทระหว่างคนกับ AI ให้ชัดเจน

  • Control Tower: กำหนดบทบาท ขอบเขตหน้าที่ อำนาจการอนุมัติ และความรับผิดชอบของ AI Agent แต่ละตัวอย่างชัดเจน
  • Risk & Human Oversight: ประเมินระดับความเสี่ยงตามผลกระทบธุรกิจ หากเสี่ยงต่ำปล่อย AI ทำงานอัตโนมัติได้ แต่หากเสี่ยงสูงต้องให้มนุษย์กำกับดูแล
  • AI Kill Switch: ต้องมีกลไกสั่งหยุดหรือปิดการทำงานของ AI จากภายนอกทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • Red Team: ปรับบทบาทจากการเจาะระบบแบบเดิม มาเป็นการทดสอบว่า หาก AI ทำงานผิดพลาด ผลกระทบจะไปไกลที่สุดได้แค่ไหน เพื่อเตรียมวิธี ยับยั้งได้ทันท่วงที
  • Operational Resilience: สร้างความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานผ่าน 3 หัวใจหลัก รู้ให้เร็ว (Observe) หยุดให้เร็ว (Kill) ฟื้นคืนระบบให้เร็ว (Recover)

“เวลาพูดถึง Human of Tomorrow เราไม่ได้แข่งกับ AI ว่าใครฉลาดกว่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือการใช้ AI ทำให้เกิด Business Value หรือ Value กลับมาที่ตัวเรา คนนั้นคือผู้ชนะ และจำไว้ว่า เราต้องเป็น Master ของ AI ไม่ใช่ปล่อยให้ AI มาเป็น Master เรา”

ภาพบรรยากาศงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow บนเวทีเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ในยุค AI 2

AI ฉลาดกว่าเราแล้ว แล้วความเป็นมนุษย์ของเราอยู่ตรงไหน

บนเวที ‘ROI or RIP: Beyond the Pilot Phase’ โดย ‘กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล Co-Founder, House Of Wisdom’ ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่ว่าหมดยุคสร้าง Use Case AI แต่องค์กรต้อง ‘เลือก’ เพื่อให้เกิดผลจริง เพราะทุกวันนี้แทบไม่มีบริษัทไหนไม่มี AI คำถามสำคัญคือ ผลลัพธ์และอิมแพคจากการทรานส์ฟอร์มทั้งหมดนั้นหายไปไหน?

หลายองค์กรทุ่มงบลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า มี Use Case ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด แต่สุดท้ายกลับสร้างอิมแพคต่อ P&L เป็นศูนย์ เขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘AI การละคร’

คำถามคือ ถ้าเราต้องสร้างองค์กรขึ้นมาด้วย AI ตั้งแต่วันแรก เราจะยังเลือกทำงานแบบเดิมอยู่หรือเปล่า คำตอบที่กระทิงยืนยันคือ ไม่ใช่แน่นอน

เมื่อ Intelligence ที่เคยหายาก แพง วันนี้มันแพร่หลายจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ใครก็เรียน AI ได้หมด และมี Productivity เพิ่มขึ้นถึง 1,000 เท่าภายในเวลาเพียง 30 เดือนที่ผ่านมา นี่คือการเติบโตแบบ Exponential ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมไปถึงต้นทุนหลายส่วนลดลง ความเร็วในการตัดสินใจเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือพฤติกรรมของลูกค้าก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในธุรกิจ E-commerce และ Retail ที่ลูกค้ายุคนี้ยินดีใช้ AI Agent ในการค้นหาและช้อปปิ้งแทนตัวเอง

หากองค์กรยังถูกออกแบบมาเพื่อรับใช้อดีต ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว องค์กรนั้นย่อมไปต่อไม่ได้ คำถามที่ทุกองค์กรต้องกลับมาถามตัวเองคือ “หน้าตาขององค์กรในโลกที่มี AI ควรเป็นแบบไหน”

รายงานของ Gartner ระบุว่าปี 2030 จะเป็นยุคของ Agentic Enterprise และภายในปีหน้า Agentic AI จะกลายเป็น Core Infrastructure ของทุกบริษัท

กระทิงวางกรอบทรานส์ฟอร์มองค์กรแบบ ‘THE AI-NATIVE ENTERPRISE’ บน 4 เสาหลัก

1. SEE: See the Future Earlier มองเห็นอนาคตก่อนใคร

องค์กรยุคใหม่ต้องมองอนาคตในรูปแบบ Multiple Futures ผ่าน Weak Signals, Scenarios, Strategic Options และ Early Moves โดยต้องบริหารจัดการองค์กรด้วย 3 มุมมองคือ Win Today สร้างผลลัพธ์และชัยชนะในปัจจุบัน, Prepare for Tomorrow สร้างขีดความสามารถและทางเลือกสำหรับอนาคต และ Create the Future ค้นหาและสร้าง New S-Curve ใหม่ ก่อนที่ธุรกิจเดิมจะหมดแรง

“เป้าหมายของ Strategic Foresight ไม่ใช่การทำนายอนาคตให้แม่นยำที่สุด แต่คือการเตรียมพร้อมจน “ไม่ถูกอนาคตทำให้ประหลาดใจ”

2. REINVENT: Don’t Automate the Past รื้อและสร้างใหม่ ไม่ใช่แค่ทำตามสิ่งเดิม

หากเราต้องสร้างบริษัทขึ้นมาใหม่ในวันนี้ โดยมี AI พร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก สิ่งใดบ้างที่เราจะไม่มีวันสร้างมันขึ้นมาอีก?”

กระทิงบอกว่านี่คือคำถามที่ผู้นำต้องกล้าถาม เพราะการเอา AI ไปใส่องค์กรแบบเดิม ไม่ได้ทำให้องค์กรกลายเป็น AI-Native ซึ่งการจะเปลี่ยนผ่านสู่ AI-Native ต้องผ่าน 4 R’s Framework ได้แก่

  • REIMAGINE เริ่มต้นด้วยการตั้งโจทย์จากคุณค่าที่ส่งมอบ
  • REWIRE ออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด ทั้ง Workflow, Data, Tech, People และ Operating Model
  • REINVENT สร้างสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ประสบการณ์ใหม่ หรือโมเดลธุรกิจใหม่
  • REALIZE วัดผลกระทบทางธุรกิจอย่างชัดเจน ทั้ง P&L, ROI และ Measurable Value

“เป้าหมายของการปฏิรูป AI ในองค์กร ไม่ใช่การทำ 100 AI Use Cases เล็กๆ แต่คือการลงเดิมพันใน 5–10 Transformational Bets ที่สามารถขับเคลื่อนและขยับ P&L ได้จริง”

3. UNLEASH: Turn Employees into NANOPRENEUR ปลดล็อกพลังคน สู่การเป็น NANOPRENEUR

“อนาคตไม่ได้ต้องการคนที่ทำงานเหมือนเครื่องจักร แต่ต้องการคนที่คิดและตัดสินใจเหมือนเจ้าของ”

ยีนของคนทำงานในองค์กรยุค AI-Native จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง องค์กรจะลดขนาดทีมให้เล็กลงแต่มีศักยภาพสูงขึ้น ผ่านสมการ: Small Team + AI Agents + Capital + Extreme Ownership =NANOPRENEUR

พนักงานจะกลายเป็น NANOPRENEUR ที่ดำเนินงานภายใต้กรอบ Mission, Authority, Data และ Accountability โดยมีลูปการทำงานแบบคล่องตัวสูงคือ SENSE DECIDE BUILD TEST LEARN SCALE

เขาบอกว่าบทบาทของ CEO จะเปลี่ยนผ่านจาก Chief Decision Maker ไปสู่ Architect of the System สถาปนิกผู้ออกแบบระบบและโครงสร้างพื้นฐาน และ Chief Entrepreneur Creator ผู้สร้างและสนับสนุนความเป็นผู้ประกอบการในตัวพนักงาน

4. JUDGE: JUDGE Human Judgment x Machine Intelligence เมื่องานวิเคราะห์มีท่วมท้น ‘วิจารณญาณ’ จึงเป็นสิ่งมีค่าที่สุด

เขามองว่าในวันที่ปัญญาประดิษฐ์ประมวลผลได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็ว คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การประมวลผลข้อมูลอีกต่อไป แต่คือ ‘วิจารณญาณ’

AI สามารถ วิเคราะห์ โต้แย้ง จำลองสถานการณ์ และแนะนำทางเลือก แต่ผู้นำต้องตีความ ตัดสินใจ เลือกเส้นทาง และลงมือรับผิดชอบ

4 ขั้นตอนของการตัดสินใจที่ดี คือ DATA เรารู้อะไรบ้าง? AI อะไรอาจเกิดขึ้นได้บ้าง? INTUITION เราสัมผัสหรือรับรู้อะไรได้? และ WISDOM: เราควรทำอย่างไร?

การทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบเกิดจากสมการ Machine Intelligence × Human Wisdom

คำถามสุดท้ายที่กระทิงฝากไว้คือ จะเกิดอะไรขึ้นถ้า AI ฉลาดกว่ามนุษย์ เขามองว่าอย่าเพิ่งรีบไปโฟกัสที่เรื่อง ROI มากเกินไป โดยอ้างอิงถึงแนวคิดของนักวิชาการด้าน AI ระดับโลกอย่าง Andrew Ng และ Kai-Fu Lee ที่ต่างพูดในทิศทางเดียวกันว่าความเป็นมนุษย์นั้นมีค่ามากกว่าความฉลาดเพียงอย่างเดียว AI ไม่ได้ทำให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ลดน้อยลง

ดังนั้นในระหว่างที่ทำ AI Transformation อย่าลืมมองเห็นคุณค่าของมนุษย์ไปด้วย เพราะมนุษย์มีสิ่งที่เครื่องจักรให้ไม่ได้ ทั้งความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตา ความหมาย ความห่วงใย ความรัก และความกล้าหาญ อย่าปล่อยให้ Legacy ของเรากลายเป็นความภาคภูมิใจที่ได้นำ AI มาแทนที่มนุษย์

เพราะสุดท้ายแล้ว AI จะไม่ใช่ผู้กำหนดอนาคต แต่เป็นมนุษย์ทุกคนต่างหากที่มีอำนาจและความสามารถในการตัดสินชะตากรรมและสร้างอนาคตของมนุษยชาติขึ้นมาเอง

BCG ระบุว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า โลกมี 2 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ ฉากแรกคือ AI ช่วยแก้ปัญหาได้เกือบทั้งหมด ส่วนฉากที่สองคือเกิด K-Shape สุดขั้ว ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี นวัตกรรมขาดการกำกับดูแล นำไปสู่การเติบโตที่มาพร้อมความเหลื่อมล้ำทางสังคมมหาศาล

“เรายืนอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างการดึงศักยภาพ AI และเทคโนโลยีมาใช้สูงสุด กับการรักษาความเป็นมนุษย์และ Human Consciousness เพื่อร่วมสร้างความเจริญที่ทุกคนมีส่วนร่วม หากลืมความเป็นมนุษย์ เราอาจทิ้งมรดกเป็นความเหลื่อมล้ำแบบดิสโทเปียในอีก 30 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่มีใครอยากทิ้งมรดกแบบนั้นไว้ให้คนรุ่นต่อไปอย่างแน่นอน” กระทิงกล่าวทิ้งท้าย

ภาพบรรยากาศงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow บนเวทีเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ในยุค AI 3

สะสม Dots สร้างทักษะและเป็น ‘โชคดี’ ของผู้อื่น: ทางรอดยุค AI ฉบับ ‘คนธรรมดา’

โจ้ – ธนา เธียรอัจฉริยะ Chairman of the Board of Directors & Independent Director, Bluebik Group PCL และเจ้าของเพจ เขียนไว้ให้เธอ เปิดเวที ‘(Normal) Human playbook in the age of AI’ ชวนคนธรรมดาที่อยากอยู่รอดในยุค AI มองสิ่งที่เกิดขึ้นจริงผ่านเรื่องของเขากับลูกสาว

เขาเล่าว่า 3 เดือนที่แล้ว ลูกสาวที่เรียนที่เมลเบิร์น ส่งการบ้านมาให้ช่วยตรวจให้ เขาลองใช้ AI ตรวจการบ้าน และคอมเมนต์งานให้ ปรากฏว่าลูกสาวก็ดูออกว่าคุณโจ้ใช้ AI

“ความน่ากลัวของการใช้ AI บ่อย ๆ คือเราจะกลายเป็นมนุษย์ที่อ่อนล้าทางสติปัญญา ทำงานแล้วมีอะไรก็ให้ AI ช่วยคิด ซึ่งที่จริง AI ฉลาดมาก แต่พอเราใช้ AI เยอะ เราเองก็จะเสียศักยภาพสำคัญโดยไม่รู้ตัว

4 ศักยภาพสำคัญที่อาจเสียไปในยุค AI

  • Critical Thinking: การคิดเชิงวิพากษ์และการ “เอ๊ะ” ต่อสิ่งรอบตัวลดลง
  • Deep Focus: การจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งยาวนานถูกขัดจังหวะได้ง่าย
  • Sensemaking: ความสามารถในการทำความเข้าใจและสร้างความหมายให้ชีวิตลดลง
  • Intellectual Discomfort Tolerance: ความอดทนต่อความไม่สบายใจทางสติปัญญาหายไป เราเลิกทนคิด ทนตกผลึกจากการลองผิดลองถูก

ในวันที่ AI ฉลาดระดับ Super Intelligence ทางรอดของมนุษย์ไม่ใช่การแข่งขันประมวลผลข้อมูล แต่คือการสะสม Dots ให้มากพอ แล้วเชื่อมโยงมันเข้าด้วยกันในแบบที่อัลกอริทึมไม่สามารถทำนายได้

ซิกเว่เคยถามเขาว่า What is your good day? เขาบอกว่า คือการได้ใช้ชีวิตปกติ ทำงานปกติ กลับบ้านเล่นกับลูก

แต่ในมุมของซิกเว่มองว่านี่คือ Bad Day เพราะเป็นวันที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย วันที่มีความเครียดในระดับที่พอดี และการได้ตกผลึกทางความรู้ต่างหากคือ Good Day สำหรับคุณซิกเว่

แล้วถ้าจะเป็นมนุษย์ที่อยู่รอดในยุคนี้ เขาให้กลยุทธ์ ‘Connecting the Dots’ ทางรอดที่ไม่ต้องสู้กับ AI

ก้าวข้าม I-Shaped Skill งานที่เป็นรูปแบบและข้อมูล เช่น งานเขียนโค้ด ทนาย รังสีแพทย์ หรือผู้ตรวจสอบบัญชี จะถูก AI แทนที่ มนุษย์ต้องสร้าง Dots ให้เยอะพอแล้วนำมาเชื่อมโยงกัน

เขาบอกว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเลิศที่สุดในด้านเดียว แต่ให้สร้างทักษะที่เก่งกว่ามาตรฐานทั่วไปหลายๆ ด้านมารวมกันในแบบที่ AI ทำนายไม่ได้ ได้แก่

  • Need Skill ทักษะจำเป็น เช่น การเงิน, เทคโนโลยี
  • Wanted Skill: ทักษะที่ชอบ เช่น ดูดวง, ทำอาหาร
  • Meta Skill: ทักษะระดับสูงระหว่างมนุษย์ เช่น การเล่าเรื่อง, การโน้มน้าว

“ทำงาน 10 ปีอาจมีประสบการณ์แค่ปีเดียวซ้ำกัน 10 ครั้งถ้าไม่เคยเปลี่ยน ประสบการณ์ที่แท้จริงเกิดจากการกล้าออกจาก Comfort Zone ไปลองทำแล้ว “ตัดสินใจผิด” จนกลายเป็นบทเรียนแม่นยำ”

“เราต้องเป็นคนที่สามารถดึงดูดผู้คนมาสร้างประโยชน์ร่วมกันกับคนอื่นได้” นี่คือสิ่งเขาเน้นย้ำ ความจริงใจ ความทุ่มเท และการเป็นผู้ให้ (Giver) จะดึงดูดผู้คน เครดิต และโอกาสที่ AI สร้างให้ไม่ได้

สุดท้ายถ้าอยากมีชีวิตรอดในยุค AI ตื่นเช้ามาถามตัวเอง 3 ข้อ

  • Curiosity: เรามีความอยากรู้อยากเห็นด้วยตัวเอง หรือยอมให้อัลกอริทึมชี้นำ
  • Discipline: เรามีวินัยในการลงมือทำซ้ำๆ เพื่อสร้างทักษะมากพอหรือยัง
  • Empathy: เราเข้าใจคนรอบข้าง และทำตัวเป็น “โชคดีของผู้อื่น” แล้วหรือยัง
ภาพบรรยากาศงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow บนเวทีเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ในยุค AI 4

‘กลับมาเป็นมนุษย์’ ในยุค AI

บนเวที Main Stage เอ๋ นิ้วกลม – สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียนและเจ้าของเพจ Roundfinger ชวนทุกคน ‘กลับมาเป็นมนุษย์’ ในยุค AI ในหัวข้อ ‘What Should Remain Deeply Human?

เขาพาเราย้อนคิดไปถึงสรรพสิ่งรอบตัวในยุคโบราณมนุษย์โยงชีวิตเข้ากับปรากฏการณ์ธรรมชาติและดวงดาว แต่มนุษย์ยุคปัจจุบันกลับเผชิญภาวะ Disconnect ตัดขาดจากคนข้างกายและสรรพสิ่งรอบตัวเพราะหน้าจอ โจทย์สำคัญคือเราจะใช้ AI อย่างไรเพื่อช่วยให้เรากลับมาเชื่อมโยงกับโลกและผู้คน ไม่ใช่ยิ่งตัดขาดกว่าเดิม

การอ่านหนังสือและฟังเรื่องเล่าในอดีตช่วยสร้าง Empathy ทำให้เราเข้าใจชีวิตที่ไม่เหมือนเรา ทว่าอัลกอริทึมและคำตอบสำเร็จรูปจาก AI มักป้อนเฉพาะสิ่งที่เราราสนใจ จนทำให้เราหมกมุ่นอยู่แต่ในโลกของตัวเอง การใช้เทคโนโลยีที่ดีจึงต้องพาเราออกไปเรียนรู้เรื่องเล่าของคนอื่นด้วย

“การสรุปหนังสือไม่เหมือนการอ่านหนังสือ เพราะเราไม่ได้อ่านความคิดของมนุษย์อีกคนหนึ่ง เราอ่านแค่ประเด็นเท่านี้เอง”

สมองมนุษย์มักปรับตัวกลับสู่ระดับความสุขปกติเสมอ ทำให้เกิดภาวะไขว่คว้าสิ่งใหม่ (Next & New) ไม่สิ้นสุด การใช้ AI เร่ง Productivity ให้ทำงานเร็วขึ้น 3–5 เท่าจะไร้ความหมาย หากเราไม่รู้ว่า “จุดพอ” อยู่ตรงไหน หัวใจไม่ใช่การทำได้มากที่สุด แต่คือการเหลือเวลาไว้ซักผ้า เกาพุงแมว และเสพความสุขตรงหน้า

ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ คือไม่เคยพึงพอใจกับอะไรเลย เขาบอกว่า

ต่อให้พึงพอใจ ก็ได้ไม่นาน และพอ AI มีศักยภาพสูงมาก เราก็จะรู้สึกว่าเราทำงานเพิ่มได้อีก

“คำถามไม่ใช่เราจะใช้ AI อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แต่คือเราจะใช้มันอย่างไร เพื่อให้ชีวิตนี้มีความหมายและรุ่มรวยที่สุด”

ประเด็นสำคัญคือ มนุษย์อาจะต้องหยั่งรากลึกในยุคที่ทุกอย่างรวดเร็ว

ในโลกที่ Speed & Skip เน้นแต่ทางลัด มนุษย์กลายเป็นเหมือนต้นไม้ไร้ราก รู้สึกว่างเปล่าเพราะขาดความผูกพันและสิ่งยึดเหนี่ยว มนุษย์จำเป็นต้องใช้เวลากับประสบการณ์ พิธีกรรม และความสัมพันธ์ เพื่อหยั่งรากลึกและสร้างความหมายร่วมกัน

มนุษย์ที่ไม่สามารถนิยามตัวเองได้จะรู้สึก ‘ว่างเปล่า’ ความว่างเปล่านี้เกิดจากการที่เราไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของโลก เราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร หรือเราไม่รู้ว่าใครจะอยู่กับเราไปอีกนาน ๆ หรือไม่ เราจึงเหมือนต้นไม้ที่ไม่มีราก ถูกพัดไปหลากหลายทิศทาง

“เทคโนโลยีพาเราพุ่งไปได้ไกลเท่าที่เราอยากจะไป เหมือนต้นไม้ที่พุ่งไปถึงดาวอังคาร แต่คำถามคือ เราจะไปทำไม”

เขาแนะนำการใช้ AI ให้ชีวิตต่อเนื่องทั้งหมด 4 ข้อ

  • ใช้เพื่อ Reconnect กับสิ่งอื่น
  • ใช้เพื่อให้สนใจเรื่องนอกตัวเอง
  • หยุดเมื่อพอแล้ว
  • ต่อเนื่องและหยั่งราก

สุดท้ายแล้วเราควรเปลี่ยนการตั้งคำถามจาก ‘ทำอย่างไรจึงจะใช้ AI ให้ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด’ ไปสู่ ‘ทำอย่างไรจึงจะใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้ชีวิตนี้มีความหมายและรุ่มรวยที่สุด’

ภาพบรรยากาศงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow บนเวทีเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ในยุค AI 5

สุขภาพที่ดีวัดได้ด้วยตัวเลขจาก AI จริงหรือ?

อุปกรณ์สวมใส่และ AI กำลังก้าวเข้ามาจัดการชีวิตเราจนเกิดวิกฤตสุขภาพยุคใหม่ (Modern Wellness Crisis) ที่ผู้คนต่างตกเป็นทาสของตัวเลข นพ. ธนีย์ ธนียวัน Executive Director, EO LifeMED Co., Ltd.บอกบนเวที ‘The Modern Wellness Crisis: How to Be Kinder to Yourself’ สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนไม่ใช่การเค้นตัวเลขให้สวยงามเพื่ออวดใคร แต่คือการเรียนรู้ที่จะตีความข้อมูล และกลับมาฟังเสียงร่างกายตัวเองอย่างเข้าใจ

นพ. ธนีย์ บอกว่า ปัจจุบันเราเครียดเพราะตีความข้อมูลไม่เป็นและเอาตัวเลขมาตัดสินตัวเอง ส่วนในอนาคต เราเสี่ยงจะถูกอุปกรณ์สะกดจิตจนเชื่อเครื่องมือมากกว่าความรู้สึกที่แท้จริงภายใน

มีเพียงสัญญาณแจ้งเตือนภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib) และระดับออกซิเจนในเลือดที่ต่ำกว่า 95% เท่านั้นที่เทคโนโลยีปัจจุบันแม่นยำพอให้เชื่อและควรไปพบแพทย์ทันที

ค่าอื่น ๆ เช่น HRV, Resting Heart Rate หรือ Sleep Score ห้ามนำไปเทียบกับคนอื่นหรือเทียบข้ามยี่ห้อ ให้ดูทิศทางภาพรวมระยะยาวของตัวเองในอุปกรณ์ยี่ห้อเดิมเท่านั้น

“ค่า HRV ที่ต่ำลง หรือ Heart Rate ที่สูงขึ้น มันไม่ได้แปลว่าร่างกายเรากำลังแย่ แต่มันแปลว่าร่างกายกำลังทำงานอย่างสุดชีวิตเพื่อดูแลเราอยู่”

ประเด็นสำคัญคือ ควรมองภาพใหญ่ ดีกว่ากังวลจุดเล็กๆ อย่าพยายามแก้ทุกตัวเลขพร้อมกันในวันเดียว เช่นเดียวกับหมอ ICU ที่ไม่สามารถรักษา 20-30 อาการได้พร้อมกัน ให้เลือกปรับพฤติกรรมทีละ 1–3 อย่างเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว

“วิกฤตในอนาคต คือเราจะถูกสะกดจิต แทนที่จะฟังเสียงตัวเอง เราฟังเสียงเครื่อง เครื่องบอกว่าเรา Happy ทั้ง ๆ ที่ข้างในหัวเราเศร้า เราก็ Happy ตามเครื่อง”

เขาทิ้งท้ายว่าก่อนจะก้มดูสมาร์ทวอทช์ตอนเช้า ให้หยุดถามความรู้สึกตัวเองก่อนว่าสดชื่น หิว หรืออ่อนเพลียอย่างไร แล้วค่อยนำข้อมูลจากเครื่องมือมาใช้ประกอบการวางแผนชีวิต

ภาพบรรยากาศงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow บนเวทีเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ในยุค AI 6

สร้าง Community และ Experience ในยุค Generative AI

เมื่อ AI ตอบได้ทุกคำถาม แต่ทำไมคนยังยอมฝ่ารถติดมาเจอกัน

คอมมูนิตี้และประสบการณ์ร่วมของคนกลุ่มหนึ่งอาจเป็นสิ่งที่ AI แทนไม่ได้และยังทำให้เรายังมีความเป็นมนุษย์

บนเวที ‘Building a Community Beyond Digital Connection’ คะน้า- ผ่องพิสุทธิ์ จงอุดมสุข ครีเอเตอร์และผู้ก่อตั้ง ฝรั่งอั่งม้อ (Farang Angmor) และ เอมมี่–นัทธมน วีระกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง Almost Sober Club มาไขความลับเบื้องหลังการสร้างชนเผ่าและ บทบาทของ Creator ยุคใหม่

คะน้า บอกว่า ยุคก่อน AI คนทัก Inbox เพจเพื่อถามข้อเท็จจริงพื้นฐาน เช่น การออกเสียง สะกดคำ หรือการเขียนอีเมล แต่วันนี้ ChatGPT ตอบได้ทุกคำถาม

สิ่งที่ AI แทนที่ไม่ได้คือ “ความไว้วางใจ” (Trust) และ “ความเชื่อมโยงตรงประเด็น” ผู้ฟังไม่ได้ต้องการแค่คำตอบทั่วไป แต่ต้องการคำแนะนำจากมนุษย์ที่เขาเชื่อมั่น รู้สึกอิน และเชื่อมโยงด้วยได้

เอมมี่ บอกว่าโมเดลของธุรกิจตอบโจทย์ Unmet Need ด้วยประสบการณ์เฉพาะตัว (Beyond AI) จากการคัดสรรหัวข้อที่ไม่สามารถค้นหาบน Google, YouTube หรือ AI ได้ โดยนำความรู้ต่างสเปกตรัมมาตัดสลับ เพื่อสร้างมุมมองความคิดเห็น ที่แปลกใหม่

ยิ่งไปกว่าวิทยากรไม่ได้มาเพื่อบรรยายแต่มาเพื่อ ‘จุดประกายบทสนทนา’ ในพื้นที่ปลอดภัย และร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้ฟัง

“ผู้คนไม่ได้ฝ่ารถติดมาฟังข้อมูล แต่มาเพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญ และแลกเปลี่ยนไอเดียกับกลุ่มคนเนิร์ด ที่สนใจเรื่องเดียวกัน”

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การดีไซน์ Customer Journey ผ่าน รูป รส กลิ่น เสียง

การสร้างประสบการณ์ออฟไลน์ให้อิมแพกต์ ต้องคิดแบบครบวงรอบ

“เรามีการบรอดแคสต์ข้อมูลล่วงหน้า ให้เลือกเมนูอาหารก่อน เพื่อลดความเครียดเรื่องรถติดและกิว Signature Drink ออกแบบตามธีมแต่ละครั้ง เช่น ค็อกเทลรสชาติชีววิทยาของความเหงา ส่วนเพลงนั่น DJ จะนั่งฟังพร้อมผู้ฟัง เพื่อซึมซับพลังงานในห้อง แล้ว Improvise เล่นดนตรีสดที่ตอบสนองต่ออารมณ์ ณ ตอนนั้น” เอมีกล่าว

คะน้าเสริมว่า เสาหลักในการสร้าง ‘Safe Zone’ สำหรับเวิร์กช็อปหรือคลาสพัฒนาทักษะ กิจกรรมต้องเน้นการลงมือทำจริง โดยไม่ถูกตัดสิน ทำให้คนกล้าทดลองและเรียนรู้จากความผิดพลาด และคัดกรองคนที่อยากพัฒนาตัวเองเหมือนกันเข้ามา ทำให้ทุกคนพร้อมรับฟังและไม่ตัดสินกัน พร้อมมีผู้ช่วยดำเนินกระบวนการ คอยดูแลและอำนวยความสะดวก เพื่อเปลี่ยนผ่านความคิดความเชื่อของผู้เรียนภายในเวลาอันสั้น

คำถามคือ หากต้องนับหนึ่งใหม่ในการสร้าง Community เอมีบอกว่า ลองตั้งไข่ด้วยการเป็นผู้ให้ออกก่อน มอบความรู้ ความบันเทิง หรือแรงบันดาลใจผ่านสื่อ เพื่อแสดงอัตลักษณ์ ให้คนรู้จักและเปิดใจ

คะน้าเสริมว่าเมื่อตัวตนและคุณค่าชัดเจน จะดึงดูดกลุ่มคนที่มี กรอบคิด พฤติกรรม และความชอบคล้ายกันเข้ามาโดยธรรมชาติ

เมื่อผ่านมาถึงช่วงเติบโต ต้องค้นหา Unmet Need แล้วออกแบบคุณค่า สร้าง Sense of Belonging ให้พวกเขารู้สึกว่า ความรู้หาจากไหนก็ได้ แต่ความรู้สึกแบบนี้ต้องมาที่นี่เท่านั้น แล้วพวกเขาจะกลับมาซ้ำๆ เอง

“การสร้างชุมชนไม่ได้เกิดจากการไปบังคับให้คนเข้าร่วม แต่เกิดจากการทำอัตลักษณ์ของเราให้ชัดเจน แล้วมันจะดึงดูด ‘ชนเผ่า’ ที่คิดและเชื่อเหมือนกันเข้ามาไว้ด้วยกันเอง” คะน้า กล่าว

ภาพบรรยากาศงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow บนเวทีเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ในยุค AI 7

Community Circle ล้อมวงสนทนากับ 10 คอมมูนิตี้สายเทค

ความสำเร็จของ Community Circle ปีที่แล้วถูกต่อยอดมาสู่ปีนี้เปิดวงคุยแลกเปลี่ยนแบบที่ AI ก็ให้ไม่ได้ แชร์ไอเดีย อัปเดตเทรนด์ ต่อยอดองค์ความรู้ และอัปสกิลใหม่ๆ ไปด้วยกันใน 10 เซสชัน

หลายประเด็นน่าสนใจและน่าเอาไปคิดต่อ อย่างเซสชันของ โสภณ ศุภมั่งมี เจ้าของเพจ เก่งแบบเป็ด : Producktivity ในหัวข้อ “The Year of Doing hard Things: Growth Beings Where Comfort Ends” ที่ชวนเราตกผลึกเรื่อง “ความท้าทาย” กับ “พลังใจ” ที่จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและออกแบบชีวิตได้ดีขึ้นแบบไม่ต้องเค้นหรือฝืนตัวเองจนเกินไป โดยมีแนวคิด ‘มิโซกิ’ (Misogi) เป็นเครื่องมือสำคัญ

เดิมที ‘มิโซกิ’ เป็นพิธีกรรมชำระล้างบาปของศาสนาชินโต แต่ในปัจจุบันถูกนำมาตีความใหม่ หมายถึง “การเลือกเผชิญความท้าทายที่ยากมากๆ หนึ่งอย่างด้วยตัวเอง เพื่อค้นหาขีดจำกัดที่แท้จริง”

กฎของมิโซกิมีแค่ 2 ข้อ

  • ต้องยากพอที่มีโอกาสล้มเหลวได้จริง
  • ต้องไม่เสี่ยงถึงชีวิต หรือทำร้ายตัวเอง

เขาอธิบายว่า ในมุมจิตวิทยาร่างกายและจิตใจเราถูกวิวัฒนาการมาให้ออกไปเผชิญความลำบาก แต่โลกยุคใหม่สบายเกินไปทำให้จิตใจเราเปราะบางลง ‘ความไม่สบายแบบสมัครใจ’ จึงเป็นทางออกที่ช่วยหล่อหลอมจิตใจให้แข็งแกร่งขึ้น

แต่หากมองผ่านมุมวิทยาศาสตร์สมอง ทุกคนจะมี aMCC เป็นศูนย์ควบคุม “พลังใจ” มันทำงานเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งฝึกหนักยิ่งโต แต่ถ้าไม่ฝึกเลย มันก็จะฝ่อลง

“แต่ ‘พลังใจ’ เชื่อถือไม่ได้ แต่ละวันพลังใจของเราก็หมดลงเรื่อยๆ เช้ามาพลังใจเต็ม พอบ่ายๆ เจอเรื่องเครียด เจอนานาปัญหา พลังใจก็ร่อยหรอ นั่นคือเหตุผลที่เรามักตบะแตกกินของหวานตอนเย็น หรือแผนวิ่ง 30 วันล้มเหลวตั้งแต่สัปดาห์แรก”

Angela Duckworth นักเขียนเจ้าของหนังสือ Grit บอกว่า ความมุ่งมั่นเป็นเพียงส่วนของความสำเร็จ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “สภาพแวดล้อม” ที่เราเอาตัวเองไปอยู่

“อย่าเอาพลังใจไปสู้กับสิ่งแวดล้อม ให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมมาสู้แทน”

Angela อธิบายว่ามนุษย์มีลูปพฤติกรรมอยู่ 3 อย่างคือ Situation สิ่งที่เราเผชิญอยู่ Thought สมองประมวลผลอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว และ Response ผลลัพธ์ที่ตามมา

วิธีแก้ที่ได้ผลที่สุด ไม่ใช่การเค้นพลังใจต้านความคิด แต่เป็นการเปลี่ยนสถานการณ์ตั้งแต่ต้นน้ำ

แต่ก็ใช่ว่าเราจะควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ เขาจึงเสนอ 4 ปัจจัยที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้

  • พื้นที่ส่วนตัว (Personal Space) เช่น โต๊ะทำงาน, ตู้เย็น, จัดวางของให้เอื้อต่อเป้าหมาย
  • เพื่อนร่วมงาน/คนรอบข้าง (Peers) เลือกอยู่ใกล้คนที่เป้าหมายคล้ายกัน
  • เมนเทอร์ (Mentors) ทุกวันนี้หาได้ง่ายจากคอร์สออนไลน์ หนังสือ หรือยูทูบเบอร์ที่เราชื่นชอบ
  • วัฒนธรรม/ชุมชน (Community) เลือกร่วมกลุ่มหรือสังคมที่ผลักดันไปในทางที่ดี

“มิโซกิไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ ไม่ต้องไปวิ่งมาราธอนกลางทะเลทราย แต่อาจเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการเลิกเสพติดโซเชียล อ่านหนังสือให้จบเล่ม หรือซ่อมความสัมพันธ์”

สิ่งสำคัญคือ มิโซกิที่แท้จริงต้องมีความหมายต่อตัวเราเองจริงๆ

ภาพบรรยากาศงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow บนเวทีเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ในยุค AI 8

ส่องนวัตกรรม AI สุดเจ๋ง โซน Showcase Exhibition

และที่พลาดไม่ได้เลยคือโซน Showcase Exhibition ที่โชว์โปรเจคเจ๋งๆ และโซลูชันสุดล้ำมากมายจากทั้งในเครือ KBTG, KBank และพาร์ทเนอร์องค์กรชั้นนำต่างๆ อาทิG-Able ร่วมกับ HPE นำเสนอ Secure Data และ AI Infrastructure เพื่อเตรียมความพร้อมองค์กรสำหรับการประยุกต์ใช้ AI ขณะที่ MFEC ร่วมกับ Google, Cisco และ Splunk จัด Showcase นำเสนอแนวทางพัฒนา Agentic Workplace, Enterprise AI Use Cases, Technology Foundation, Data และ Security เพื่อขับเคลื่อน AI ที่ปลอดภัย พร้อมใช้งานจริง รวมไปถึง 2 กิจกรรมใหม่อย่าง Immersive Experience ค้นหาตัวตนของคุณในวันพรุ่งนี้ผ่าน Artifact ที่ใช่ และกิจกรรม Stamp Rally สะสมตราปั๊มให้ครบทั้ง 9 จุด นำไปแลกของรางวัลได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...