โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

3 องค์กรใหญ่ผนึกกำลัง!! เปิดเวทีปฏิรูปสูตรอาหารด้วยวิทยาศาสตร์

The Better

อัพเดต 15 ก.ย 2568 เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2568 เวลา 07.13 น. • THE BETTER
3 องค์กรใหญ่ผนึกกำลัง! เปิดเวทีปฏิรูปสูตรอาหารด้วยวิทยาศาสตร์ สร้างหมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อโภชนาการที่ดีกว่าของคนไทย

สมาคมอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชีย (Food Industry Asia: FIA) ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) จัดงานประชุมเชิงวิชาการในหัวข้อ “SCIENCE IN ACTION – Reformulating Thailand’s Food Future” โดยมีกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล นักวิชาการ และผู้นำอุตสาหกรรมอาหาร เข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมากเพื่อมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แบ่งปันแนวทางปฏิบัติงาน และกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการปรับสูตรอาหารสู่การสร้างเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นของผู้บริโภคชาวไทย

เวทีครั้งนี้เน้นย้ำการใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐานข้อมูลในการยกระดับสุขภาวะของผู้บริโภค ท่ามกลางความท้าทายของสังคมไทยที่กำลังเผชิญจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิต และโรคหัวใจ ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารรสหวาน มัน และเค็มเกินความต้องการ การปรับสูตรอาหารจึงถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการป้องกันโรคร้ายเหล่านี้ พร้อมตีโจทย์ความท้าทายในการปรับสูตรอาหารระดับอุตสาหกรรม ความท้าทายของการปรับสูตรอาหารในตลาดไทยอยู่ที่ความเคยชินของผู้บริโภคที่มีต่อรสชาติแบบเดิม ๆ โดยให้ความสำคัญในการลดโซเดียมซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการรับรู้ความอร่อยของอาหารส่วนมาก นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยการสื่อสารบนบรรจุภัณฑ์เพื่อให้เกิดยอมรับของตลาด ตัวอย่าง การใช้คำอธิบายที่กระตุ้นประสาทสัมผัสแทนคำว่า “ลดเกลือ” ซึ่งสามารถเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น

คำแนะนำทางโภชนาการระบุว่า ใน 1 วัน เราไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม (เปรียบเทียบเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4 ช้อนชา) ทำให้เกิดความท้าทายในการคิดสูตรอาหารใหม่ โดยมีการตั้งเป้าหมายว่าอาหารสูตรปลอดโซเดียม (Sodium Free) จะต้องมีโซเดียมน้อยกว่า 5 กรัม และสูตรโซเดียมต่ำจะต้องมีโซเดียมน้อยกว่า 140 กรัม ร่วมกับการใช้สารทดแทนที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพื่อรักษารสชาติอาหารให้ยังคงความอร่อย แต่ดีต่อสุขภาพมากกว่าเดิม

ดร.เจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การปรับสูตรอาหารเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ซับซ้อน แต่จำเป็นที่สุดในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพแก่ผู้บริโภค และในขณะเดียวกันยังสนับสนุนระบบอาหารที่ยั่งยืนและเข้มแข็ง การดำเนินการนี้ต้องอาศัยความสอดคล้องระหว่างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ กฎระเบียบที่ชัดเจน และต้องสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภค เมื่อบรรลุสมดุลดังกล่าว การปรับสูตรอาหารจะกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงทั้งต่อภาครัฐและอุตสาหกรรมในการยกระดับด้านโภชนาการ โดยไม่สูญเสียความเชื่อมั่นและคุณภาพของผลิตภัณฑ์” ซึ่งประเด็นสำคัญดังกล่าวยังได้รับการเน้นย้ำโดย ดร.พิเชษฐ์ อิฐกอ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อีกด้วย

ภายในงาน ยังได้รับเกียรติจาก พญ.วิสารัตน์ ธีระโกเมน รองผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเน้นย้ำถึงปัญหาสุขภาพและโภชนาการของไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการแบบบูรณาการ ตลอดจนแสดงความเห็นพ้องว่าการปรับสูตรอาหารเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการบริโภคน้ำตาลและโซเดียมที่มากเกินไป

นอกจากนี้ ศ.ดร.ซามูเอล ก็อดฟรอยด์ แห่งมหาวิทยาลัยลาวาล ประเทศแคนาดา ยังกล่าวเสริมถึงความสำคัญของการผสานการประเมินความเสี่ยงที่รัดกุมเข้าสู่นโยบายการปรับสูตร โดยชี้ว่าความโปร่งใสและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นทั้งต่อภาครัฐและผู้บริโภค

นอกจากข้อกังวลในเรื่องโซเดียม อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงก็ถือเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในงาน โดย ดร.กชพร มนูญผล รองผู้อำนวยการกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจจากการศึกษาผู้บริโภคในกลุ่มประเทศอาเซียนของ FIA ซึ่งระบุว่า ผู้บริโภคกำลังลดการบริโภคน้ำตาลลงถึง 81% และลดการบริโภคโซเดียมลง 78% อีกทั้ง 94% มีทัศนคติเป็นกลางหรือเชิงบวกต่อการปรับสูตรอาหาร และที่สำคัญ 82% ระบุว่ายินดีจ่ายเพิ่ม หากรสชาติยังคงคุณภาพเดิม ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าความยอมรับของผู้บริโภคคือปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายโภชนาการที่มีประสิทธิผล

ดร.คม กมลพัฒนะ จาก FoSTAT เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารในการผลักดันการปรับสูตรอาหารอย่างยั่งยืน โดยชี้ว่าความเข้าใจโครงสร้างของอาหาร (Food Matrix) การใช้วัตถุดิบทางเลือกเพื่อรักษารสชาติและคุณสมบัติการใช้งาน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม คือหัวใจของนวัตกรรมด้านอาหารเพื่อสุขภาพ

ด้านนายแมตต์ โควัค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FIA กล่าวว่า “เรารู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนจากพันธมิตรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน การเสวนาในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และความร่วมมือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับโภชนาการของผู้บริโภคในประเทศ FIA ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเคียงข้างกับทุกภาคส่วนในประเทศไทย เพื่อสร้างศักยภาพและพัฒนาระบบอาหารที่มีสุขภาวะและยั่งยืนสำหรับอนาคต”

การประชุม “SCIENCE IN ACTION – Reformulating Thailand’s Food Future” ปิดท้ายด้วยการเสวนาระหว่างผู้แทนจากภาครัฐ นักวิชาการ และอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนภาพความร่วมมือแบบพหุภาคีในการบูรณาการเป้าหมายด้านสุขภาพเข้ากับนวัตกรรมที่รับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนระบบอาหารไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน เน้นย้ำว่า “สุขภาพดี เริ่มต้นจากอาหารที่ดีกว่า”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...