โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ ‘ไซส์เสื้อผ้า’ มาตรฐานซึ่งไม่เคยโอบรับคนทั้งโลกไว้ได้

becommon.co

เผยแพร่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 00.59 น. • common: Knowledge, Attitude, make it Simple

เราหลายคนอาจลืมตาดูโลกมาพร้อมกับไซส์เสื้อผ้า S M L XL แล้วเผชิญกับความคับไป หลวมไป อีกทั้งไซส์ของแต่ละที่ก็ไม่เท่ากัน ซึ่งชวนให้ตั้งคำถามว่าสัดส่วนของมนุษย์เรานั้นถูกจำกัดอยู่ในตัวเลขหรือตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นได้จริงหรือ?  

ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์ ‘ไซส์เสื้อผ้า’ ที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ไซส์ที่เรายึดไว้เป็นมาตรฐานในทุกวันนี้คงเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ บนปฏิทินเท่านั้น เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

สมัยนั้นผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าที่ออกแบบและตัดเย็บของใครของมัน ส่วนช่างตัดเสื้อที่มีความเชี่ยวชาญนั้นยังถูกสงวนไว้ให้กับคนมีฐานะและชนชั้นสูง เสื้อผ้าที่วางขายกันเกลื่อนตลาดอย่างทุกวันนี้ยังไม่มีให้เห็น มีแต่ชุดที่ออกแบบให้พอดีกับคนใส่ เป็นแบบที่มีตัวเดียวในโลก ในตอนนั้นยังไม่มีขนาดเสื้อผ้าที่เป็น ‘มาตรฐาน’ นอกเสียจากแบบคร่าวๆ ที่ส่งต่อให้กันในหมู่คนทำเสื้อเท่านั้น

ส่วนหนึ่งจากหนังภาพของ ควน ดี อัลเซกา

แบบแผนการตัดเย็บอย่างละเอียดชิ้นแรกเผยให้เห็นสู่วายตาสาธารณะ ในปี 1589 เป็นหนังสือภาพที่เขียนถึงวิธีการตัดเย็บและลายผ้า โดย ควน ดี อัลเซกา (Juan de Alcega) ชาวสเปนที่เป็นทั้งช่างตัดเสื้อและนักคณิตศาสตร์

ระบบไซส์เสื้อผ้าเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการมากนักในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นทั้งสงครามนโปเลียน, สงครามไครเมีย และสงครามกลางเมืองอเมริกา ทุกกองทัพจำเป็นต้องตัดชุดออกรบที่มีทรงและสีเหมือนๆ กันให้กับกองกำลังทหารจำนวนมาก เพื่อความสะดวกสบายที่สุด จึงจำเป็นต้องกำหนดไซส์เสื้อผ้าขึ้นมา โดยวัดจากรอบอกเพียงอย่างเดียว

เครื่องแบบทหารในกองทัพ

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าของผู้ชายก็ค่อยๆ เฟื่องฟูขึ้นและมีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้ชายวางขายให้เห็นได้ทั่วไป และมีมาตรวัดที่ครอบคลุมขนาดหน้าอกตั้งแต่ 21-36 นิ้ว ซึ่งรวมขนาดเสื้อผ้าของเด็กๆ เข้าไปในนั้นด้วย โดย วิลเลียม ดี เอฟ วินเซนท์ (William D. F. Vincent) จัดทำขึ้นในปี 1890

แบบร่างของ วิลเลียม ดี เอฟ วินเซนท์

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้น ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้โรงงานผลิตเสื้อผ้าของผู้ชายออกสู่ท้องตลาดเรื่อยๆ ในที่สุดก็เกิดมาตรฐานไซส์เสื้อผ้าอันเป็นที่ยอมรับแบบสากลในสหราชอาณาจักร โดยวัดจากขนาดรอบอกและเอว ที่ใช้ชื่อว่า ‘Leeds sizing systems’

แม้ว่าวงการแฟชันของผู้ชายจะกระโดดเข้าสู่การผลิตแบบอุตสาหกรรม แต่สำหรับเสื้อผ้าผู้หญิงนั้นยังตามหลังอยู่นาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกายของผู้หญิงมีส่วนเว้าโค้ง การวัดไซส์จึงมีรายละเอียดมากกว่าเพราะต้องวัดทั้ง หน้าอก เอว สะโพก และส่วนสูง เข้าไปด้วยกว่าจะได้ชุดสักหนึ่งชุด

ส่วนหนึ่งจากหนังสือภาพของชาร์ลส์ เฮคลิงเออร์

ความอัดอั้นตันใจนี้ทำให้ ชาร์ลส์ เฮคลิงเออร์ (Charles Hecklingerช่างตัดเสื้อชาวอเมริกัน พยายามสร้างบล็อกการตัดชุดของผู้หญิงให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมร่างกายที่แตกต่างของผู้หญิงหลายขนาด ความท้าทายครั้งนี้คือขนาดหน้าอกและสะโพกของผู้หญิง ที่มีความหลากหลายเกินกว่าจะกำหนดได้ด้วยตัวเลข (ภายหลังจึงมีระบบการวัดขนาดหน้าอกมาโดยเฉพาะ)

เมื่อร่างกายของผู้หญิงมีมิติและยากจะวัดได้ด้วยตัวเลขเพียงไม่กี่ตัว ในปี 1939 กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) จึงทำวิจัยครั้งยิ่งใหญ่ชื่อว่า Women’s Measurements for Garment and Pattern Construction เป็นเวลาหนึ่งปี โดยรัฐบาลได้ทำงานร่วมกับนักคหกรรมศาสตร์เพื่อศึกษาน้ำหนักและขนาดร่างกายอย่างละเอียดทั้งหมด 58 แบบ ของผู้หญิง 14,698 คน จาก 7 รัฐในอเมริกา เพื่อหาวิธีว่าเราจะวัดไซส์เสื้อผ้าของผู้หญิงได้อย่างไร จนท้ายที่สุดพวกเขาสรุปได้ว่าต้องวัด 5 จุด คือ น้ำหนัก ส่วนสูง รอบอก รอบเอว และสะโพก

ภาพจากการวิจัย Women’s Measurements for Garment and Pattern Construction

อย่างไรก็ตามวิจัยครั้งนี้ยังมีช่องโหว่มหาศาล เพราะผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นหญิงผิวขาวเท่านั้น ทำให้เราไม่อาจเชื่อมั่นได้เลยว่านี่จะเป็นมาตรวัดที่สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อผู้หญิงอีกหลายคนไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในนั้นด้วย ท้ายที่สุดแล้วมาตรวัดนี้ก็ยังไม่ใช่เวอร์ชันที่ดีที่สุด และผลการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนอร์ธแคโรไลนา เผยให้เห็นว่ามีผู้หญิงเพียง 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีรูปร่างพอดีกับไซส์ดังกล่าว เนื่องจากผู้คนมีขนาดตัวขยายใหญ่ขึ้นในทุกๆ ปี

เมื่อร่างกายของผู้คนใหญ่กว่าไซส์เสื้อผ้าขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตเสื้อผ้ากลับแปะขนาดไซส์ที่เล็กลง เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Vanity sizing’ หรือการแปะไซส์ให้เล็กกว่าขนาดจริง เช่น กางเกงยีนส์ที่ไซส์ L ถูกแปะป้ายว่าเป็นไซส์ M เพราะจะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเวลาเลือกซื้อเสื้อผ้า ในยุคนี้ไซส์กลายเป็นเรื่องของการตลาด เพราะขนาดที่แม่นยำนั้นไม่มีอยู่จริง

ในปี 1969 เพื่อความเป็นระบบ ระเบียบมากขึ้น มาตรฐานไซส์เสื้อผ้าก็ถูกพัฒนาขึ้นทั่วทุกมุมโลก โดยยังมีจุดร่วมเดียวกันตามข้อกำหนดของ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) ที่ได้สร้างระบบไซส์ระหว่างประเทศขึ้นในตอนนั้น

อย่างไรก็ตามแม้จะมีขนาดที่แน่นอน แต่ไซส์เสื้อผ้าก็มีประโยชน์สำหรับช่างตัดเสื้อ หรือผู้ผลิตเท่านั้น สำหรับคนใส่แล้วไม่ว่าอย่างไร ก็ยังไม่มีขนาดที่พอเหมาะพอดีกับมนุษย์ทุกคนเสียที ทำให้เห็นว่ายังมีการวิจัย สำรวจ และพัฒนาระบบไซส์อยู่เรื่อยๆ มาจนปัจจุบัน

จนกระทั่งในปี 1996 ไซส์เสื้อแบบอัลฟ่า (Alpha Sizing) ก็ถือกำเนิดขึ้นในยุโรป โดยมีการกำหนดตัวอักษร s m l xl สำหรับไซส์ทั้งหมด เดิมทีระบบนี้ถูกคิดค้นมาสำหรับการผลิตเสื้อยืดและชุดกีฬาที่มีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถควบรวมไซส์ 2-3 ขนาดไว้ในตัวอักษรเดียวได้

แต่ทว่าระบบนี้กลับเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และถูกนำมาใช้กับการผลิตเสื้อผ้าทั่วไปในอุตสาหกรรม เพราะผลิตง่าย ผลิตเร็ว ไม่ต้องกำหนดไซส์ให้หลากหลายมากนัก อีกทั้งยังทำให้คนตัดสินใจซื้อของได้ง่ายขึ้น เพราะมีอยู่แค่ไม่กี่ตัวเลือก

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมากับไซส์เสื้อผ้าแบบอัลฟ่าหรือในโลกที่ไซส์แบบนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แล้วมีรูปร่างที่ไม่ได้ตรงตามไซส์ดังกล่าว (ที่ก็ไม่ได้มีมาตรฐานมาตั้งแต่แรก) ข้อเสียคืออาจจะลำบากกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าที่แทบจะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความหลากหลายของร่างกายมนุษย์ เมื่อเป้าหมายของมันคือการอำนวยความสะดวกให้กับการค้าเป็นหลัก

แต่ข่าวดีคือนี่จะเป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเปลี่ยนไปเท่านั้น เพราะการปรับขนาดไซส์เสื้อผ้านั้นไม่เคยหยุดนิ่ง และเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะใช้มาตรฐานเดียวกันเพื่อวัดขนาดผู้คนทั้งโลก  มาตรฐานของไซส์เสื้อผ้าอาจไม่เคยมีอยู่จริงมาตั้งแต่แรก และยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่แน่ว่าเมื่อเรามีทางเลือกมากขึ้น การออกแบบเสื้อผ้ารายบุคคลเหมือนสมัยก่อนอาจกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งก็ได้

อ้างอิง  

  • Sizolution Team .A brief history of sizing systems. https://bit.ly/2YmUSy3 
  • Katrina. The Origins of Clothing Sizeshttps://bit.ly/3iud9jZ 
  • Tracy E. Robey. Anyone with a body knows that clothing sizes are flawed. Could there be a fix?. https://bit.ly/3D8C4l3 
  • Roger Dooley. The Psychology Of Vanity Sizinghttps://bit.ly/3D3YmnU 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...