โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องในบ้าน! ทายาทรุ่น 3 ‘องุ่น-หอยนางรม-แม่ประนอม’ เผยกลยุทธรับ-ส่งไม้ต่อ รุ่น 4 ยังจำเป็น?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.ย 2568 เวลา 18.03 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2568 เวลา 10.39 น.

ถอดบทเรียนส่งต่อ ธุรกิจครอบครัว! จาก 3 ทายาทรุ่น 3 'น้ำพริกเผาไทยตราแม่ประนอม - น้ำมันถั่วเหลืองตราองุ่น - น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม' แชร์เคล็ดลับรับ-ส่งไม้ต่อธุรกิจครอบครัวให้งอกเงยไปพร้อมกับความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่พังครืน พร้อมล้างอาถรรพ์ “ธุรกิจ 3 รุ่น” ส่งต่อกิจการครอบครัวสู่มือทายาทรุ่น 4 แบบฉบับคนรุ่นใหม่ ตลาดหลักทรัพย์คือคำตอบหากไม้ 4 ดึงมือบริหารคนนอกรันธุรกิจไปต่อ

ธุรกิจครอบครัวที่สั่งสมจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ใช่แค่การสืบทอดกิจการ แต่คือการส่งต่อภาระและฝันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะในยุคที่โลกเปลี่ยนไวอย่างปัจจุบัน เมื่อทายาทรุ่น 3 จาก 3 ธุรกิจดังอย่าง"น้ำมันถั่วเหลืองตราองุ่น" "น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม" และ "น้ำพริกเผาไทยตราแม่ประนอม" ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางความคิดระหว่างยุคเก่า-ยุคใหม่ รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

การส่งต่อธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นจึงเต็มไปด้วยความท้าทาย ทายาทรุ่นอาถรรพ์ที่ถูกสบประมาทว่าธุรกิจจะอยู่ไม่รอดไปถึงมือรุ่นที่ 4 จึงต้องงัดกลยุทธ์และแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับใช้ เพื่อไม่ให้ตำนานที่สร้างมาต้องหยุดชะงัก ไปพร้อมๆกับการจัดการความสัมพันธ์ในครอบครัวให้เดินหน้าไปพร้อมกับธุรกิจ

น้ำมันถั่วเหลืองตราองุ่น : 10 ปีพิสูจน์ตัวเองและสร้างความเชื่อมั่นจากทุกคนในครอบครัว

พาชัย จันทร์พิทักษ์ ทายาทรุ่น 3 แห่ง บมจ. น้ำมันพืชไทย ได้แบ่งปันเรื่องราวและแนวคิดการบริหารธุรกิจครอบครัวที่สั่งสมมายาวนานกว่า 57 ปี ในงานสัมมนา “เปิดตำนานบทใหม่ GEN3 สานต่อธุรกิจยั่งยืน” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ในหัวข้อ The Successor: ทายาทธุรกิจ กับความท้าทายและโอกาสว่า จุดเริ่มต้นของอาณาจักรน้ำมันพืชไทยมาจาก คุณตา ซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน โดยเริ่มต้นธุรกิจหลายอย่าง ทั้งโรงสี โรงย้อม และธุรกิจน้ำมันพืชที่ทำร่วมกับเพื่อน แบรนด์ “องุ่น” มีชื่อภาษาจีนว่า “ผู้เถา” ที่พ้องเสียงกับคำว่า “เจริญงอกงาม”

ในช่วงแรกธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย จนกระทั่งในปี 2520 จึงเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง และกลายเป็นแบรนด์ที่มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพาชัยเองเป็นทายาทรุ่นที่ “สาม” ของลูกคนที่ 8 (คุณแม่ทายาทรุ่น2 )ของครอบครัว

ทั้งนี้ญาติในรุ่นเดียวกันต่างมีธุรกิจของตัวเองเพราะ ในครอบครัวใหญ่ไม่มีการบังคับให้ลูกหลานต้องเข้ามารับช่วงต่อ หลังจากเรียนจบจึงได้ออกไปหาประสบการณ์จากภายนอกเป็นเวลา 1-2 ปี ก่อนจะกลับมาช่วยงานในสำนักงานใหญ่ของธุรกิจครอบครัว

อย่างไรก็ดีการบริหารธุรกิจครอบครัวที่มีญาติหลายคนและต่างความคิดไม่ใช่เรื่องง่าย พาชัยกล่าวว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำความเข้าใจแต่ละคนว่ามีความชอบและความถนัดอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งพาชัยใช้เวลากว่า 10 ปีในการเรียนรู้งานอย่างใกล้ชิด เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ และเตรียมข้อมูลอย่างรอบด้านอยู่เสมอ ทำให้สามารถตอบคำถามได้อย่างทันท่วงทีและได้รับความไว้วางใจในที่สุด

พาชัยยังกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างสมาชิกในครอบครัวต่างรุ่นว่ามีความต้องการและความหวังที่แตกต่างกัน การบริหารจัดการภาพรวมจึงเป็นเรื่องยาก จำเป็นต้องแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามแต่ละช่วงวัย และใช้วิธีการพูดคุยที่แตกต่างกันเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ หากเกิดความเห็นไม่ตรงกัน โดยใช้วิธี “โยนหินถามทาง” สำรวจความคิดเห็นก่อนนำเข้าที่ประชุมใหญ่ เพราะทุกคนไม่ชอบการเซอร์ไพรส์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือการนำเสนอสิ่งใหม่ๆก็ตาม

แนวคิดการทำงานและหลักการบริหาร พาชัยเชื่อว่า“งานคืองาน งานต้องลำบาก” และกล่าวว่า “ถ้าทำแล้วสนุกมันคืองานอดิเรก งานที่คนอื่นรู้สึกว่ายากหรือลำบาก เป็นเรื่องสนุกของผม ตั้งแต่เริ่มทำงานเราได้อิสระในการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ และด้วยสถานะที่เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ การส่งมอบตำแหน่งผู้นำจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนในครอบครัวเท่านั้น แต่ต้องเป็นมืออาชีพที่มีความสามารถและแนวคิดที่สอดคล้องกับบริษัท เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตต่อไป”

พาชัยเองก็ได้รับการคัดเลือกจากกรรมการภายนอก ซึ่งเป็นกระบวนการที่พาชัยมองว่าควรดำเนินต่อไปเพื่อค้นหาคนที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาบริหารธุรกิจ และด้วยการเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ การมี ธรรมาภิบาล (Governance) ตั้งแต่แรกทำให้ทุกตำแหน่งมีรายละเอียดงานที่ชัดเจน (Job Description) ผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งจึงต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด ไม่ใช่แค่เป็นคนในครอบครัวเท่านั้น

“ในการส่งต่อสมบัติครอบครัวผมให้“หุ้น” ใครอยากได้เพิ่มก็ไปซื้อเพิ่ม” พาชัยกล่าว เพื่อเน้นย้ำว่าการเติบโตของบริษัทขึ้นอยู่กับความสามารถและการลงทุนของแต่ละบุคคลและในตอนท้าย “พาชัย” ได้ให้หลักคิดสำคัญในการทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนคือ “ต้องรักษางบการเงินให้แข็งแกร่งอย่าใช้เงินเกินตัว”

น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม : ยูเทิร์นสานต่อธุรกิจด้วย "ใจ"และ “แพชชั่น” ไม่กดดันรุ่น 4 ต้องรับช่วงต่อ

ขณะที่ “พันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำปลาแท้ตราหอยนางรม ได้เผยถึงเบื้องหลังการบริหารธุรกิจครอบครัวที่ยืนหยัดมานานกว่า 80 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ผู้ก่อตั้ง มาจนถึงการส่งต่อให้ทายาทรุ่นที่ 4 ในปัจจุบัน ว่าแบรนด์ "น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม" ถือกำเนิดขึ้นจากธุรกิจน้ำปลาของรุ่นคุณปู่ ภายใต้ชื่อเดิม"Special" ก่อนที่คุณพ่อซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 จะเข้ามาปรับเปลี่ยนแบรนด์เป็น "หอยนางรม" ซึ่งเป็นชื่อที่คุณปู่จดสิทธิบัตรไว้ ด้วยภาพลักษณ์ของหอยนางรมที่เป็นของราคาแพงในยุคนั้น ทำให้แบรนด์ถูกวางตำแหน่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม

สำหรับทายาทรุ่นที่ 2 คุณพ่อซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กได้เข้ามาบริหารกิจการอย่างไม่คาดฝัน หลังจากเกิดปัญหาการทุจริตภายในธุรกิจ ทำให้คุณปู่ตัดสินใจเรียกตัวคุณพ่อซึ่งเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้กลับมาสานต่อธุรกิจ โดยมีนโยบายให้พี่น้องคนอื่น ๆ แยกย้ายไปทำธุรกิจของตัวเองเพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งในอนาคต

ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 พันธ์ชนะได้เข้ามาช่วยงานที่โรงงานตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความที่ชื่นชอบงานด้านความคิดสร้างสรรค์มากกว่างานประจำ ทำให้ตัดสินใจเลือกที่จะออกไปทำธุรกิจส่วนตัวด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะต้องกลับมาสืบทอดกิจการเนื่องจากไม่มีใครสืบทอดต่อ

"ผมถนัดเรื่องงานขาย วางระบบการขายและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ รวมถึงแพ็กเกจจิ้ง แต่ความคิดเห็นไม่ตรงกับคุณพ่อที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนเครื่องจักรมากกว่าการใช้เงินกับการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์" พันธ์ชนะกล่าวถึงความท้าทายในช่วงแรกของการเข้ามาบริหาร ทำให้รู้สึกไม่สนุกกับการทำงาน เพราะมักจะถูกเบรกไอเดียอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน หลังพัฒนาน้ำปลาพริกชนิดซอง ซึ่งกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้กลับมามีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำงานอีกครั้ง พันธ์ชนะเล่าว่า แม้จะมีความเห็นต่างกับคุณพ่อ แต่ด้วยจำนวนสมาชิกครอบครัวที่น้อย ทำให้การบริหารจัดการค่อนข้างราบรื่น โดยเขามักจะปรึกษาคุณแม่ก่อน ซึ่งคุณแม่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความคิดไปยังคุณพ่ออีกทอดหนึ่ง ทำให้ปัญหาความขัดแย้งไม่รุนแรง

"ปัญหาใหญ่คือเวลาเราคิดจะทำอะไรใหม่ๆ แล้วคุณพ่อจะเบรกจนหมดกำลังใจ จึงแอบออกไปทำธุรกิจร้านอาหาร คอนโด และตลาดปลาบางแสน ซึ่งประสบความสำเร็จมาก จนคุณพ่อคุณแม่กังวลว่าผมจะไม่กลับมาทำธุรกิจครอบครัว จนในช่วงหลังคุณพ่อกับคุณแม่เริ่มเปิดโอกาสให้แสดงความสามารถและไอเดียใหม่ๆมากขึ้น"

จากประสบการณ์ตรงนี้ พันธ์ชนะได้ฝากข้อคิด ถึงธุรกิจครอบครัวที่มีทายาทว่า "ถ้าลูกหรือผู้สืบทอดมีไอเดียที่อยากทำ ก็สามารถทำควบคู่ไปกับธุรกิจครอบครัวได้ เพราะเราไม่จำเป็นต้องดูแลทุกแผนกด้วยตัวเองแต่ต้องเป็นหัวเรือหลัก ดังนั้นอย่าเบรกความคิดของลูก ควรเปิดโอกาสให้เขาได้ลองทำในขณะที่เรายังดูแลและให้คำแนะนำได้อยู่"

พันธ์ชนะทิ้งท้ายถึงหลักการแบ่งสมบัติที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ โดยจะให้ลูกชายดูแลธุรกิจคนละธุรกิจ ส่วนลูกสาวจะได้ทรัพย์สิน เงินหรือที่ดินแทน เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

"ที่บ้านมีนโยบายไม่ให้ญาติพี่น้องคนอื่นเข้ามาทำงานเพราะบริหารจัดการยากและอาจมีปัญหาในอนาคต ซึ่งคุณปู่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกดังนั้นจึงมีแค่ลูกและหลานของคนที่ได้ดูแลบริษัทเท่านั้น

ผมมีลูกชาย 3 คนตอนนี้เริ่มให้ลูกเข้ามาช่วยงานและศึกษาธุรกิจแต่ไม่กดดันลูกให้มารับช่วงต่อ และในการส่งต่อจะใช้โมเดลเดียวกับคุณปู่คือให้ดูแลคนละบริษัท แต่หากในอนาคตลูกไม่อยากรับช่วงต่อ เราจะนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และมอบหุ้นให้กับลูกๆ แทนเพราะการนำพาธุรกิจให้ก้าวไกล ผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถจริงๆ"

พร้อมกับฝากข้อคิด ถึงธุรกิจครอบครัวว่า "สำหรับธุรกิจครอบครัวที่มีทายาท ในช่วงที่พวกเขายังหนุ่มสาวควรให้โอกาสพวกเขาได้ทำธุรกิจเองหากต้องการ เพราะจะทำให้ได้ประสบการณ์และเรียนรู้" เขากล่าว "ในอีกมุมหนึ่ง ลูกที่จะเข้ามารับช่วงต่อก็ควรตระหนักว่า มีหลายคนที่อยากมีโอกาสแบบเรา การออกไปสร้างธุรกิจของตัวเองนั้นไม่ง่ายเลย”

น้ำพริกเผาไทยตราแม่ประนอม : สานต่อธุรกิจครอบครัวสู่ความยั่งยืนด้วย “มืออาชีพและความซื่อสัตย์”

บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด หนึ่งในแบรนด์คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน กำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงภายใต้การบริหารงานของ เจนเนอเรชันที่ 3 ซึ่งนำโดย “ธนาภรณ์ ภาษาประเทศ” ประธานกลุ่มงานการตลาดและการขาย ที่มุ่งมั่นสานต่อธุรกิจครอบครัวด้วยหลักการทำงานแบบมืออาชีพ ควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าดั้งเดิมของแบรนด์ไว้

ธนาภรณ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ว่า "แบรนด์แม่ประนอมเริ่มต้นจากคุณตาและคุณยายที่ร่วมกันก่อตั้งขึ้น ผลิตภัณฑ์แรกคือ น้ำพริกเผาไทยบรรจุขวดแก้ว ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมในยุคนั้น เพราะสมัยก่อนผู้บริโภคมักจะซื้อน้ำพริกแบบตักใส่ถ้วยหรือถุง คุณตาคุณยายมองเห็นโอกาสในการสร้างความสะดวกสบายด้วยการบรรจุในขวดแก้วที่สามารถเก็บรักษาได้นาน"

โดยได้ซึมซับการทำงานจากรุ่นก่อนมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้ามาบริหารงานอย่างเต็มตัว ก็ได้นำเอาหลักการทำงานแบบมืออาชีพมาใช้

"การทำงานร่วมกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะพี่น้อง เราเน้นการใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นในที่ประชุมหรือการทำงานภายนอก ทุกอย่างต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนและมีหลักฐานอ้างอิง"

สำหรับการทำงานร่วมกับรุ่นคุณพ่อคุณแม่ ธนาภรณ์กล่าวว่า ต้องทำงานอย่างเป็นมืออาชีพเช่นกัน แต่ต้องยอมรับว่ามีเรื่องของช่องว่างระหว่างวัยและประสบการณ์ที่สูงกว่าของท่าน เราจึงต้องรับฟัง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปและมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา เราก็ต้องนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเข้าใจและก้าวทันพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน

ในด้านการบริหารจัดการ ยึดหลักการทำงานที่เน้นระบบและมาตรฐาน โดยมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน "เราต้องการสร้างระบบการทำงานของบริษัทให้ได้มาตรฐานในระดับ บริษัทจำกัด (มหาชน) ส่วนเรื่องการประสานงาน เชื่อว่าการประชุมแบบตัวต่อตัวจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะการคุยกันต่อหน้าจะทำให้เราเห็นกิริยาท่าทางและอารมณ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจกัน"

ธนาภรณ์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดใจยอมรับความคิดเห็นใหม่ๆ "เมื่อเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกัน ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นความจริง เราต้องพร้อมที่จะอธิบายที่มาที่ไปของสิ่งที่เราจะทำ เมื่อทีมงานทุกคนเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน จะทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆ กลุ่มตลาดใหม่ๆ และทำให้เราสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น"

สำหรับแนวคิดในการขยายธุรกิจ ธนาภรณ์เผยว่า "เราควรทำในสิ่งที่เรารักและรักในสิ่งที่เราทำ เพราะเมื่อเรามีความมุ่งมั่น อุปสรรคที่เราเจอจะกลายเป็นโอกาสไปในทันที" เธอมองว่า ธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นด้วยความรัก จะเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่ต้องการสืบทอดกิจการต่อไป

"การทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวก็ต้องจัดสรรเวลาให้สมดุล เมื่อทำงานเราจะทุ่มเทเต็มร้อย แต่เมื่อกลับบ้านก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะคนในครอบครัวให้เต็มที่เช่นกัน"

"สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราไม่ได้ยึดติดว่าทายาทรุ่นต่อไปจะต้องเป็นคนในครอบครัวเท่านั้น แต่เราให้ความสำคัญกับการรักษาความยั่งยืนของแบรนด์ 'แม่ประนอม' ให้คงอยู่ในตลาดต่อไปได้นานที่สุด ซึ่งสิ่งนี้คือรากฐานสำคัญที่รุ่นก่อนได้สร้างไว้ให้"

ธนาภรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า "ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์และความจริงใจ ราต้องซื่อสัตย์ทั้งกับคู่ค้าและลูกค้า และไม่คิดที่จะเอารัดเอาเปรียบใคร"

จะเห็นว่า สินค้าทุกชิ้นของแม่ประนอมยังคงยึดมั่นในนโยบายดั้งเดิมที่ว่า ไม่ใส่สี ไม่ใส่วัตถุกันเสีย และไม่ใส่ผงชูรส เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความจริงใจให้กับผู้บริโภค

ทั้งนี้ แม่ประนอมในยุคของ GEN 3 ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการทำงานแบบมืออาชีพควบคู่ไปกับความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์นี้ยังคงยืนหยัดและเติบโตอย่างมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...