ดีลใหญ่ “เกาหลีใต้-สหรัฐ” ลดภาษีรถยนต์เหลือ 15% ตั้งกองทุน 3.5 แสนล้านดอลล์ หนุนอุตฯชิป-พลังงานสะอาด
ดีลใหญ่ "เกาหลีใต้-สหรัฐ" ครอบคลุมการปรับลดภาษีสินค้าหลักจากรถยนต์ถึงยา พร้อมตั้งกองทุนร่วมมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ หนุนอุตสาหกรรมชิป พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีอนาคต
วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 11.11 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คิม ยง-บอม (Kim Yong-beom) หัวหน้าที่ปรึกษานโยบายของเกาหลีใต้ เปิดเผยภายหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงว่า สองประเทศได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าแล้ว ซึ่งทางสหรัฐยังไม่ได้ออกมายืนยันรายละเอียดอย่างเป็นทางการ
ทั้งสองประเทศตกลงปรับอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จากเกาหลีใต้ลงเหลือ 15% จากเดิม 25% เพื่อให้เท่ากับคู่แข่งจากญี่ปุ่นซึ่งได้สิทธิเท่ากันภายหลังบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐก่อนหน้านี้ ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าไม้และยาในเกาหลีใต้จะได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุด ส่วนชิ้นส่วนเครื่องบินและยาสามัญ (generic drugs) จะได้รับการยกเว้นภาษีโดยสิ้นเชิง
คิม ยง-บอม หัวหน้าที่ปรึกษานโยบายของรัฐบาลเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ผู้ผลิตชิปของเกาหลีใต้จะไม่เสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากไต้หวัน อีกทั้งโซลยังสามารถปกป้องตลาดสินค้าเกษตรในประเทศไว้ได้ โดยเฉพาะสินค้าสำคัญอย่างข้าวและเนื้อวัว ขณะเดียวกันรัฐวิสาหกิจ Korea Gas Corporation (KOGAS) ได้ลงนามข้อตกลงระยะยาวกับสหรัฐ เพื่อซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปริมาณ 3.3 ล้านตันต่อปี
ในด้านการลงทุน สหรัฐและเกาหลีใต้ตกลงจัดตั้งกองทุนการลงทุนมูลค่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น 200,000 ล้านดอลลาร์ในรูปแบบเงินสดทยอยจ่ายไม่เกินปีละ 20,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าเงินวอน และอีก 150,000 ล้านดอลลาร์สำหรับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมต่อเรือ ซึ่งรวมถึงการให้หลักประกัน การลงทุนของภาคเอกชนเกาหลี และเงินทุนเพื่อการต่อเรือ
ดีลนี้มีโครงสร้างคล้ายข้อตกลงสหรัฐ–ญี่ปุ่นที่ลงนามเมื่อเดือนกันยายน แต่เกาหลีใต้สามารถเจรจาเพิ่มกลไกป้องกันความเสี่ยง เช่น การจำกัดวงเงินรายปี เพื่อคุ้มครองตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศ ขณะเดียวกัน LS Group ของเกาหลีใต้ประกาศแผนลงทุน 3,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสายส่งไฟฟ้าในสหรัฐ รวมถึงสายเคเบิลใต้ทะเล ส่วน HD Hyundai จะร่วมกับ Cerberus Capital Management ของสหรัฐ ลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาอู่ต่อเรือและห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ สองประเทศยังลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการสำรวจอวกาศ (space exploration) ขณะที่ทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งผลกำไรในโครงการลงทุนต่าง ๆ คนละครึ่ง ก่อนการคืนทุนเริ่มต้น และจะดำเนินเฉพาะโครงการที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์
เกาหลีใต้จะใช้รายได้จากผลประโยชน์ของสินทรัพย์ต่างประเทศ เช่น ดอกเบี้ยและเงินปันผล เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนโดยไม่ต้องออกพันธบัตรรัฐบาลในประเทศ แต่จะระดมทุนจากตลาดต่างประเทศผ่านธนาคารนโยบาย เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งเกาหลี (KEXIM Bank) ด้านสหรัฐ จะมีฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์ เป็นประธานคณะกรรมการการลงทุน เพื่อประเมินและคัดเลือกโครงการที่มีศักยภาพร่วมกัน
อ้างอิง : www.reuters.com