ธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องในบ้าน! ทายาทรุ่น 3 ‘องุ่น-หอยนางรม-แม่ประนอม’ เผยกลยุทธรับ-ส่งไม้ต่อ รุ่น 4 ยังจำเป็น?
ถอดบทเรียนส่งต่อ ธุรกิจครอบครัว! จาก 3 ทายาทรุ่น 3 'น้ำพริกเผาไทยตราแม่ประนอม - น้ำมันถั่วเหลืองตราองุ่น - น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม' แชร์เคล็ดลับรับ-ส่งไม้ต่อธุรกิจครอบครัวให้งอกเงยไปพร้อมกับความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่พังครืน พร้อมล้างอาถรรพ์ “ธุรกิจ 3 รุ่น” ส่งต่อกิจการครอบครัวสู่มือทายาทรุ่น 4 แบบฉบับคนรุ่นใหม่ ตลาดหลักทรัพย์คือคำตอบหากไม้ 4 ดึงมือบริหารคนนอกรันธุรกิจไปต่อ
ธุรกิจครอบครัวที่สั่งสมจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ใช่แค่การสืบทอดกิจการ แต่คือการส่งต่อภาระและฝันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะในยุคที่โลกเปลี่ยนไวอย่างปัจจุบัน เมื่อทายาทรุ่น 3 จาก 3 ธุรกิจดังอย่าง"น้ำมันถั่วเหลืองตราองุ่น" "น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม" และ "น้ำพริกเผาไทยตราแม่ประนอม" ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางความคิดระหว่างยุคเก่า-ยุคใหม่ รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
การส่งต่อธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นจึงเต็มไปด้วยความท้าทาย ทายาทรุ่นอาถรรพ์ที่ถูกสบประมาทว่าธุรกิจจะอยู่ไม่รอดไปถึงมือรุ่นที่ 4 จึงต้องงัดกลยุทธ์และแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับใช้ เพื่อไม่ให้ตำนานที่สร้างมาต้องหยุดชะงัก ไปพร้อมๆกับการจัดการความสัมพันธ์ในครอบครัวให้เดินหน้าไปพร้อมกับธุรกิจ
น้ำมันถั่วเหลืองตราองุ่น : 10 ปีพิสูจน์ตัวเองและสร้างความเชื่อมั่นจากทุกคนในครอบครัว
พาชัย จันทร์พิทักษ์ ทายาทรุ่น 3 แห่ง บมจ. น้ำมันพืชไทย ได้แบ่งปันเรื่องราวและแนวคิดการบริหารธุรกิจครอบครัวที่สั่งสมมายาวนานกว่า 57 ปี ในงานสัมมนา “เปิดตำนานบทใหม่ GEN3 สานต่อธุรกิจยั่งยืน” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ในหัวข้อ The Successor: ทายาทธุรกิจ กับความท้าทายและโอกาสว่า จุดเริ่มต้นของอาณาจักรน้ำมันพืชไทยมาจาก คุณตา ซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน โดยเริ่มต้นธุรกิจหลายอย่าง ทั้งโรงสี โรงย้อม และธุรกิจน้ำมันพืชที่ทำร่วมกับเพื่อน แบรนด์ “องุ่น” มีชื่อภาษาจีนว่า “ผู้เถา” ที่พ้องเสียงกับคำว่า “เจริญงอกงาม”
ในช่วงแรกธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย จนกระทั่งในปี 2520 จึงเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง และกลายเป็นแบรนด์ที่มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพาชัยเองเป็นทายาทรุ่นที่ “สาม” ของลูกคนที่ 8 (คุณแม่ทายาทรุ่น2 )ของครอบครัว
ทั้งนี้ญาติในรุ่นเดียวกันต่างมีธุรกิจของตัวเองเพราะ ในครอบครัวใหญ่ไม่มีการบังคับให้ลูกหลานต้องเข้ามารับช่วงต่อ หลังจากเรียนจบจึงได้ออกไปหาประสบการณ์จากภายนอกเป็นเวลา 1-2 ปี ก่อนจะกลับมาช่วยงานในสำนักงานใหญ่ของธุรกิจครอบครัว
อย่างไรก็ดีการบริหารธุรกิจครอบครัวที่มีญาติหลายคนและต่างความคิดไม่ใช่เรื่องง่าย พาชัยกล่าวว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำความเข้าใจแต่ละคนว่ามีความชอบและความถนัดอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งพาชัยใช้เวลากว่า 10 ปีในการเรียนรู้งานอย่างใกล้ชิด เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ และเตรียมข้อมูลอย่างรอบด้านอยู่เสมอ ทำให้สามารถตอบคำถามได้อย่างทันท่วงทีและได้รับความไว้วางใจในที่สุด
พาชัยยังกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างสมาชิกในครอบครัวต่างรุ่นว่ามีความต้องการและความหวังที่แตกต่างกัน การบริหารจัดการภาพรวมจึงเป็นเรื่องยาก จำเป็นต้องแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามแต่ละช่วงวัย และใช้วิธีการพูดคุยที่แตกต่างกันเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ หากเกิดความเห็นไม่ตรงกัน โดยใช้วิธี “โยนหินถามทาง” สำรวจความคิดเห็นก่อนนำเข้าที่ประชุมใหญ่ เพราะทุกคนไม่ชอบการเซอร์ไพรส์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือการนำเสนอสิ่งใหม่ๆก็ตาม
แนวคิดการทำงานและหลักการบริหาร พาชัยเชื่อว่า“งานคืองาน งานต้องลำบาก” และกล่าวว่า “ถ้าทำแล้วสนุกมันคืองานอดิเรก งานที่คนอื่นรู้สึกว่ายากหรือลำบาก เป็นเรื่องสนุกของผม ตั้งแต่เริ่มทำงานเราได้อิสระในการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ และด้วยสถานะที่เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ การส่งมอบตำแหน่งผู้นำจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนในครอบครัวเท่านั้น แต่ต้องเป็นมืออาชีพที่มีความสามารถและแนวคิดที่สอดคล้องกับบริษัท เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตต่อไป”
พาชัยเองก็ได้รับการคัดเลือกจากกรรมการภายนอก ซึ่งเป็นกระบวนการที่พาชัยมองว่าควรดำเนินต่อไปเพื่อค้นหาคนที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาบริหารธุรกิจ และด้วยการเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ การมี ธรรมาภิบาล (Governance) ตั้งแต่แรกทำให้ทุกตำแหน่งมีรายละเอียดงานที่ชัดเจน (Job Description) ผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งจึงต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด ไม่ใช่แค่เป็นคนในครอบครัวเท่านั้น
“ในการส่งต่อสมบัติครอบครัวผมให้“หุ้น” ใครอยากได้เพิ่มก็ไปซื้อเพิ่ม” พาชัยกล่าว เพื่อเน้นย้ำว่าการเติบโตของบริษัทขึ้นอยู่กับความสามารถและการลงทุนของแต่ละบุคคลและในตอนท้าย “พาชัย” ได้ให้หลักคิดสำคัญในการทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนคือ “ต้องรักษางบการเงินให้แข็งแกร่งอย่าใช้เงินเกินตัว”
น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม : ยูเทิร์นสานต่อธุรกิจด้วย "ใจ"และ “แพชชั่น” ไม่กดดันรุ่น 4 ต้องรับช่วงต่อ
ขณะที่ “พันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำปลาแท้ตราหอยนางรม ได้เผยถึงเบื้องหลังการบริหารธุรกิจครอบครัวที่ยืนหยัดมานานกว่า 80 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ผู้ก่อตั้ง มาจนถึงการส่งต่อให้ทายาทรุ่นที่ 4 ในปัจจุบัน ว่าแบรนด์ "น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม" ถือกำเนิดขึ้นจากธุรกิจน้ำปลาของรุ่นคุณปู่ ภายใต้ชื่อเดิม"Special" ก่อนที่คุณพ่อซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 จะเข้ามาปรับเปลี่ยนแบรนด์เป็น "หอยนางรม" ซึ่งเป็นชื่อที่คุณปู่จดสิทธิบัตรไว้ ด้วยภาพลักษณ์ของหอยนางรมที่เป็นของราคาแพงในยุคนั้น ทำให้แบรนด์ถูกวางตำแหน่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม
สำหรับทายาทรุ่นที่ 2 คุณพ่อซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กได้เข้ามาบริหารกิจการอย่างไม่คาดฝัน หลังจากเกิดปัญหาการทุจริตภายในธุรกิจ ทำให้คุณปู่ตัดสินใจเรียกตัวคุณพ่อซึ่งเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้กลับมาสานต่อธุรกิจ โดยมีนโยบายให้พี่น้องคนอื่น ๆ แยกย้ายไปทำธุรกิจของตัวเองเพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งในอนาคต
ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 พันธ์ชนะได้เข้ามาช่วยงานที่โรงงานตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความที่ชื่นชอบงานด้านความคิดสร้างสรรค์มากกว่างานประจำ ทำให้ตัดสินใจเลือกที่จะออกไปทำธุรกิจส่วนตัวด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะต้องกลับมาสืบทอดกิจการเนื่องจากไม่มีใครสืบทอดต่อ
"ผมถนัดเรื่องงานขาย วางระบบการขายและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ รวมถึงแพ็กเกจจิ้ง แต่ความคิดเห็นไม่ตรงกับคุณพ่อที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนเครื่องจักรมากกว่าการใช้เงินกับการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์" พันธ์ชนะกล่าวถึงความท้าทายในช่วงแรกของการเข้ามาบริหาร ทำให้รู้สึกไม่สนุกกับการทำงาน เพราะมักจะถูกเบรกไอเดียอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน หลังพัฒนาน้ำปลาพริกชนิดซอง ซึ่งกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้กลับมามีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำงานอีกครั้ง พันธ์ชนะเล่าว่า แม้จะมีความเห็นต่างกับคุณพ่อ แต่ด้วยจำนวนสมาชิกครอบครัวที่น้อย ทำให้การบริหารจัดการค่อนข้างราบรื่น โดยเขามักจะปรึกษาคุณแม่ก่อน ซึ่งคุณแม่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความคิดไปยังคุณพ่ออีกทอดหนึ่ง ทำให้ปัญหาความขัดแย้งไม่รุนแรง
"ปัญหาใหญ่คือเวลาเราคิดจะทำอะไรใหม่ๆ แล้วคุณพ่อจะเบรกจนหมดกำลังใจ จึงแอบออกไปทำธุรกิจร้านอาหาร คอนโด และตลาดปลาบางแสน ซึ่งประสบความสำเร็จมาก จนคุณพ่อคุณแม่กังวลว่าผมจะไม่กลับมาทำธุรกิจครอบครัว จนในช่วงหลังคุณพ่อกับคุณแม่เริ่มเปิดโอกาสให้แสดงความสามารถและไอเดียใหม่ๆมากขึ้น"
จากประสบการณ์ตรงนี้ พันธ์ชนะได้ฝากข้อคิด ถึงธุรกิจครอบครัวที่มีทายาทว่า "ถ้าลูกหรือผู้สืบทอดมีไอเดียที่อยากทำ ก็สามารถทำควบคู่ไปกับธุรกิจครอบครัวได้ เพราะเราไม่จำเป็นต้องดูแลทุกแผนกด้วยตัวเองแต่ต้องเป็นหัวเรือหลัก ดังนั้นอย่าเบรกความคิดของลูก ควรเปิดโอกาสให้เขาได้ลองทำในขณะที่เรายังดูแลและให้คำแนะนำได้อยู่"
พันธ์ชนะทิ้งท้ายถึงหลักการแบ่งสมบัติที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ โดยจะให้ลูกชายดูแลธุรกิจคนละธุรกิจ ส่วนลูกสาวจะได้ทรัพย์สิน เงินหรือที่ดินแทน เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต
"ที่บ้านมีนโยบายไม่ให้ญาติพี่น้องคนอื่นเข้ามาทำงานเพราะบริหารจัดการยากและอาจมีปัญหาในอนาคต ซึ่งคุณปู่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกดังนั้นจึงมีแค่ลูกและหลานของคนที่ได้ดูแลบริษัทเท่านั้น
ผมมีลูกชาย 3 คนตอนนี้เริ่มให้ลูกเข้ามาช่วยงานและศึกษาธุรกิจแต่ไม่กดดันลูกให้มารับช่วงต่อ และในการส่งต่อจะใช้โมเดลเดียวกับคุณปู่คือให้ดูแลคนละบริษัท แต่หากในอนาคตลูกไม่อยากรับช่วงต่อ เราจะนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และมอบหุ้นให้กับลูกๆ แทนเพราะการนำพาธุรกิจให้ก้าวไกล ผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถจริงๆ"
พร้อมกับฝากข้อคิด ถึงธุรกิจครอบครัวว่า "สำหรับธุรกิจครอบครัวที่มีทายาท ในช่วงที่พวกเขายังหนุ่มสาวควรให้โอกาสพวกเขาได้ทำธุรกิจเองหากต้องการ เพราะจะทำให้ได้ประสบการณ์และเรียนรู้" เขากล่าว "ในอีกมุมหนึ่ง ลูกที่จะเข้ามารับช่วงต่อก็ควรตระหนักว่า มีหลายคนที่อยากมีโอกาสแบบเรา การออกไปสร้างธุรกิจของตัวเองนั้นไม่ง่ายเลย”
น้ำพริกเผาไทยตราแม่ประนอม : สานต่อธุรกิจครอบครัวสู่ความยั่งยืนด้วย “มืออาชีพและความซื่อสัตย์”
บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด หนึ่งในแบรนด์คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน กำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงภายใต้การบริหารงานของ เจนเนอเรชันที่ 3 ซึ่งนำโดย “ธนาภรณ์ ภาษาประเทศ” ประธานกลุ่มงานการตลาดและการขาย ที่มุ่งมั่นสานต่อธุรกิจครอบครัวด้วยหลักการทำงานแบบมืออาชีพ ควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าดั้งเดิมของแบรนด์ไว้
ธนาภรณ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ว่า "แบรนด์แม่ประนอมเริ่มต้นจากคุณตาและคุณยายที่ร่วมกันก่อตั้งขึ้น ผลิตภัณฑ์แรกคือ น้ำพริกเผาไทยบรรจุขวดแก้ว ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมในยุคนั้น เพราะสมัยก่อนผู้บริโภคมักจะซื้อน้ำพริกแบบตักใส่ถ้วยหรือถุง คุณตาคุณยายมองเห็นโอกาสในการสร้างความสะดวกสบายด้วยการบรรจุในขวดแก้วที่สามารถเก็บรักษาได้นาน"
โดยได้ซึมซับการทำงานจากรุ่นก่อนมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้ามาบริหารงานอย่างเต็มตัว ก็ได้นำเอาหลักการทำงานแบบมืออาชีพมาใช้
"การทำงานร่วมกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะพี่น้อง เราเน้นการใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นในที่ประชุมหรือการทำงานภายนอก ทุกอย่างต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนและมีหลักฐานอ้างอิง"
สำหรับการทำงานร่วมกับรุ่นคุณพ่อคุณแม่ ธนาภรณ์กล่าวว่า ต้องทำงานอย่างเป็นมืออาชีพเช่นกัน แต่ต้องยอมรับว่ามีเรื่องของช่องว่างระหว่างวัยและประสบการณ์ที่สูงกว่าของท่าน เราจึงต้องรับฟัง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปและมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา เราก็ต้องนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเข้าใจและก้าวทันพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน
ในด้านการบริหารจัดการ ยึดหลักการทำงานที่เน้นระบบและมาตรฐาน โดยมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน "เราต้องการสร้างระบบการทำงานของบริษัทให้ได้มาตรฐานในระดับ บริษัทจำกัด (มหาชน) ส่วนเรื่องการประสานงาน เชื่อว่าการประชุมแบบตัวต่อตัวจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะการคุยกันต่อหน้าจะทำให้เราเห็นกิริยาท่าทางและอารมณ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจกัน"
ธนาภรณ์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดใจยอมรับความคิดเห็นใหม่ๆ "เมื่อเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกัน ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นความจริง เราต้องพร้อมที่จะอธิบายที่มาที่ไปของสิ่งที่เราจะทำ เมื่อทีมงานทุกคนเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน จะทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆ กลุ่มตลาดใหม่ๆ และทำให้เราสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น"
สำหรับแนวคิดในการขยายธุรกิจ ธนาภรณ์เผยว่า "เราควรทำในสิ่งที่เรารักและรักในสิ่งที่เราทำ เพราะเมื่อเรามีความมุ่งมั่น อุปสรรคที่เราเจอจะกลายเป็นโอกาสไปในทันที" เธอมองว่า ธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นด้วยความรัก จะเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่ต้องการสืบทอดกิจการต่อไป
"การทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวก็ต้องจัดสรรเวลาให้สมดุล เมื่อทำงานเราจะทุ่มเทเต็มร้อย แต่เมื่อกลับบ้านก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะคนในครอบครัวให้เต็มที่เช่นกัน"
"สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราไม่ได้ยึดติดว่าทายาทรุ่นต่อไปจะต้องเป็นคนในครอบครัวเท่านั้น แต่เราให้ความสำคัญกับการรักษาความยั่งยืนของแบรนด์ 'แม่ประนอม' ให้คงอยู่ในตลาดต่อไปได้นานที่สุด ซึ่งสิ่งนี้คือรากฐานสำคัญที่รุ่นก่อนได้สร้างไว้ให้"
ธนาภรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า "ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์และความจริงใจ ราต้องซื่อสัตย์ทั้งกับคู่ค้าและลูกค้า และไม่คิดที่จะเอารัดเอาเปรียบใคร"
จะเห็นว่า สินค้าทุกชิ้นของแม่ประนอมยังคงยึดมั่นในนโยบายดั้งเดิมที่ว่า ไม่ใส่สี ไม่ใส่วัตถุกันเสีย และไม่ใส่ผงชูรส เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความจริงใจให้กับผู้บริโภค
ทั้งนี้ แม่ประนอมในยุคของ GEN 3 ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการทำงานแบบมืออาชีพควบคู่ไปกับความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์นี้ยังคงยืนหยัดและเติบโตอย่างมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้