EU ปรับหมากใหม่! เล็งเก็บภาษีบริษัทยักษ์ใหญ่แบบเหมารวม เลี่ยงปะทะสหรัฐฯ โดยตรง
การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายเศรษฐกิจระดับทวีปกำลังเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อมหาอำนาจอย่างสหภาพยุโรปกำลังมองหาวิธีรับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ท่ามกลางบริบททางการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่เข้มข้นขึ้น นี่คือเจาะลึกความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกรุงบรัสเซลส์ที่อาจสั่นสะเทือนวงการธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลก
EU ปรับหมากใหม่! เล็งเก็บภาษีบริษัทยักษ์ใหญ่แบบเหมารวม เลี่ยงปะทะสหรัฐฯ โดยตรง
กรุงบรัสเซลส์กำลังพิจารณาแนวทางจัดเก็บภาษีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ผ่านการเรียกเก็บภาษีเป็นวงกว้างจากองค์กรขนาดใหญ่ทั้งหมด ความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อหารายได้เข้าสู่สหภาพยุโรป (EU) พร้อมๆ กับหลีกเลี่ยงกระแสการต่อต้านหรือการใช้นโยบายตอบโต้จากคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของบรัสเซลส์ในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ โดยลดความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นมาตรการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอยังอยู่ระหว่างการหารือ และต้องเผชิญทั้งแรงคัดค้านจากประเทศสมาชิกและขั้นตอนอนุมัติที่เข้มงวด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า EU จะจัดเก็บภาษีจากใคร แต่รวมถึงการออกแบบกติกาทางเศรษฐกิจอย่างไรให้สามารถสร้างรายได้ โดยไม่เพิ่มความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ
แหล่งข่าวที่มีส่วนร่วมในการหารือจำนวน 6 รายได้เปิดเผยกับทาง Financial Times ว่า คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพยายามหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อดึงเม็ดเงินภาษีจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Apple, Meta และ Google โดยพยายามออกแบบโครงสร้างภาษีไม่ให้ดูเป็นการเจาะจงเป้าหมายไปที่บริษัทเหล่านี้เพียงกลุ่มเดียว สาเหตุหลักมาจากก่อนหน้านี้ รัฐบาลวอชิงตันเคยส่งสัญญาณขู่เอาไว้ชัดเจนว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ประเทศใดก็ตามที่บังคับใช้มาตรการภาษีบริการดิจิทัล
การหารือในประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงเวลาที่ประเทศสมาชิกอียูกำลังเจรจาต่อรองเรื่องงบประมาณส่วนกลางของกลุ่ม ประกอบกับหลายประเทศกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการใช้จ่ายภายในประเทศของตนเอง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความต้องการแหล่งรายได้จากการเก็บภาษีส่วนกลางรูปแบบใหม่ๆ ในขณะที่ความพยายามในระดับโลกที่จะจัดเก็บภาษีจากกำไรของบริษัทข้ามชาติกลับอยู่ในภาวะชะงักงัน
เจาะลึกแผนปรับโครงสร้างภาษี มุ่งเป้าครอบคลุมองค์กรขนาดใหญ่
ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า บรัสเซลส์กำลังพิจารณาปรับแก้ข้อเสนอเดิมที่มีอยู่ ซึ่งจะกำหนดให้ทุกบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในอียูและมีรายได้มากกว่า 100 ล้านยูโรต่อปี ต้องจ่ายเงินสมทบภาษีแบบเหมาจ่ายเป็นประจำทุกปี
แม้ว่าข้อเสนอในรูปแบบปัจจุบันซึ่งรู้จักกันในชื่อ “Corporate Resource for Europe” (Core) จะมีข้อบังคับให้บริษัทผู้ให้บริการดิจิทัลที่มีบริษัทสาขาในอียูต้องจ่ายเงินก้อนนี้ แต่ในความเป็นจริง มาตรการนี้กลับดึงเม็ดเงินมาได้เพียงสัดส่วนเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับรายได้มหาศาลที่บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ทำได้
บรรดาเจ้าหน้าที่ให้ความเห็นว่า การปรับเกณฑ์ขั้นต่ำและอัตราเงินสมทบภายใต้ข้อเสนอ Core เพื่อให้ครอบคลุมเฉพาะ “องค์กรที่มีขนาดใหญ่มาก” จะช่วยแก้ปัญหาได้ถึงสองทาง ทางแรก คือ ช่วยเพิ่มยอดเงินภาษีที่เก็บได้จากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี และทางที่สอง คือ ช่วยลดกระแสวิจารณ์ในยุโรปที่กังวลว่ามาตรการ Core จะส่งผลกระทบไปถึงบริษัทระดับกลางจำนวนมากในอียู
ภาษีรูปแบบใหม่นี้จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมบริษัททุกประเภท ไม่จำกัดอยู่แค่ธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านบริการดิจิทัลเท่านั้น ทว่าในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกและข้อบังคับต่างๆ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการหารืออย่างเข้มข้น
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียูรายหนึ่งให้มุมมองที่น่าสนใจว่า “หลายประเทศสมาชิกต่อต้านการเก็บภาษีดิจิทัลแบบตรงไปตรงมา เพราะพวกเขาไม่อยากสร้างความขุ่นเคืองให้กับฝั่งอเมริกา และยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ Core ดังนั้นทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุดของเรื่องนี้คือ การขยายขอบเขตภาษีให้ครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่แทบทั้งหมดไปเลย”
เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของงบประมาณอียู
ภาษี Core เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมาตรการภาษีใหม่ 5 รายการ หรือที่เรียกกันว่า “ทรัพยากรของตนเอง” (own resources) ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้วจะสามารถระดมทุนเข้าสู่งบประมาณส่วนกลางของอียูได้ราว 60,000 ล้านยูโรต่อปี โดยมีกำหนดเริ่มตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป
ถึงกระนั้น ข้อเสนอนี้ก็ยังคงต้องเผชิญกับแรงต้านอย่างหนักจากเสียงข้างมากของประเทศสมาชิกอียู โดยต่างให้เหตุผลว่ามันจะทำให้บริษัทระดับกลางในยุโรปหลายแห่งเสียเปรียบเมื่อต้องแข่งขันกับคู่แข่งจากต่างชาติ
เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์ว่า หากมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์เพื่อกันธุรกิจขนาดกลางออกไป ก็น่าจะทำให้มีประเทศสมาชิกหันมาสนับสนุนมาตรการภาษีนี้เพิ่มมากขึ้น แต่พวกเขาก็ออกโรงเตือนว่า การขยับตัวในครั้งนี้จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากทั้ง 27 ประเทศสมาชิกอียูเสียก่อน ขณะที่ทางคณะกรรมาธิการยุโรปได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้
ข้อตกลงระดับโลกชะงักงัน เมื่อแรงกระเพื่อมทางการเมืองก่อตัว
หากถอยออกมามองในภาพกว้าง ความพยายามระดับโลกในการเรียกเก็บภาษีจากบริษัทผู้ให้บริการดิจิทัลรายใหญ่ได้หยุดชะงักมาหลายปีแล้ว ข้อตกลงเมื่อปี 2021 ซึ่งมี OECD เป็นแกนกลางในการบังคับให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นในประเทศที่พวกเขาสร้างยอดขาย ต้องมาเผชิญกับทางตันอย่างจัง หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2024 จนเจ้าหน้าที่อียูรายหนึ่งถึงมองว่า ข้อตกลงดังกล่าวแทบไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในทางปฏิบัติ
ที่ผ่านมา บรัสเซลส์ได้ตัดสินใจระงับการออกกฎหมายภาษีบริการดิจิทัลแบบครอบคลุมทั้งกลุ่มอียูเอาไว้ก่อน เพื่อเปิดทางให้มีการนำข้อตกลงระดับโลกมาบังคับใช้ ทว่าพวกเขาก็ยังคงระมัดระวังตัวอย่างมากต่อการออกแบบโครงสร้างภาษีใดๆ ที่มีลักษณะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มบริษัทดิจิทัลเพียงอย่างเดียว
เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า ภาษีที่มีลักษณะเจาะจงเป้าหมายแบบนั้นแทบจะไม่มีโอกาสได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอจากประเทศสมาชิกอียู เนื่องจากมีความกังวลลึกๆ ว่าสหรัฐฯ จะงัดมาตรการขึ้นมาตอบโต้
นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่ง อียูต้องเดินบนเส้นด้ายอย่างระมัดระวัง พวกเขาพยายามบังคับใช้กฎระเบียบด้านดิจิทัลที่สำคัญของกลุ่มต่อไป พร้อมกับพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการยกระดับความขัดแย้งกับรัฐบาลวอชิงตัน
ในปัจจุบัน ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และออสเตรีย มีการบังคับใช้ภาษีบริการดิจิทัลในระดับประเทศของตนเองอยู่แล้ว ซึ่งนั่นทำให้ประเทศเหล่านี้ตกเป็นเป้าการสืบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) จากสหรัฐอเมริกา และอาจลุกลามไปสู่การตั้งกำแพงภาษีการค้าเพื่อเป็นการตอบโต้
ทางด้านสมาคมอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร (CCIA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัท Big Tech หลายแห่งของสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
ด้านโฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกมาระบุว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ พร้อมที่จะสนับสนุนคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU Council) และรัฐสภายุโรป “ในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแพ็กเกจทรัพยากรใหม่ของอียูภายในปีนี้” พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่าแพ็กเกจดังกล่าวถือเป็น “สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการรับประกันว่าจะมีเงินทุนเพียงพอสำหรับเป้าหมายร่วมกันของเราในช่วงทศวรรษหน้า”
เมื่อกฎเกณฑ์ใหม่กำลังจะพลิกโฉมโลกธุรกิจที่คุณรู้จัก
จากความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกรุงบรัสเซลส์ สิ่งที่เราเห็นชัดเจน คือ ภาพสะท้อนของการต่อรองอำนาจทางเศรษฐกิจยุคใหม่ การที่สหภาพยุโรปพยายามหารายได้เข้าระบบโดยเลี่ยงการชนกับสหรัฐอเมริกาแบบตรงๆ ชี้ให้เห็นว่าบริษัทขนาดใหญ่ในอนาคตจะต้องเผชิญกับโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนและปรับตัวไปตามบริบททางภูมิรัฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากอียูสามารถผลักดันมาตรการที่ครอบคลุมเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ได้สำเร็จ นี่อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ภูมิภาคอื่นๆ หันมาใช้โมเดลคล้ายกันเพื่อจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ โดยไม่ต้องรอข้อตกลงระดับโลกที่ดูเหมือนจะมาถึงทางตันไปแล้ว
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป คือ รายละเอียดของเกณฑ์จัดเก็บเงินสมทบ ผลกระทบต่อบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในยุโรป และท่าทีของประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ หากข้อเสนอนี้ได้รับการผลักดันต่อ ก็อาจกลายเป็นอีกกรณีศึกษาสำคัญของการออกแบบนโยบายภาษีภายใต้แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับรูปแบบมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบจริง ตลอดจนปฏิกิริยาของภาคธุรกิจและคู่ค้าระหว่างประเทศ
สำหรับโลกธุรกิจ ประเด็นนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าการเพิ่มต้นทุนภาษี เพราะยังเกี่ยวข้องกับความแน่นอนของกฎเกณฑ์ การวางแผนลงทุนข้ามพรมแดน และทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่บริษัทข้ามชาติจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด