โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน : จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ต.ค. 2568 เวลา 02.31 น. • เผยแพร่ 22 ต.ค. 2568 เวลา 02.31 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน

: จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (3)

จากข้อมูลหลักฐานที่รวบรวมได้ ณ ปัจจุบันพบว่า ประเทศไทยมีการสร้างศาลาไทยหรืออาคารในรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน มอบให้กับต่างประเทศจำนวนทั้งสิ้น 20 หลัง แต่เกือบทั้งหมด คิดเป็นจำนวน 18 หลัง ถูกสร้างและส่งมอบในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ ระหว่าง พ.ศ.2533-2556 เท่านั้น

จนเรียกได้ว่าในช่วง 23 ปีนี้คือยุครุ่งเรืองของการสร้างศาลาไทยในฐานะของขวัญระหว่างรัฐ (ดูรายละเอียดศาลาที่สร้างทั้งหมดพร้อมเมืองที่ตั้งและปีที่สร้างได้จากตาราง)

ทำไมในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐไทยจึงนิยมสร้างศาลาไทยเป็นของขวัญแก่นานาชาติ

คำตอบคงประกอบขึ้นจากหลายเงื่อนไข

แต่แน่นอน เหตุผลประการแรกย่อมมาจากอิทธิพลจากศาลาไทยที่สร้างขึ้น ณ East-West Center เมื่อ พ.ศ.2510 ในยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความหมายใหม่ให้แก่ศาลาไทยกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ

อีกทั้งขนาดก็ไม่ใหญ่โตมาก องค์ประกอบทั้งหมดสร้างด้วยไม้ซึ่งสามารถผลิตและขนส่งไปประกอบในต่างประเทศได้ ซึ่งทำให้ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมากจนเกินไป ทำให้เหมาะสมคู่ควรกับการเป็นของขวัญระหว่างรัฐ

อีกเหตุผลที่สำคัญคือ ในโลกยุคหลังสงครามเย็น ประเทศไทยได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ตนเองจาก “มิตรประเทศด่านหน้า” (Frontline State) ของโลกเสรี มาสู่ภาพลักษณ์ใหม่ที่เปิดกว้างทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ไทยก้าวสู่ยุค “เศรษฐกิจรุ่งเรือง” (Economic Boom) ประเทศไทยเปิดตัวเองและเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้นในทุกมิติ

แม้ในต้นทศวรรษ 2540 จะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ (วิกฤตต้มยำกุ้ง) แต่สภาวะสังคมโลกยุคโลกาภิวัฒน์ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ซึ่งนำมาสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐตลอดจนโครงการเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ในรูปแบบที่หลากหลายตามมา

ผมอยากเสนอว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว “ศาลาไทย” ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในกระบวนการ “การสร้างภาพลักษณ์แห่งชาติ” (Nation Branding) รูปแบบใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของ “ความเป็นไทย”

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของ “การทูตเชิงเศรษฐกิจ” (Economic Diplomacy) ระหว่างประเทศ ที่มิใช่แค่ในมิติทางวัฒนธรรม แต่รวมถึงการค้าและการท่องเที่ยวด้วย

หากพิจารณาประเทศที่มีการสร้างศาลาไทยในช่วงดังกล่าวจะพบว่าส่วนใหญ่คือประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีและเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของไทยโดยเฉพาะการท่องเที่ยว เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศในยุโรป

ภาพงาน Thai Festival in Lisbon 2025 มีศาลาไทยเป็นฉากหลังของการจัดงาน ที่มา : เพจ Royal Thai Embassy, Lisbon / สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

ในบางกรณี พื้นที่บริเวณศาลาไทยจะกลายมาเป็นพื้นที่หลักในการจัดงาน Thai Festival ประจำปีของเมืองนั้นๆ ด้วย

เช่น งาน Sala Thai Festival ณ สวนพฤกษศาสตร์ Olbrich วิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา (สร้าง พ.ศ. 2545), งาน Thai Festival in Lisbon ณ สวนสาธารณะ Vasco da Gama ซึ่งเป็นที่ตั้งศาลาไทยที่จัดสร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 500 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-โปรตุเกส (พ.ศ. 2555) และงาน Thai Festival Beijing ปีล่าสุดที่จัดขึ้นภายในสวนสาธารณะเฉาหยาง บริเวณใกล้กับศาลาหอระฆังมิตรภาพไทย-จีน (สร้างปี พ.ศ.2548)

เรียกได้ว่า ศาลาไทยได้กลายมาเป็น “ฉาก” ของการนำเสนอภาพ “ความเป็นไทย” ในสายตานานาชาติ

และถึงแม้จะไม่ได้เป็นสถานที่จัดเทศกาล แต่การที่ศาลาไทยแทบทุกแห่งล้วนถูกสร้างในสวนสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะสำคัญของเมืองทั้งสิ้น ก็ทำให้เกิดการรับรู้และปฏิสัมพันธ์ทางสายตาตลอดจนการใช้สอยกับผู้คนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและภาพจำความเป็นไทยให้เกิดขึ้นแก่ชาวต่างชาติได้

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังเกิดกระแสในแวดวงวิชาการทางศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยยุคหลังสงครามเย็นที่ตื่นตัวในการศึกษาวิจัยและค้นหาความเป็นไทยกันมากขึ้น เกิดงานเขียนมากมายที่เข้ามาอธิบายเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยผ่านงานสถาปัตยกรรม

ซึ่งศาลาไทยก็หนีไม่พ้นปรากฏการณ์นี้เช่นกัน

ภาพศาลาไทยที่ถูกประกาศให้เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติเมื่อ พ.ศ.2544

ขอยกงานเขียนชิ้นสำคัญชิ้นเพียงชิ้นเดียวที่กลายเป็นคำอธิบายกระแสหลักในการมองคุณค่าของศาลาไทยจวบจนกระทั่งปัจจุบัน คือ ปาฐกถา ชุด “สิรินธร” ครั้งที่ 9 เรื่อง สถาปัตยกรรมไทย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2536 โดย นิจ หิญชีระนันทน์

ซึ่งบางส่วนของเนื้อหาได้วิเคราะห์คุณลักษณะของศาลาไทยหลังหนึ่งภายในพระบรมมหาราชวังเอาไว้อย่างน่าสนใจ

ความว่า

“…พระที่นั่งสีตลาภิรมย์ ดังภาพนี้ กระผมขอสารภาพว่าเนื่องจากได้เห็นมาแต่เด็กจนโต จึงรู้สึกคุ้นและเห็นเป็นธรรมดา แต่เพื่อนบอกว่าศาลานี้เป็นจุดเด่นของสถาปัตยกรรมไทย ดูศาลาทั้งหลังมองไม่เห็นสิ่งอื่น เพราะมีแต่เสากับความโล่ง เห็นเด่นก็แต่หลังคาซึ่งเป็นผืนใหญ่ เจิดจ้าด้วยสีของกระเบื้องอันสดใส ซ้ำยังประดับด้วยช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ และตกแต่งด้วยลวดลายสลักเสลาจะหาดูในที่อื่นใดในโลกไม่ได้…ในเมืองไทยซึ่งมีฝนถึงครึ่งปี สถาปัตยกรรมไทยจึงเน้นที่หลังคา มากกว่าเน้นที่ผนัง ส่วนในตะวันออกกลางและยุโรปเหนือ สถาปัตยกรรมของเขาไม่เน้นหลังคา มักทำแบนราบ เพราะมีฝนน้อย แต่จำเป็นต้องเน้นที่ผนังเพื่อกันพายุทรายในฤดูร้อน และพายุหิมะในฤดูหนาว…”

เอกลักษณ์ที่ “ไม่เหมือนใคร” (uniqueness) ของศาลาไทยที่โดดเด่นเห็นแต่หลังคาระยิบระยับอ่อนช้อยสวยงาม และโล่งโปร่ง ได้ถูกอธิบายจนกลายเป็นคุณลักษณะพิเศษแห่งชาติ

โดยที่ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าคุณลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะร่วมทางวัฒนธรรมที่ปรากฏได้ทั่วไปในประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคร้อนชื้น

ภาพลักษณ์และความหมายที่ถูกสร้างนี้ ได้ถูกยกระดับขึ้นและถูกประทับตรารับรองอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลไทยในปี พ.ศ.2544 โดยสำนักนายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น ได้มีการกำหนด “สัญลักษณ์ประจำชาติไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งศาลาไทยถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ตามรายละเอียดดังนี้

“…โดยที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เห็นควรให้มีการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติไทย 3 สิ่ง คือ 1. สัตว์ประจำชาติ คือ “ช้างไทย”…2. ดอกไม้ประจำชาติ คือ “ดอกราชพฤกษ์” (คูน) …3. สถาปัตยกรรมประจำชาติ คือ “ศาลาไทย”…เพื่อสร้างความภูมิใจในความเป็นไทย และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ และเพื่อใช้เป็นสื่อในการเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ…” (อ้างถึงใน “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติไทย” ราชกิจจานุเบกษา 11 ธันวาคม 2544 เล่ม 118 ตอนที่ 99 ง. หน้า 1.)

การกำหนดให้ศาลาไทยเป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติ เมื่อผนวกเข้ากับเหตุผลต่างๆ ดังที่อธิบายมา น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การสร้างศาลาไทยมอบให้เป็นของขวัญระหว่างรัฐอย่างมากมายในช่วงระหว่าง พ.ศ.2533-2556 ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของธรรมเนียมดังกล่าว

สิ่งที่น่าสังเกตต่อมาคือ หลังจากปี พ.ศ.2556 ที่มีการสร้างศาลาไทยขึ้นในประเทศชิลี กลับไม่ปรากฏว่ามีการสร้างศาลาไทยเพื่อมอบให้ประเทศใดๆ อีกเลยจนกระทั่งถึงปัจจุบัน มีเพียงแค่นโยบายบูรณะศาลาหลังเดิมที่มีสภาพทรุดโทรมให้กลับคืนสภาพอยู่เป็นระยะๆ ตัวอย่างล่าสุดของกรณีนี้คือ โครงการบูรณะศาลาหอระฆังมิตรภาพไทย-จีน ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนในปี พ.ศ.2568

ซึ่งเป็นเวลานานถึง 12 ปีแล้วที่ธรรมเนียมนี้ได้สูญหายไป ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าศึกษาวิเคราะห์ในโอกาสต่อไปว่า เพราะสาเหตุใด ธรรมเนียมที่ดูจะกลายเป็นลักษณะเฉพาะอันโดดเด่นของสังคมไทยดังกล่าวซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากยาวนานถึง 20 กว่าปี อยู่ๆ ก็พลันถูกยกเลิกไป

บางท่านที่เคยได้มีโอกาสพูดคุยด้วยบอกว่า ด้วยงบประมาณที่สูงทั้งในการก่อสร้างและการดูแลรักษา ทำให้หน่วยงานต่างๆ ยกเลิกนโยบายการสร้างศาลาไทยในต่างประเทศ

แม้เหตุผลน่าสนใจ แต่หากพิจารณาให้ดีก็จะพบว่างบประมาณในการก่อสร้างนั้น หลายหลังน้อยกว่างบประมาณในการจัดกิจกรรมเพียงกิจกรรมเดียวที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวในต่างประเทศเสียอีก

ซึ่งทำให้เหตุผลในเชิงงบประมาณอาจไม่เพียงพอในการอธิบาย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้อยู่นอกสิ่งที่สนใจ ดังนั้น ขอไม่อธิบายต่อในส่วนนี้

สิ่งที่อยากชวนคุยต่อก็คือ นอกจากลักษณะโดดเด่นของศาลาไทยที่มองเห็นแต่หลังคาระยิบระยับที่ถูกสร้างให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชาติแล้ว ยังมีคุณลักษณะอย่างอื่นอีกหรือไม่ที่ถูกยึดโยงเข้ากับความเป็นไทยผ่านศาลาไทยในต่างประเทศ

จะเข้าใจประเด็นนี้ได้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังในการสร้างศาลาแต่ละหลังตลอดจนรูปแบบสถาปัตยกรรมของศาลาไทยแต่ละแห่งที่ถูกสร้างขึ้นในแต่ละประเทศ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน : จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...