โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดประวัติ Rinascente ห้างหรูอิตาลี 160 ปี ของเครือเซ็นทรัล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.ย 2568 เวลา 09.33 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2568 เวลา 08.43 น.

เปิดประวัติ รีนาเชนเต (Rinascente) ห้างหรู 9 สาขาในประเทศอิตาลี อายุ 160 ปี ที่ ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ยักษ์ค้าปลีก-ศูนย์การค้าไทยเป็นเจ้าของ ก่อนเกิดดีลใหญ่ “ห้างเซ็นทรัล” เสนอซื้อมูลค่ารวมกว่า 1.47 หมื่นล้านบาท

เป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว ที่ “กลุ่มเซ็นทรัล” ได้เริ่มขยายอาณาจักรห้างสรรพสินค้า ค้าปลีกไปสู่พื้นที่ต่างประเทศ และรีนาเชนเต (Rinascente) เป็นห้างแห่งแรกในยุโรป ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายอาณาจักรห้างสรรพสินค้าในทวีปยุโรป จนวันนี้เติบโต มีเครือข่ายห้างในทวีปยุโรป 40 แห่ง 36 เมือง ใน 7 ประเทศ

ขณะเดียวกับ รีนาเชนเต เป็นห้างหรูในยุโรปที่ผ่านเรื่องราวมานานถึง 160 ปี ตั้งแต่เป็นร้านผ้า พัฒนามาเป็นธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม และปรับโฉมเป็นห้างหรู

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนไปรู้จักตำนานห้างหรูแห่งนี้ให้มากขึ้น

จุดเริ่มต้น Rinascente

ห้าง Rinascente มีประวัติอันยาวนานกว่าหลักร้อยปี โดยย้อนกลับไปตั้งแต่ 4 มิถุนายน 1865 สองพี่น้อง Luigi และ Ferdinando Bocconi ได้เปิดร้านผ้าและตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งแรก ที่หัวมุมถนน Via Santa Radegonda ในเมืองมิลาน

จากนั้นช่วงปี 1917 เป็นต้นมา กิจการร้าน Bocconi ถูกขายให้แก่ Senatore Borletti พร้อมทั้งการเปลี่ยนชื่อห้างใหม่โดยกวีชื่อดัง Gabriele D’Annunzio กลายเป็น “La Rinascente” ซึ่งหมายถึง “การเกิดใหม่” จดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 กันยายน 1917 และเริ่มเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1918 ที่อาคารใน Piazza del Duomo แต่โชคร้ายที่อาคารถูกทำลายจากเหตุเพลิงไหม้เพียงไม่กี่วันหลังการเปิดตัว และกลับมาเปิดให้บริการหลังซ่อมแซมเรียบร้อยในปี 1921

ระหว่างการเดินทางของ La Rinascente ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ทั้งการเปิดสาขาใหม่ การปรับปรุงสาขา การเข้าซื้อกิจการ จนถึงการเปลี่ยนมือเจ้าของอีก 3 ครั้ง

ปี 1969 : ตระกูล Borletti ขายหุ้นให้กับ IFI (ในกลุ่ม FIAT) และ Mediobanca ในช่วงเวลานี้ กลุ่มบริษัทมีห้าง La Rinascente 5 แห่ง, ร้าน Upim 150 แห่ง และซูเปอร์มาร์เก็ต SMA 54 แห่ง

ปี 2005 : La Rinascente ถูกซื้อกิจการโดยกลุ่มนักลงทุน (Pirelli Real Estate, Investitori Associati, Deutsche Bank และตระกูล Borletti) และได้จัดตั้งเป็นบริษัท La Rinascente SpA โดยมี Vittorio Radice เป็นผู้นำทีมบริหารชุดใหม่ มีการเปิดตัว Food Hall (2007) และ Design Supermarket (2009) ที่สาขามิลาน

และในปี 2011 “กลุ่มเซ็นทรัล” ยักษ์ค้าปลีกของไทย เข้าซื้อกิจการ “La Rinascente” ด้วยเงินลงทุน 260 ล้านยูโร หรือราว 11,000 ล้านบาท นับเป็นก้าวแรกของการขยายธุรกิจและซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าในทวีปยุโรป ถึง 7 ประเทศในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัล ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของ La Rinascente โดยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น Rinascente พร้อมทั้งทรานส์ฟอร์มจาก Traditional Store สู่การเป็น Luxury Department Store ตั้งแต่การปรับโฉมภายนอกจนถึงการปรับผังภายในห้าง เติมแบรนด์ชั้นนำเข้าไปมากขึ้น

พร้อมทั้งยกระดับการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ Rinascente.it และเปิดช่องทาง Rinascente On Demand เป็นครั้งแรกของโลก โดยเป็นการแชตสั่งซื้อสินค้าโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ของ Rinascente ในอิตาลี พร้อมส่งมอบสินค้าและบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากอิตาลีส่งตรงถึงลูกค้าทุกแห่งทั่วโลก

และเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา Rinascente มียอดขายเกินกว่าช่วงก่อนโควิด และสร้างนิวไฮทะลุ 1 พันล้านยูโร ในปี 2566 เติบโตกว่า 17% จากปีก่อน และ EBITDA เติบโตกว่า 70% โดยเฉพาะสาขาแฟลกชิปสโตร์ Rome Via del Tritone สร้างยอดขายโตถึง 17% สาขา Milan โต 19% และ Rome Piazza Fiume โต 35% ภายหลังจากการรีโนเวต

Rinascente มีกี่สาขา ?

ปัจจุบัน Rinascente มีทั้งสิ้น 9 สาขา ใน 8 เมือง ได้แก่

  • Milan
  • Rome Via del Tritone
  • Rome Piazza Fiume
  • Torino, Florence
  • Cagliari
  • Palermo
  • Catania
  • Monza

มีพื้นที่ขายรวม 62,015 ตร.ม. (ขนาดของร้านค้าโดยทั่วไปอยู่ที่ราว 3,000-22,000 ตร.ม.) และมียอดขายคิดเป็น 7% ของยอดขายรวม

“ห้างเซ็นทรัลฯ” ดีลซื้อ Rinascente กว่า 9 พันล้านบาท

ชื่อของ Rinascente ได้รับความสนใจอย่างมากไม่กี่วันมานี้ เมื่อ “เซ็นทรัล รีเทล (CRC)” แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการบริษัทได้รับข้อเสนอจาก บริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ จำกัด (HCDS) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท เพื่อเสนอซื้อกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต โดยการซื้อหุ้นทั้งหมด (ร้อยละ 100 ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด) ของ CRC Holland B.V. ที่มูลค่าเท่ากับ 250 ล้านยูโร (หรือประมาณ 9,384 ล้านบาท)

และรับโอนสัญญาเงินกู้และชำระคืนเงินกู้จากผู้ถือหุ้น (Shareholder Loan) ที่ Central Retail Investment Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ให้กู้แก่ CRC Rinascente S.p.A. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ CRC Holland B.V. โดยจำนวนเงินรวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยค้างจ่ายที่บริษัทจะได้รับจะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินต้น และดอกเบี้ยค้างจ่าย ณ วันโอนหุ้น

ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่บริษัทได้รับการอนุมัติให้เข้าทำธุรกรรมโดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท (โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 จำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยค้างจ่ายดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 141 ล้านยูโร หรือประมาณ 5,297 ล้านบาท) โดยจะชำระคืนเงินกู้ยืมดังกล่าวให้แก่ Central Retail Investment Limited พร้อมกันกับการซื้อกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต

ทั้งนี้ HCDS ได้ระบุไว้ในข้อเสนอว่า HCDS ประสงค์ที่จะรวมธุรกิจห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต และธุรกิจห้างสรรพสินค้าในทวีปยุโรปที่อยู่ภายใต้การบริหารของ HCDS ให้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบเพิ่มเติมจากเอกสารนำเสนอในการประชุมของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Analyst Meeting) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 18 กันยายนที่ผ่านมา โดยระบุเหตุผลเชิงกลยุทธ์ของข้อเสนอครั้งนี้ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ CRC ที่มุ่งเน้นธุรกิจในประเทศไทยและเวียดนาม ลดภาระหนี้ของ CRC และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ฐานะทางการเงิน และยกระดับโอกาสการเติบโตของ CRC ด้วยการขยายสู่การเป็นผู้นำใน ตลาดเกิดใหม่

CRC ยังอธิบายถึงเหตุผลของการเลือกโฟกัสตลาดประเทศไทยและเวียดนามเป็นหลัก 3 ประเด็นหลัก คือ แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของไทยและเวียดนามมีความโดดเด่นเหนือกว่า โอกาสในการสร้างพลังเสริมทางธุรกิจที่มีนัยสำคัญ เกิดขึ้นได้จากการที่ไทยและเวียดนามเป็นตลาดซึ่งสร้างรายได้เกือบ 95% ของ CRC รวมถึงการดำเนินธุรกิจในไทยและเวียดนามมีความซับซ้อนน้อยกว่า และมีต้นทุนภาษีที่ต่ำกว่า

โดยช่วยลดภาระและความเสี่ยงของ CRC ในการดูแล ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ในอิตาลี ที่มีความแตกต่างจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาก รวมถึงลดสัดส่วนรายได้ของ CRC ที่ถูกเก็บภาษีสูงในอัตรา Effective Tax Rate ประมาณ 30% เทียบกับ CRC ที่เสียภาษีในอัตรา Effective Tax Rate ประมาณ 23%

ส่วนกลยุทธ์ของ CRC หลังขาย Rinascente แล้ว จะเน้นการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารเงินลงทุนอย่างรอบคอบท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

สำหรับขั้นตอนของการขาย Rinascente นี้ จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 โดยต้องได้รับเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและมีสิทธิออกเสียง และคาดว่าจะเสร็จสิ้นธุรกรรมดังกล่าวภายในธันวาคม 2568

ทั้งนี้ CRC ระบุเพิ่มเติมถึงการจ่ายปันผล โดยสิ้นปี 2568 จะมีการพิจารณาจ่ายปันผลพิเศษ ครั้งที่ 1 ประมาณ 4.2 พันล้านบาท และในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในปี 2569 จะมีการพิจารณาจ่ายปันผลพิเศษ ครั้งที่ 2 ประมาณ 3.5 พันล้านบาท (จ่ายพร้อมกับปันผลประจำปี)

นายปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุเพิ่มเติมว่า ธุรกรรมนี้จะทำให้ CRC สามารถจ่ายปันผลสูงถึง 7.7 พันล้านบาท คิดเป็น 28 บาทต่อหุ้น (จ่ายครั้งแรกจำนวนประมาณ 4.2 พันล้านบาท) ภายหลังจากที่ CRC ได้รับเงินสดสุทธิจากธุรกรรม (คาดว่าภายในปี 2568 นี้

และครั้งที่สองจำนวนประมาณ 3.5 พันล้านบาท พร้อมกับการจ่ายเงินปันผลประจำปีจากผลการดำเนินงานปี 2568) โดยจำนวนเงินดังกล่าวเป็นแผนพิจารณาในเบื้องต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาต่อไป ภายหลังจากที่ CRC ได้รับเงินสดสุทธิจากธุรกรรมในครั้งนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดประวัติ Rinascente ห้างหรูอิตาลี 160 ปี ของเครือเซ็นทรัล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...