โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มลายู อัตลักษณ์ที่ถูกกดขี่ สนทนากับฟาเดลล์ หะยีฮาระสะ ครูผู้เขียนหนังสือเรียนภาษา-วัฒนธรรมมลายู

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 07.51 น.
ภาพไฮไลต์

ภาพ:จิตติมา หลักบุญ

‘มลายู’ เป็นคำที่หลายคนคุ้นเคยและมักใช้คำนี้เรียกกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตรงชายแดนใต้ของไทย ซึ่งปัจจุบันยังคงมีผู้คนใช้ ‘ภาษามลายู’ ในพื้นที่

แม้หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับภาษามลายูเท่าไหร่นักหากไม่ได้อยู่หรือรู้จักมักคุ้นกับชุมชนชาวมลายู แต่ภาษามลายูถือเป็น ‘ภาษาถิ่น’ ที่กำเนิดขึ้นบนดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งภาษาไทยที่พูดกันอยู่ในทุกวันนี้เองก็ได้รับอิทธิพลจากภาษามลายูด้วยเช่นกัน

เพียงแต่ก่อนที่จะกำเนิดความเป็นไทยที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ภาษา วัฒนธรรม และอารยธรรมที่หลากหลายบนดินแดนอุษาคเนย์นี้ได้หลอมรวมกันเป็นตัวตนของคำว่า ‘ชาติ’ จนเอกลักษณ์บางอย่างเริ่มจางหายไปและผลักความแตกต่างเหล่านั้นให้กลายเป็นอื่น

ครั้งหนึ่งในอดีต จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขณะเป็นรัฐบาลใช้ความเป็นชาติในการปลุกระดมคนไทย ภายใต้การประกาศใช้ ‘รัฐนิยม’ ในปี 2482 เช่น การแต่งตัวและการใช้ภาษา โดยมุ่งหมายให้ชนกลุ่มน้อยในเขตแดนไทยหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว นโยบายรัฐนิยมถูกนำมาใช้กับคนจีน คนลาว และคนมลายู นอกจากนี้ยังมีกฎหมายต่างๆ ที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะการยกเลิกกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกที่ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างหนัก

ภายหลังจากจอมพล ป. หมดอำนาจลงไป หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ แกนนำนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเพื่ออัตลักษณ์ชาวมุสลิมและคณะ เคยเสนอข้อร้องขอ 7 ข้อ ในปี 2490 โดยมีใจความส่วนหนึ่งระบุคำร้องขอให้การใช้หนังสือราชการเป็นภาษามลายูและให้มีการศึกษาภาษามลายูในโรงเรียนชั้นประถมใน 4 จังหวัด

ข้อร้องขอนี้ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกฯ ในขณะนั้นได้รับไว้ยกเว้นบางข้อเนื่องจากเกี่ยวข้องกับอำนาจการปกครอง และสุดท้ายข้อร้องขออื่นๆ ก็ดำเนินการไปอย่างล่าช้าและเลือนหายไปในที่สุด

แต่จากการเคลื่อนไหวของหะยีสุหลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านหลายรัฐบาล ส่งผลให้หะยีสุหลงถูกจับกุมในข้อหา “ตระเตรียมและสมคบกันคิดการจะเปลี่ยนแปลงราชประเพณีการปกครอง” สมัยควง อภัยวงศ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีและภายหลังการถูกปล่อยตัว เพียง 2 ปีให้หลัง เช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2497 ในสมัยจอมพล ป. กลับมาขึ้นมาเป็นนายกฯ หะยีสุหลงพร้อมบุตรชาย และพวกรวม 4 คน เดินทางไปรายงานตัวกับหน่วยสันติบาลสงขลา จากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นทั้ง 4 คนอีก

“การหายตัวถูกยืนยันว่าเป็นการบังคับสูญหาย หรือการ ‘อุ้มหาย’ จริง ในยุค จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อมีการสอบสวนย้อนไปและได้ข้อสรุปว่า หะยีสุหลงและพวก ถูกสังหารตามคำสั่งรัฐบาล มีการระบุรายละเอียดถึงวิธีการรัดคอ คว้านท้อง ยัดเสาปูน เพื่ออำพรางศพ” ศาสตราจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยกล่าวไว้ในงานเสวนาประวัติศาสตร์ในหัวข้อ ‘ว่าด้วยประวัติศาสตร์ปาตานี’ ปี 2565

ปัจจุบันเรื่องราวของหะยีสุหลงยังคงเป็นตำนานเล่าขานและตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการรักษาอัตลักษณ์ของชาวมลายู แต่ผลพวงจากการกดทับอัตลักษณ์ในอดีตคือเรื่องจริงที่ส่งผลให้หลายคนห่างไกลจากความเป็นมลายู และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประวัติศาสตร์สยามและมลายู-ปัตตานีเกิดรอยร้าว

“หะยีสุหลงแสดงตัวชัดเจนว่าเขาเสนอ 7 หัวข้อแบบประชาธิปไตย ความคิดของหะยีสุหลงเมื่อหลายปีก่อนถือว่าล้ำหน้ามาก แต่ความคิดล้ำหน้านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ส่วนกลางไม่สบายใจ ซึ่งเมื่อเกิดกรณีหะยีสุหลงขึ้นก็เริ่มมีองค์กรใต้ดินเกิดขึ้นนับตั้งแต่วันนั้น กลายเป็นขบวนการต่างๆ ขึ้นมา”

คือคำพูดของ ฟาเดลล์ หะยีฮาระสะ นักวิชาการอิสระและอาจารย์สอนภาษา-วัฒนธรรมมลายูและภาษาอาหรับ ที่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งจนทำให้ปัจจุบันความเป็น ‘มลายู’ ถูกทำให้ห่างไกลผู้คนออกไปทุกที แต่ความจริงแล้ว ‘มลายู’ กลับสอดแทรกอยู่รอบตัวเราทั้งในภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างช้านาน

‘มลายู’ และ ‘ไทย’

“ตา ในภาษาไทย ภาษามลายูจะเรียก มาตา ส่วนคำว่าจมูก เป็นคำจากเขมร คำไทยใช้คำว่าดั้ง คำมลายูเรียก ฮีดุง (hidung) ถ้าออกเสียงหลายครั้งจะเพี้ยนเป็นฮิดั้งก็คำเดียวกัน” ฟาเดลล์เล่าถึงคำมลายูและคำไทยที่เรียกว่า ‘เป็นคำเดียวกัน’ โดยมีรูปแบบคำเหมือนกันคือภาษาไทยมีหนึ่งพยางค์ ส่วนภาษามลายูมีสองพยางค์

“บะฮัก ในภาษามลายูโบราณ เมื่อพูดซ้ำๆ หลายครั้งก็จะเพี้ยนเป็นคำว่า ปาก หรือภาษาไทยที่เรียกใบหน้าว่า มุข ภาษามลายูจะเรียกว่า มูกา, บาฮู ที่แปลว่า บ่า, กากี แปลว่า ขา, บุนตุด แปลว่า ก้น หรือ ตูด, เกินตด แปลว่า ตด นอกจากนี้ยังมีคำว่า ‘โจรสลัด’ ในอดีตพื้นที่ที่โจรสลัดมีอิทธิพลมากที่สุดคือช่องแคบมะละกา ภาษามลายูจะเรียกว่า เซอลัต เมอลากา (Selat Melaka) ซึ่งเซอลัต ก็คือ สลัด แปลว่าช่องแคบ ส่วนโจรสลัด ก็คือ โจรช่องแคบมะละกานั่นเอง”

คำอธิบายเหล่านี้ทำให้เห็นภาพชัดว่า ภาษาเป็นหลักฐานสำคัญของการลื่นไหลทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะภูมิภาคอุษาคเนย์ ที่หลายภาษามีการใช้คำซ้ำ พ้องกัน หรือกร่อนคำ แต่ยังมีความหมายเดียวกัน

ฟาเดลล์ผู้เติบโตในจังหวัดปัตตานีตั้งแต่เกิดยกตัวอย่างคำมากมายที่หลายคนคุ้นเคยพร้อมอธิบายว่า คำเหล่านี้มีมากเป็นร้อยๆ คำ ฉะนั้น ถ้าคนไทยเรียนภาษามลายูจะเรียนรู้ได้ไวเพราะมีคำสันสกฤตและรากคำเดิมเหมือนกัน ซึ่งคำไทยที่คนไทยฟังแล้วเข้าใจมาจากเสียงทางใต้ ไม่ได้มาจากเสียงมลายูมาตรฐานในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย

“ตอนผมสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง อาจารย์ประพนธ์ เรืองณรงค์ (อาจารย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญภาษาถิ่นใต้) มาถามข้อมูลจากผมและสุดท้ายท่านสรุปออกมาว่าคำว่า พัทยา เป็นคำมลายู เพราะคำบอกทิศในภาษามลายูจะมีคำว่า บารัตดายา (Barat Daya) แปลว่า ทิศตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อคำนี้พูดซ้ำหลายครั้งจะเพี้ยนและกร่อนคำไปคล้ายกับคำว่า พัทยา”

“นอกจากนี้ยังมีคำบอกทิศอื่นๆ เช่น อุตรดิตถ์ มาจากภาษามลายูจากคำว่าอูตารา (Utara) ที่แปลว่าทิศเหนือ ส่วนคำว่าสลาตัน (Selatan) แปลว่า ทิศใต้ หรือชื่อประเทศติมอร์-เลสเต แต่ก่อนเขาใช้คำว่า ติมอร์ ติมูร์ (Timor Timur) ซึ่งคำว่า ตีมูร์ แปลว่าทิศตะวันออก แต่ภายหลังเปลี่ยนมาใช้เป็นคำโปรตุเกสจึงกลายเป็น ติมอร์-เลสเต” ฟาเดลล์เล่า

สาระความรู้มากมายใกล้ตัวที่เราไม่ทันสังเกตพรั่งพรูออกมาอย่างน่าสนใจ พร้อมกับข้อสงสัยไปในตัวว่าทำไมเราจึงไม่เคยรับรู้สิ่งเหล่านี้มาก่อน จังหวะนั้นเองฟาเดลล์ได้นำหนังสือเกี่ยวกับภาษามลายูมากมายที่ระบุชื่อผู้เขียน ‘ฟาเดลล์ หะยีฮาระสะ’

ฟาเดลล์ วัย 46 ปี เล่าถึงประสบการณ์ก่อนมาเขียนหนังสือสอนภาษามลายูและอาหรับที่หลายสถาบันใช้เรียนในปัจจุบันว่า

“ผมมีภาษามลายูเป็นภาษาแม่ ซึ่งภาษาแม่ผมมี 2 คือภาษามลายูกับภาษาอาหรับ เพราะคุณแม่โตที่ซาอุดีอาระเบีย สมัยที่ผมเรียนตอนนั้นมีสถาบันสอนภาษามลายูอยู่ไม่กี่แห่งในประเทศไทย หลังจากผมจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สาขาภาษามลายู ผมก็ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นผมก็รับทุนไปเรียนมาเลเซีย ต่อมาก็กลับมาทำงานใช้ทุนจนหมดและเขียนหนังสือพวกนี้”

“เด็กบางคนไม่ได้รู้จักผมด้วยซ้ำ ผมไปเจอนักเรียนที่สุเหร่าแสนแสบในกรุงเทพฯ ใช้หนังสือภาษาอาหรับเล่มหนึ่งที่ผมเขียน ผมถามเด็กๆ ว่ารู้จักหรือเรียนหนังสือเล่มนี้ไหม เด็กบอกเขาเรียนเล่มนี้ แต่พอถามว่ารู้จักคนเขียนไหม เขาบอกไม่รู้จัก ผมเฉลยว่าครูนี่แหละคนเขียน (หัวเราะ)”

นอกจากการพูดภาษามลายูในชุมชนในชายแดนใต้ หนังสือเรียนถือเป็นสื่อสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งต่อองค์ความรู้ วัฒนธรรมและภาษามลายูให้กับเด็กๆ รุ่นใหม่ได้

“ผมเป็นครูโดยสายเลือด คุณทวดของผมเป็นราชครูที่วังยะหริ่งที่ปัตตานีและคุณปู่ก็มีสถาบันที่ปัตตานีชื่อมูลนิธิสมบูรณ์ศาสน์ปอเนาะดาลอ อำเภอยะหริ่ง เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงที่สุดในสามจังหวัดชายแดน เราทำเรื่องการศึกษาฟรีมาเป็น 100 ปี เพื่อสร้างคนให้เป็นคน”

ฟาเดลล์เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างตำราเรียนภาษามลายูพร้อมเล่าต่อว่านอกจากหนังสือเรียนแล้ว เขายังทำสติ๊กเกอร์ไลน์ ซอฟต์แวร์ที่เป็นบทเรียนและพจนานุกรมบนโลกออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ต่อไปว่า “ครูอายุปูนนี้แล้วยังทำได้ พวกเขาก็ทำได้และทำได้ดีกว่าผม”

อดีตของ ‘มลายู’ การถูกผลักให้เป็นอื่นสู่ความขัดแย้งในปัจจุบัน

แม้ ‘มลายู’ จะอยู่ในไทยหรือสยามมาตั้งแต่ในอดีต เปรียบเสมือนเครือญาติที่อยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน แต่การถูกผลักให้เป็นอื่น หรือบางครั้งพวกเขาถูกเรียกว่า ‘แขก’ เนื่องด้วยศาสนาและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนจากส่วนกลาง ทำให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดในอดีตห่างไกลออกไปและผันกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในปัจจุบัน

ฟาเดลล์เล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 ในธนบัตรรุ่นแรกเคยมีภาษามลายูหรือภาษาจีนอยู่ด้วย หรือหากสังเกตดูที่สัญลักษณ์ของหมวกตำรวจ ปัจจุบันจะมีสัญลักษณ์ 3 อย่าง คือช้างสามเศียร ช้างหนึ่งเศียร และกริช ช้างสามเศียรคือคนสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปจนถึงนครศรีธรรมราช ช้างหนึ่งเศียรคือล้านช้าง ส่วนกริชคือสัญลักษณ์ของมลายู ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้คนทางใต้เกิดความภูมิใจว่าการสร้างประเทศนี้เกิดจากการหลอมรวมคนหลากหลายเชื้อชาติ

ภาพจากพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุ

“ผมมองว่าในสมัยอยุธยา สยามและมลายูอยู่กันแบบเครือญาติ แต่ต้องยอมรับว่าคนที่เขียนประวัติศาสตร์คือคนที่ชนะ ประวัติศาสตร์เขียนว่าสยามปกครองมลายูและคุมไทรบุรี (เมืองในรัฐเกดะห์ มาเลเซียปัจจุบัน) พวกเขาต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้สยาม แต่ไทรบุรีก็บอกว่าเขาไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของสยาม แต่ส่งเครื่องราชบรรณาการเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและไม่อยากมีสงคราม”

ฟาเดลล์มองว่าจุดเริ่มต้นปัญหามาจากสมัยที่มีสนธิสัญญากรุงเทพฯ หรือสนธิสัญญาแองโกล-สยาม เมื่อปี 1909 ทำให้การแบ่งเส้นเขตใหม่ระหว่างอาณาจักรสยามและสหราชอาณาจักร (สยามยกดินแดนรัฐมลายู 4 รัฐ ได้แก่ กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และปะลิส รวมถึงเกาะใกล้เคียงให้อังกฤษ) ทำให้เกิดการทะเลาะกันเอง เช่นเดียวกับการแบ่งเขตแดนในอีกหลายประเทศ เช่น พม่า บังกลาเทศ หรือแคชเมียร์ในอินเดียและปากีสถาน

“ผมเข้าใจว่าสมัยรัชกาลที่ 5 จำเป็นต้องรวมพระราชอำนาจมาสู่ส่วนกลางเพราะไม่เช่นนั้นเราจะสูญเสียดินแดนมากยิ่งขึ้น แต่การรวบอำนาจย่อมมีคนเสียอำนาจ ในช่วงแรกยังไม่เท่าไหร่ แต่พอมีนโยบายสมัยจอมพล ป. ก็เกิดปัญหาและมีการอุ้มฆ่าหะยีสุหลง

ปัจจุบันสถานการณ์ในชายแดนใต้ยังคงดำเนินอยู่แม้รัฐบาลพยายามเจรจาอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องด้วยสาเหตุหลายปัจจัยที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ ทำให้พื้นที่ชายแดนใต้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงภายใต้กฎหมายพิเศษทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กฎอัยการศึก และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งนั่นทำให้ผู้คนในพื้นที่ยังคงถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพ

ใจ ‘เขา’ ใจ ‘เรา’ สู่วันที่พวกเราจะเข้าใจกัน

“ในเหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ รวม 45 วัน เมื่อปี 2518 (เรียกร้องความเป็นธรรม กรณีนายทหาร 6 นายฆาตกรรมชาวบ้านรวม 5 ศพและโยนทิ้งที่แม่น้ำสายบุรี หรือที่เรียกว่า เหตุการณ์สะพานกอตอ) ตอนนั้นมีนักศึกษาจากส่วนกลางไปที่นั่น แต่นักศึกษามาโวยว่าไม่มีใครบอกเลยว่าคนแถวนั้นเขาไม่ได้พูดภาษาไทย”

ฟาเดลล์ย้อนถึงเหตุการณ์ในอดีตที่สะท้อนให้เห็นผลพวงของนโยบายชาตินิยมจากส่วนกลางที่ชัดเจน พร้อมเล่าต่อว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว สามจังหวัดชายแดนคือแหล่งทำโทษของข้าราชการที่มีปัญหา ซึ่งข้าราชการเหล่านี้จะแก้ปัญหาของคนในพื้นที่ได้อย่างไร นอกจากนี้ยังไม่มีความต่อเนื่อง เช่น กรณีนักเคลื่อนไหว 9 คนโดนจับและอัยการชุดที่แล้วยกฟ้อง แต่ปรากฏว่าโดนจับใหม่อีกเพราะอัยการชุดใหม่ถือว่าเป็นคำสั่งเก่า ทำให้ปัญหาทับปัญหาและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

“ผมมองว่าการแก้ปัญหาทุกอย่างคือการสื่อสารและการเจรจา ซึ่งคือการพูดคุย ตราบใดที่เราไม่เข้าใจเขา ปัญหาไม่มีวันจบ ถ้าใช้ความรุนแรงก็เป็นการสร้างเงื่อนไข แต่ตอนนี้เรายังขาดศูนย์อำนาจอยู่ ชายแดนใต้ห่างเป็นพันกิโลเมตร เวลามีปัญหาต้องติดต่อไปส่วนกลางคือกรุงเทพฯ เพราะอะไรทำไมทางใต้ถึงแก้ปัญหากันเองไม่ได้”

“ผมว่า ณ ตอนนี้ต้องเดินคนละก้าว ถอยหลังคนละก้าว ถ้าจะเอาเรื่องความรุนแรงไปสู้กับทางใต้ไม่มีทางชนะ แต่การชนะใจคนเป็นเรื่องหลัก ถ้าชนะใจเขาได้ก็ถือว่าชนะแล้ว” ฟาเดลล์กล่าว

แม้ที่ผ่านมา ‘ความไม่เข้าใจกัน’ จะกลายเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งมากมายและเป็นเรื่องท้าทายในปัจจุบัน แต่ฟาเดลล์มองว่าปัจจุบันเริ่มมีการเรียนรู้บางอย่างซึ่งกันและกัน โดยยกตัวอย่างโรงเรียนสุเหร่าลำแขกในเขตหนองจอก กรุงเทพฯ ที่มีการแข่งภาษาอาหรับก็มีตัวแทนเป็นเด็กชาวพุทธได้รางวัล เพราะสำหรับเด็กชาวพุทธเขามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่จึงอยากเรียนรู้ ขณะที่เด็กมุสลิมเรียนเรื่องนี้เป็นประจำอยู่แล้วจึงรู้สึกเบื่อ

หรือโรงเรียนรางราชพฤกษ์นุชมีอุทิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนให้ข้อมูลว่ามีเด็กนักเรียนเป็นมุสลิมและพุทธ 50:50 และในวิชาพุทธศาสนา เด็กมุสลิมมักตอบคำถามและได้คะแนนเยอะกว่าเด็กพุทธ เพราะเด็กมุสลิมก็อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เหมือนกัน

“การอยู่ด้วยกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเข้าใจ ปรารถนาดีต่อกันและแบ่งปันประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันทุกฝ่าย นั่นคือสันติภาพที่ยั่งยืน” ฟาเดลล์ ทิ้งท้าย

ปัจจุบันเราอาจรู้สึกถึงช่องว่างของความแตกต่างจนขาดการทำความเข้าใจกันมาอย่างยาวนานและเกิดความขัดแย้งขึ้นมามากมาย แต่ช่องว่างเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าจะคงอยู่ตลอดไปและยังไม่สายเกินไปที่เราจะกลับมาทำความเข้าใจกัน

บทความต้นฉบับได้ที่ : มลายู อัตลักษณ์ที่ถูกกดขี่ สนทนากับฟาเดลล์ หะยีฮาระสะ ครูผู้เขียนหนังสือเรียนภาษา-วัฒนธรรมมลายู

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...