โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“กองทุนดัชนี”...ทางเลือกที่ง่ายกว่า&ตอบโจทย์การลงทุน ‘หุ้นสหรัฐ’ !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 20.29 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 15.53 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

หลายคนที่มีการลงทุนใน “กองทุนรวมหุ้น” อาจจะมีข้อสงสัยหรือข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า“กองทุนรวมดัชนี (Index Fund)” ที่เหล่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยเข้าไปลงทุนนั้น จะมีความแตกต่างจากกองทุนประเภทอื่นๆ อย่างไร
ถ้าจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ “กองทุนรวมดัชนี” จะเป็นการลงทุนในหุ้นทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นดัชนีในตลาดหุ้นนั้นๆ ตามนโยบายของกองและจะรักษาหรือพยายามให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงที่กองทุนรวมได้ลงทุน
แต่อีกหนึ่งความพิเศษก็คือจะช่วยในการลดค่าใช้จ่ายได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ ‘ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ’ ที่จะถูกกว่ากองทุนหุ้นที่บริหารเชิงรุกที่เป็น ‘Active Fund’ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์, ค่าธรรมเนียม, ค่าใช้จ่ายรวมและค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เกิดจากการที่กองทุนทำการซื้อขายหุ้นของกองทุน
ซึ่งเมื่อเรามีค่าใช้จ่ายที่ลดน้อยลง ก็จะช่วยให้ “ผลตอบแทนสุทธิ (Net Return)” เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “กองทุนรวมดัชนีตลาดสหรัฐฯ” ที่บลจ.ไทยเข้าไปลงทุนมาแชร์กันในครั้งนี้

ลุย “หุ้นสหรัฐคุณภาพดี” ในดัชนี ‘S&P500’ …ทางเลือกที่ง่ายกว่า

สำหรับ“กองทุนดัชนี” ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมากคงต้องยกให้กลุ่ม“กองทุนอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund: ETF)” ที่รวมเอาจุดเด่นของกองทุนรวมดัชนีกับหุ้นมาไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถซื้อขายได้ที่ราคา Real Time เหมือนหุ้นตัวหนึ่งไม่ต้องรอราคาสิ้นวันแต่ประการใด และเป็นช่องทางการลงทุนที่สะดวกและง่ายในการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างๆ ตลอดจนสินทรัพย์การลงทุนต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกด้วยเช่นกัน
“ดัชนีที่เราจะพูดถึงในครั้งนี้ก็เป็นตลาดหลักในสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี ‘S&P 500’ ที่จะมีหุ้นของบริษัทใหญ่ในอเมริกา 500บริษัทแรกอยู่นั่นเองหรือถ้าจะให้ยกตัวอย่างรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่เราจะคุ้นหูคุ้นตาเป็นอย่างดี ก็จะมีตั้งแต่ APPLE INC, MICROSOFT CORP, AMAZON COM INC, FACEBOOK ไปจนถึง ALPHABET INC เป็นต้น เรียกว่าเป็นบริษัทชั้นนำของสหรัฐก็คงไม่ผิดนัก”
ซึ่งกองทุนที่บลจ.ไทยเข้าไปลงทุนจะมีหลักๆ อยู่ 2 กองทุน ก็คือ
-‘iShares Core S&P 500 ETF’ ที่บริหารและจัดการโดย ‘BlackRock Fund Advisors’ และ
-‘SPDR Trust (SPDR S&P500 ETF)’ ที่บริหารและจัดการโดย ‘State Street Global Advisors’
“สำหรับกลยุทธ์ในการบริหารนั้น ผู้จัดการกองทุนจะมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management)หรือจะพูดเข้าใจง่ายก็จะลงทุนในหุ้นในดัชนี S&P500เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี S&P500 ให้มากที่สุด ถ้าตลาดปรับตัวขึ้นผลตอบแทนก็จะปรับขึ้นตาม แต่หากตลาดปรับตัวลงก็จะลงตามนั้นเอง ไม่มีการใส่มุมมองของผู้จัดการกองทุนเข้าไปในการบริหารจัดการแต่ประการใด”

iShares Core S&P 500 ETF” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 17.08%

ในส่วนของกองทุนรวมจากบลจ.ไทยที่ได้มีการลงทุนในกองทุนรวมดัชนีจากทั้ง 2 กองทุนก็มีหลากหลายบลจ.ด้วยกันหรือราว 6 บลจ. ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “กองทุนรวมที่ลงทุนใน ETF” ซึ่งใน 1 บลจ.ก็อาจจะแบ่งออกเป็นคลาสกองทุนออกเป็นประเภทต่างๆ ตามกลุ่มเป้าหมายของผู้ลงทุนหรือตามวัตถุประสงค์ของผู้ลงทุน

“โดยเริ่มต้นกอง ‘iShares Core S&P 500 ETF’ จะมีการลงทุน 5 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด ประกอบไปด้วย APPLE INC, MICROSOFT CORP, AMAZON COM INC, ALPHABET INC CLASS A และFACEBOOK CLASS A INCซึ่งในด้านผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ (ณ วันที่ 28 กันยายน 2564) อยู่ที่ 17.08%
สำหรับบลจ.ไทยที่เข้าลงทุนในที่อยู่ 3 กองทุน (ไม่นับชนิดกองทุนประเภทต่างๆ) จาก 3 บลจ. ประกอบไปด้วย
-“กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส พาสซีฟ” หรือ “K-US500X” จาก ‘บลจ.กสิกรไทย’ ซึ่งเพื่อปิดความเสี่ยงกองทุนจะมีการลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน ส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 0.59% ต่อปีของ NAV
-“กองทุนเปิด เอไอเอ ยูเอส500 อิควิตี้ ฟันด์” หรือ AIA-US500” จาก ‘บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย)’ ที่ตัวนโยบายจะมีความคล้ายคลึงกับกองทุนก่อนหน้าที่นอกจากจะลงทุนในกองทุนหลัก ก็จะมีการลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.03%ต่อปี ของ NAV
-สุดท้ายเป็น“กองทุนเปิดทหารไทย US500 Equity Index” หรือ TMBUS500” จาก ‘บลจ.ทหารไทย’ จะเป็นกองที่ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำน้อยที่สุดใน 3 กองทุนโดยอยู่ที่ 1 บาททั้งในครั้งแรกและครั้งถัดไป ในส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.21%ต่อปีของ NAV

SPDR S&P500 ETF” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 17.35%

สำหรับกองทุน SPDR Trust (SPDR S&P500 ETF)” มีการลงทุนใน 5 หุ้นมูลค่าลงทุนสูงสุดจะใกล้เคียงกับกอง iShares Core S&P 500 ETF หรือประกอบไปด้วย APPLE INC, MICROSOFT CORP, AMAZON COM INC, FACEBOOK CLASS A และ ALPHABET INC CLASS Aต่างกันเพียงแค่การให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นรายตัวเท่านั้น ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 17.35%
โดยกองทุนของทั้ง 3 บลจ. ที่ได้มีการลงทุนประกอบไปด้วย
-“กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (ชนิดจ่ายเงินปันผล)” หรือ SCBS&P500” จาก ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ซึ่งความแตกต่างและความน่าสนใจของกองทุนดังกล่าวเป็นนโยบายที่มีการจ่ายปันผลที่จ่ายปันผลมาทั้งสิ้น 16 ครั้งจำนวน 4.93 บาท
“ขณะเดียวกันยังเป็นกองทุนที่ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำในครั้งแรกและครั้งถัดไปค่อนข้างน้อยหรืออยู่ที่เพียง 1 บาท ทำให้นักลงทุนสามารถมีโอกาสเครื่องมือการลงทุนในต่างประเทศได้ง่ายขึ้นและคว้าโอกาสได้โดยใช้จำนวนเงินที่ไม่สูงมาก ในส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.12%ต่อปีของ NAV”
-“กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอสแอนด์พี 500” หรือ ASP-S&P500” จาก ‘บลจ.แอสเซทพลัส’ ซึ่งกลยุทธ์ในการบริหารจัดกองทุนจะเป็นไปตามกองทุนหลักหรือมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก (Passive Management)ส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.47%ต่อปีของ NAV
-มาที่กองสุดท้ายเป็น “กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์” หรือ TISCOUS”จาก ‘บลจ.ทิสโก้’ซึ่งตัวนโยบายการลงทุนและกลยุทธ์ในการลงทุนนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับ 2 กองทุน แต่เงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำก็ถือเป็นอีกหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นและอิสระให้แก่ผู้ลงทุนโดยครั้งแรกจะอยู่ที่ 1,000 บาท และครั้งถัดไปจะไม่มีการกำหนด ส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.31%ต่อปีของ NAV
“กองทุนรวมดัชนี ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนในหุ้นต่างประเทศสำหรับนักลงทุนที่ต้องจะสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ต นอกจากการลงทุนหุ้นภายในประเทศ ซึ่งข้อดีของการลงทุนใน ‘กองทุนดัชนี’ นั้นนอกจากเข้าใจง่าย ได้กระจายการลงทุนไปทั้งดัชนีแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่ากองทุนประเภทอื่น ทำให้การจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนก็มีโอกาสที่มากกว่าด้วยเช่นกัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...