วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน : จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (3)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน
: จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (3)
จากข้อมูลหลักฐานที่รวบรวมได้ ณ ปัจจุบันพบว่า ประเทศไทยมีการสร้างศาลาไทยหรืออาคารในรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน มอบให้กับต่างประเทศจำนวนทั้งสิ้น 20 หลัง แต่เกือบทั้งหมด คิดเป็นจำนวน 18 หลัง ถูกสร้างและส่งมอบในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ ระหว่าง พ.ศ.2533-2556 เท่านั้น
จนเรียกได้ว่าในช่วง 23 ปีนี้คือยุครุ่งเรืองของการสร้างศาลาไทยในฐานะของขวัญระหว่างรัฐ (ดูรายละเอียดศาลาที่สร้างทั้งหมดพร้อมเมืองที่ตั้งและปีที่สร้างได้จากตาราง)
ทำไมในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐไทยจึงนิยมสร้างศาลาไทยเป็นของขวัญแก่นานาชาติ
คำตอบคงประกอบขึ้นจากหลายเงื่อนไข
แต่แน่นอน เหตุผลประการแรกย่อมมาจากอิทธิพลจากศาลาไทยที่สร้างขึ้น ณ East-West Center เมื่อ พ.ศ.2510 ในยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความหมายใหม่ให้แก่ศาลาไทยกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ
อีกทั้งขนาดก็ไม่ใหญ่โตมาก องค์ประกอบทั้งหมดสร้างด้วยไม้ซึ่งสามารถผลิตและขนส่งไปประกอบในต่างประเทศได้ ซึ่งทำให้ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมากจนเกินไป ทำให้เหมาะสมคู่ควรกับการเป็นของขวัญระหว่างรัฐ
อีกเหตุผลที่สำคัญคือ ในโลกยุคหลังสงครามเย็น ประเทศไทยได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ตนเองจาก “มิตรประเทศด่านหน้า” (Frontline State) ของโลกเสรี มาสู่ภาพลักษณ์ใหม่ที่เปิดกว้างทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ไทยก้าวสู่ยุค “เศรษฐกิจรุ่งเรือง” (Economic Boom) ประเทศไทยเปิดตัวเองและเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้นในทุกมิติ
แม้ในต้นทศวรรษ 2540 จะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ (วิกฤตต้มยำกุ้ง) แต่สภาวะสังคมโลกยุคโลกาภิวัฒน์ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ซึ่งนำมาสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐตลอดจนโครงการเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ในรูปแบบที่หลากหลายตามมา
ผมอยากเสนอว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว “ศาลาไทย” ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในกระบวนการ “การสร้างภาพลักษณ์แห่งชาติ” (Nation Branding) รูปแบบใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของ “ความเป็นไทย”
นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของ “การทูตเชิงเศรษฐกิจ” (Economic Diplomacy) ระหว่างประเทศ ที่มิใช่แค่ในมิติทางวัฒนธรรม แต่รวมถึงการค้าและการท่องเที่ยวด้วย
หากพิจารณาประเทศที่มีการสร้างศาลาไทยในช่วงดังกล่าวจะพบว่าส่วนใหญ่คือประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีและเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของไทยโดยเฉพาะการท่องเที่ยว เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศในยุโรป
ในบางกรณี พื้นที่บริเวณศาลาไทยจะกลายมาเป็นพื้นที่หลักในการจัดงาน Thai Festival ประจำปีของเมืองนั้นๆ ด้วย
เช่น งาน Sala Thai Festival ณ สวนพฤกษศาสตร์ Olbrich วิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา (สร้าง พ.ศ. 2545), งาน Thai Festival in Lisbon ณ สวนสาธารณะ Vasco da Gama ซึ่งเป็นที่ตั้งศาลาไทยที่จัดสร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 500 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-โปรตุเกส (พ.ศ. 2555) และงาน Thai Festival Beijing ปีล่าสุดที่จัดขึ้นภายในสวนสาธารณะเฉาหยาง บริเวณใกล้กับศาลาหอระฆังมิตรภาพไทย-จีน (สร้างปี พ.ศ.2548)
เรียกได้ว่า ศาลาไทยได้กลายมาเป็น “ฉาก” ของการนำเสนอภาพ “ความเป็นไทย” ในสายตานานาชาติ
และถึงแม้จะไม่ได้เป็นสถานที่จัดเทศกาล แต่การที่ศาลาไทยแทบทุกแห่งล้วนถูกสร้างในสวนสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะสำคัญของเมืองทั้งสิ้น ก็ทำให้เกิดการรับรู้และปฏิสัมพันธ์ทางสายตาตลอดจนการใช้สอยกับผู้คนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและภาพจำความเป็นไทยให้เกิดขึ้นแก่ชาวต่างชาติได้
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังเกิดกระแสในแวดวงวิชาการทางศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยยุคหลังสงครามเย็นที่ตื่นตัวในการศึกษาวิจัยและค้นหาความเป็นไทยกันมากขึ้น เกิดงานเขียนมากมายที่เข้ามาอธิบายเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยผ่านงานสถาปัตยกรรม
ซึ่งศาลาไทยก็หนีไม่พ้นปรากฏการณ์นี้เช่นกัน
ขอยกงานเขียนชิ้นสำคัญชิ้นเพียงชิ้นเดียวที่กลายเป็นคำอธิบายกระแสหลักในการมองคุณค่าของศาลาไทยจวบจนกระทั่งปัจจุบัน คือ ปาฐกถา ชุด “สิรินธร” ครั้งที่ 9 เรื่อง สถาปัตยกรรมไทย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2536 โดย นิจ หิญชีระนันทน์
ซึ่งบางส่วนของเนื้อหาได้วิเคราะห์คุณลักษณะของศาลาไทยหลังหนึ่งภายในพระบรมมหาราชวังเอาไว้อย่างน่าสนใจ
ความว่า
“…พระที่นั่งสีตลาภิรมย์ ดังภาพนี้ กระผมขอสารภาพว่าเนื่องจากได้เห็นมาแต่เด็กจนโต จึงรู้สึกคุ้นและเห็นเป็นธรรมดา แต่เพื่อนบอกว่าศาลานี้เป็นจุดเด่นของสถาปัตยกรรมไทย ดูศาลาทั้งหลังมองไม่เห็นสิ่งอื่น เพราะมีแต่เสากับความโล่ง เห็นเด่นก็แต่หลังคาซึ่งเป็นผืนใหญ่ เจิดจ้าด้วยสีของกระเบื้องอันสดใส ซ้ำยังประดับด้วยช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ และตกแต่งด้วยลวดลายสลักเสลาจะหาดูในที่อื่นใดในโลกไม่ได้…ในเมืองไทยซึ่งมีฝนถึงครึ่งปี สถาปัตยกรรมไทยจึงเน้นที่หลังคา มากกว่าเน้นที่ผนัง ส่วนในตะวันออกกลางและยุโรปเหนือ สถาปัตยกรรมของเขาไม่เน้นหลังคา มักทำแบนราบ เพราะมีฝนน้อย แต่จำเป็นต้องเน้นที่ผนังเพื่อกันพายุทรายในฤดูร้อน และพายุหิมะในฤดูหนาว…”
เอกลักษณ์ที่ “ไม่เหมือนใคร” (uniqueness) ของศาลาไทยที่โดดเด่นเห็นแต่หลังคาระยิบระยับอ่อนช้อยสวยงาม และโล่งโปร่ง ได้ถูกอธิบายจนกลายเป็นคุณลักษณะพิเศษแห่งชาติ
โดยที่ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าคุณลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะร่วมทางวัฒนธรรมที่ปรากฏได้ทั่วไปในประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคร้อนชื้น
ภาพลักษณ์และความหมายที่ถูกสร้างนี้ ได้ถูกยกระดับขึ้นและถูกประทับตรารับรองอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลไทยในปี พ.ศ.2544 โดยสำนักนายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น ได้มีการกำหนด “สัญลักษณ์ประจำชาติไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งศาลาไทยถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ตามรายละเอียดดังนี้
“…โดยที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เห็นควรให้มีการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติไทย 3 สิ่ง คือ 1. สัตว์ประจำชาติ คือ “ช้างไทย”…2. ดอกไม้ประจำชาติ คือ “ดอกราชพฤกษ์” (คูน) …3. สถาปัตยกรรมประจำชาติ คือ “ศาลาไทย”…เพื่อสร้างความภูมิใจในความเป็นไทย และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ และเพื่อใช้เป็นสื่อในการเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ…” (อ้างถึงใน “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติไทย” ราชกิจจานุเบกษา 11 ธันวาคม 2544 เล่ม 118 ตอนที่ 99 ง. หน้า 1.)
การกำหนดให้ศาลาไทยเป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติ เมื่อผนวกเข้ากับเหตุผลต่างๆ ดังที่อธิบายมา น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การสร้างศาลาไทยมอบให้เป็นของขวัญระหว่างรัฐอย่างมากมายในช่วงระหว่าง พ.ศ.2533-2556 ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของธรรมเนียมดังกล่าว
สิ่งที่น่าสังเกตต่อมาคือ หลังจากปี พ.ศ.2556 ที่มีการสร้างศาลาไทยขึ้นในประเทศชิลี กลับไม่ปรากฏว่ามีการสร้างศาลาไทยเพื่อมอบให้ประเทศใดๆ อีกเลยจนกระทั่งถึงปัจจุบัน มีเพียงแค่นโยบายบูรณะศาลาหลังเดิมที่มีสภาพทรุดโทรมให้กลับคืนสภาพอยู่เป็นระยะๆ ตัวอย่างล่าสุดของกรณีนี้คือ โครงการบูรณะศาลาหอระฆังมิตรภาพไทย-จีน ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนในปี พ.ศ.2568
ซึ่งเป็นเวลานานถึง 12 ปีแล้วที่ธรรมเนียมนี้ได้สูญหายไป ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าศึกษาวิเคราะห์ในโอกาสต่อไปว่า เพราะสาเหตุใด ธรรมเนียมที่ดูจะกลายเป็นลักษณะเฉพาะอันโดดเด่นของสังคมไทยดังกล่าวซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากยาวนานถึง 20 กว่าปี อยู่ๆ ก็พลันถูกยกเลิกไป
บางท่านที่เคยได้มีโอกาสพูดคุยด้วยบอกว่า ด้วยงบประมาณที่สูงทั้งในการก่อสร้างและการดูแลรักษา ทำให้หน่วยงานต่างๆ ยกเลิกนโยบายการสร้างศาลาไทยในต่างประเทศ
แม้เหตุผลน่าสนใจ แต่หากพิจารณาให้ดีก็จะพบว่างบประมาณในการก่อสร้างนั้น หลายหลังน้อยกว่างบประมาณในการจัดกิจกรรมเพียงกิจกรรมเดียวที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวในต่างประเทศเสียอีก
ซึ่งทำให้เหตุผลในเชิงงบประมาณอาจไม่เพียงพอในการอธิบาย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้อยู่นอกสิ่งที่สนใจ ดังนั้น ขอไม่อธิบายต่อในส่วนนี้
สิ่งที่อยากชวนคุยต่อก็คือ นอกจากลักษณะโดดเด่นของศาลาไทยที่มองเห็นแต่หลังคาระยิบระยับที่ถูกสร้างให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชาติแล้ว ยังมีคุณลักษณะอย่างอื่นอีกหรือไม่ที่ถูกยึดโยงเข้ากับความเป็นไทยผ่านศาลาไทยในต่างประเทศ
จะเข้าใจประเด็นนี้ได้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังในการสร้างศาลาแต่ละหลังตลอดจนรูปแบบสถาปัตยกรรมของศาลาไทยแต่ละแห่งที่ถูกสร้างขึ้นในแต่ละประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน : จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (3)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly