โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอเจด เผยควรเริ่มทำ 5 อย่างนี้ ถ้าไม่อยากเป็นมะเร็งลำไส้

News In Thailand

เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • oum
วันที่ 8 พ.ย. 69 ทาง นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ หรือหมอเจด รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ในเพจ หมอเจดว่า ไม่อยากเป็นมะเร็งลำไส้! ควรเริ่มทำ 5…

วันที่ 8 พ.ย. 69 ทาง นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ หรือหมอเจด รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ในเพจ หมอเจดว่า ไม่อยากเป็นมะเร็งลำไส้! ควรเริ่มทำ 5 อย่างนี้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ มะเร็งลำไส้เป็นโรคที่ผมอยากให้ทุกคน เริ่มป้องกันตั้งแต่ยังรู้สึกแข็งแรงดีครับ เพราะหลายคนเข้าใจว่า ถ้ายังถ่ายปกติ ไม่ปวดท้อง ไม่ถ่ายเป็นเลือด ก็แปลว่าลำไส้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ความจริงคือมะเร็งลำไส้ระยะแรก อาจไม่มีอาการให้เราสังเกตเลยครับ ที่สำคัญ มะเร็งลำไส้หลายกรณี เริ่มจากติ่งเนื้อเล็ก ๆ ในลำไส้ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็ง ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายปี เพราะฉะนั้นผมอยากให้เริ่มดูแล ตั้งแต่วันนี้ด้วย 5 เรื่องนี้ครับ

1. เพิ่มไฟเบอร์ให้ลำไส้ ไม่ใช่กินแต่เนื้อกับข้าว คนไทยเรากินข้าวเก่งครับ แต่พอถามว่ากินผักวันละเท่าไหร่ บางคนบอกว่ากินแล้วนะหมอ ก็ผักชีที่โรยมากับก๋วยเตี๋ยวนั่นแหละ ผักชีสองสามใบยังไม่พอครับ! ผมอยากให้เพิ่มใยอาหาร จากผัก ผลไม้ทั้งผล ถั่ว ไซเลียมฮัสก์ และธัญพืชไม่ขัดสีอย่างข้าวกล้อง เพราะอาหารที่มีใยอาหารสูง สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ที่ลดลง โดยเฉพาะธัญพืชเต็มเมล็ด โดยทั่วไปควรได้รับใยอาหาร ประมาณ 25–30 กรัมต่อวัน แต่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มรวดเดียว ค่อย ๆ เพิ่มเพื่อไม่ให้ท้องอืดครับ

2. ลดไส้กรอก เบคอน แฮม และเนื้อแปรรูป ข้อนี้ผมอยากให้จริงจังหน่อยครับ เพราะบางบ้านกินไส้กรอกแทบทุกเช้า กลางวันกินกุนเชียง เย็นกินแฮมหรือเบคอนอีก พวกนี้เป็นเนื้อสัตว์แปรรูป ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้อง กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะการกินเป็นประจำ และกินในปริมาณมากครับ ไม่ได้หมายความว่ากินไส้กรอกหนึ่งชิ้น แล้วจะกลายเป็นมะเร็งทันทีนะครับ แต่ผมอยากให้เปลี่ยนอาหารที่กินบ่อย มาเป็นปลา ไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ หรืออาหารโปรตีนที่แปรรูปน้อยกว่า ส่วนเนื้อแดงอย่างหมูและเนื้อวัว ก็ควรจำกัดปริมาณ ไม่กินมากเกินไป

3. ขยับตัวทุกวัน อย่านั่งจนลำไส้แทบไม่ได้พักจากเก้าอี้ หลายคนทำงานนั่งโต๊ะทั้งวัน กลับบ้านก็นั่งดูโทรทัศน์ต่อ พอถามว่าออกกำลังกายไหม บอกว่าเดินจากรถเข้าบ้านทุกวันครับ อันนั้นยังน้อยไปนิดหนึ่งครับ! การออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ที่ลดลง และยังช่วยควบคุมน้ำหนัก กับภาวะดื้ออินซูลินได้ด้วย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากวิ่ง 10 กิโลเมตร ลองเดินเร็ววันละ 30 นาที ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ก่อนก็ได้ ถ้ามีเวลาเพิ่ม ลองฝึกกล้ามเนื้อ สัปดาห์ละ 2 วันร่วมด้วยครับ เพราะการขยับตัวไม่ได้ดีแค่ลำไส้ แต่ยังช่วยดูแลน้ำตาล ความดัน และสุขภาพหัวใจไปพร้อมกัน

4. ลดพุง เลิกบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์ สามอย่างนี้ผมอยากให้ดูไปด้วยกันครับ บางคนกินผักทุกวัน แต่ยังสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าบ่อย และมีไขมันสะสมรอบเอวค่อนข้างมาก การมีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง มะเร็งลำไส้ที่เพิ่มขึ้นครับ โดยเฉพาะเรื่องแอลกอฮอล์ ไม่ใช่ว่าดื่มไวน์แทนเหล้าแล้ว จะกลายเป็นเครื่องดื่มป้องกันมะเร็ง ถ้าไม่ดื่มอยู่แล้วก็ไม่ต้องเริ่มครับ ส่วนคนที่ดื่มเป็นประจำ ยิ่งลดได้มากก็ยิ่งดี และถ้ารอบเอวเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมอยากให้เริ่มจัดการตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้น้ำหนักเพิ่มอีกสิบกิโลครับ

5. ตรวจคัดกรองก่อนมีอาการ เพราะเรื่องนี้สำคัญที่สุด! การตรวจมะเร็งลำไส้ ไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่ปวดท้อง หรือถ่ายเป็นเลือดแล้วเท่านั้น แต่มีไว้ตรวจหาความผิดปกติ ตั้งแต่ยังไม่มีอาการด้วย แนวทางสากลหลายแห่งแนะนำ ให้คนทั่วไปที่มีความเสี่ยงปกติ เริ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 45 ปี ส่วนโครงการคัดกรองในไทย มักเริ่มที่อายุ 50 ปี ตามเกณฑ์ของบริการและสิทธิรักษา วิธีตรวจมีทั้งการตรวจเลือดแฝง ในอุจจาระที่เรียกว่า FIT และการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ข้อดีของการส่องกล้องคือ ถ้าพบติ่งเนื้อที่มีความเสี่ยง แพทย์อาจตัดออกได้ตั้งแต่ยังไม่เป็นมะเร็ง แต่ถ้าพ่อแม่หรือพี่น้องแท้ ๆ เคยเป็นมะเร็งลำไส้ หรือมีประวัติติ่งเนื้อบางชนิด อาจต้องเริ่มตรวจเร็วกว่าคนทั่วไปครับ อย่ารอให้ถ่ายเป็นเลือดก่อนค่อยตรวจ เพราะตอนนั้นอาจไม่ใช่ระยะเริ่มต้นแล้ว

แล้วอาการแบบไหนไม่ควรปล่อยผ่าน? ถึงจะดูแลตัวเองดีแล้ว ผมก็อยากให้สังเกตอาการเหล่านี้ครับ

• ถ่ายเป็นเลือด หรือมีเลือดปนในอุจจาระ

• ท้องผูกหรือท้องเสียเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างต่อเนื่อง

• ปวดท้องเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

• น้ำหนักลดทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจลด

• เหนื่อยง่าย ซีด หรือพบภาวะโลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทุกคน แต่ควรตรวจหาสาเหตุ ไม่ใช่ซื้อยาระบาย หรือยาริดสีดวงมากินเองไปเรื่อย ๆ ครับ

มะเร็งลำไส้ไม่ใช่โรคที่เราป้องกันได้ทั้งหมด แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้มากขึ้น ด้วยการปรับอาหาร ออกกำลังกาย ดูแลน้ำหนัก เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม การกินผักเยอะไม่ได้ทดแทนการตรวจลำไส้ และการออกกำลังกายทุกวัน ก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะไม่เป็นมะเร็ง เพราะฉะนั้น อย่ารอให้มีอาการก่อน แล้วค่อยเริ่มหันมาดูแลลำไส้ครับ บางครั้งสิ่งที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้จริง ไม่ใช่การหาอาหารวิเศษมากิน แต่เป็นการดูแลตัวเองสม่ำเสมอ และตรวจเจอความผิดปกติให้เร็วที่สุด ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...