ทรัมป์ ตีกรอบเจรจาค้าต่างตอบแทน จับมือไทยเซ็น MOU ห่วงโซ่แร่แรร์เอิร์ท
“อนุทิน” ลงนาม 2 เรื่องสำคัญระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ที่กัวลาลัมเปอร์ “กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน-MOU แร่แรร์เอิร์ท” มุ่งหน้าเจรจายกเลิกกำแพงภาษีสินค้า 99% ให้สหรัฐ แลกสหรัฐเก็บภาษีสินค้าไทย 19% ตามที่ทีมไทยแลนด์ชุดเก่าเจรจาอย่างกว้าง ๆ ไว้ แต่คราวนี้ต้องลงรายละเอียดปูทางสู่ข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ ส่วนแร่แรร์เอิร์ท “ทรัมป์” นำไทยเข้าห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก แม้ไม่มีแหล่งแร่แรร์เอิร์ทในไทย
ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ครั้งที่ 13 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทยและสหรัฐได้มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมและบันทึกความเข้าใจสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Joint Statement on Framework for United States-Thailand Agreement on Reciprocal Trade) กับบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน (Memorandum of Understanding between The Goverment of The United States of America and The Government of The Kingdom of Thailand Concerning Cooperation to Diversify Global Critical Minerals Supply Chains and Promote Investments) ซึ่ง MOU ฉบับหลังนั้น สหรัฐได้แจ้งความจำนงผ่านมาทางกระทรวงการต่างประเทศไทย
โดยแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Reciprocal Trade) จะเป็น “กรอบ” การเจรจาเพื่อให้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ หลังจากที่สหรัฐประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศไทย ส่วนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยแร่แรร์เอิร์ท ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมแร่หายาก (Rare Earth) ในข้อที่ว่า ประเทศไทยจะถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องของแร่หายาก ระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งกำลังกลายเป็นสงครามการค้าตอบโต้กันอยู่ในปัจจุบัน
กรอบการเจรจา Reciprocal Trade
จะมีการเจรจาการค้าต่างตอบแทนภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ฝ่ายไทยจะ “ยกเลิก” กำแพงภาษีสินค้าต่าง ๆ ประมาณ 99% ทั้งผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรม อาหาร-การเกษตรที่เรียกเก็บจากสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐ จะยังคงจัดเก็บภาษีสินค้าไทยในอัตรา 19% (คำสั่งฝ่ายบริหาร 14257 แก้ไขเพิ่มเติมสำหรับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากไทย และคำสั่ง 14346 การปรับอัตราภาษีให้กับประเทศคู่ค้าเพื่อให้ได้รับอัตราภาษีร้อยละ 0)
โดยไทยและสหรัฐจะใช้กรอบนี้ในการเจรจา “ยกเลิก” มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี ลดอุปสรรคทางการค้าแก่สินค้าส่งออกของสหรัฐ อาทิ ยานยนต์ที่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของสหรัฐ, ยอมรับในใบรับรองการทำตลาดล่วงหน้าของเครื่องมือแพทย์และยาของ US-FDA, การออกใบอนุญาตการนำเข้าเอทานอล และการยกเลิกระบบให้รางวัลนำจับตามกฎหมายศุลกากรไทย
นอกจากนี้จะมีการเจรจาในเรื่องการเร่งรัดการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์การเกษตร-เนื้อ-สัตว์ปีก ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานความปลอดภัยด้านคุณภาพอาหารสหรัฐ (FSIS) การปกป้องแรงงานตามกฎหมายแรงงาน สิทธิในการตั้งสมาคม การค้าผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ที่ผิดกฎหมาย เงินอุดหนุนการประมง การทำประมงผิดกฎหมาย การแก้ไขปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมาอย่างยาวนาน การแก้ไขอุปสรรคที่จะกระทบต่อการค้าดิจิทัล บริการและการลงทุน การบิดเบือนกลไกตลาดของรัฐวิสาหกิจ
รวมไปถึง การ “รับทราบ” ข้อตกลงทางการค้าระหว่างบริษัทไทย กับบริษัทสหรัฐ ได้แก่ การซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลืองมูลค่า 2.6 พันล้านเหรียญ/ปี (84,992 ล้านบาท), การซื้อก๊าซธรรมชาติ/น้ำมันดิบ/อีเทน มูลค่า 5.4 พันล้านเหรียญ/ปี (176,858 ล้านบาท) และการซื้อเครื่องบินสหรัฐจำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18.8 พันล้านเหรียญ (614,512 ล้าบาท)
ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเปิดตลาดสินค้าให้กับสหรัฐถึง 99% นั้น “เป็นกรอบการเจรจาที่ได้ตกลงกันไว้ ตั้งแต่ ทีมไทยแลนด์ ชุดของรัฐบาลที่แล้ว ขณะนี้รายละเอียดยังเป็นแค่ Joint Declaration ส่วนตัวเลขที่กันไว้อีก 1% จะครอบคลุมสินค้าหลายรายการ ซึ่งได้ศึกษาเอาไว้แล้ว ขณะนี้เป็นเพียงการตั้งกรอบกว้าง ๆ เท่านั้น ทุกเรื่องยังต้องมีการเจรจาที่ลงรายละเอียดเพิ่มเติมอีก” นายเอกนิติกล่าว
3 ข้อรับมือเจรจา Reciprocal
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศภายใต้แนวคิด “การค้าเพื่อผลประโยชน์ร่วมและความเป็นธรรม”
แต่เอกสารที่ลงนามฉบับนี้เป็นเพียง “แถลงการณ์ร่วม (Joint Statement)” มิใช่ข้อตกลงผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และทั้งไทยและสหรัฐยังต้องมีการเจรจาในรอบถัด ๆ ต่อไปอีก เพื่อหารือเชิงลึกในรายละเอียดของแต่ละประเด็น ทั้งด้านการเปิดตลาด มาตรการคุ้มครองเกษตรกร มาตรฐานการผลิต และการค้าดิจิทัล ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาอย่างเปิดเผยและโปร่งใส
สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยเห็นว่า กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน คือ “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ที่มาพร้อมแรงกดดันเชิงโครงสร้าง ซึ่งแม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถใช้เป็นแรงผลักให้ไทยยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมกันนี้ได้เสนอแนวทางการปรับตัวรับมือกับการเจรจาการค้าที่จะเกิดขึ้น 3 ข้อ ได้แก่ 1) ยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล ด้วยการสนับสนุนโรงงานและผู้ส่งออกให้ผ่านมาตรฐาน FDA, USDA, EU การลงทุนในระบบ Traceability และคาร์บอนต่ำ
2) การเสริมขีดความสามารถของ SMEs ไทยด้วยการจัดโครงการ Technical Assistance และ Capacity Building และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และ 3) การสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับภาคเอกชนต่างประเทศ ด้วยการจับมือกับนักลงทุนสหรัฐเพื่อร่วมพัฒนา Supply Chain และใช้กรอบนี้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีอาหารอนาคต
แจง MOU แรร์เอิร์ท
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้ความชัดเจนถึงบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยแร่แรร์เอิร์ท (Rare Earth) ที่ลงนามกับสหรัฐว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับทราบการลงนามดังกล่าวแล้ว โดยมีรายละเอียด 1) เป็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) “ไม่ใช่กฎหมาย” เป็นเพียงความเข้าใจร่วมกัน เพื่อร่วมมือกันในการพิจารณาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความลงทุนแร่หายาก
2) ต้องการส่งเสริมการค้าการลงทุน ในอุตสาหกรรมการสำรวจ, การสกัด, การแปรรูป, การกลั่น, การรีไซเคิล, การกู้คืน และการดูแลรักษาแร่หายาก ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นกระบวนการการสำรวจ ไปจนถึงการสกัด รวมไปถึงการรีไซเคิลและการกู้คืน และ 3) การสนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่อมและอุตสาหกรรมการสกัด 4) สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด คือ การทำให้แร่หายากนำออกมาใช้สู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ
สำหรับขอบเขตของการร่วมมือ จะมี 1) การแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเป็นเลิศในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย 2) ให้เจ้าหน้าที่ของประเทศภาคีสามารถจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และกลไกต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
3) ให้ความสำคัญแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี ทั้งการออกใบอนุญาตการลดขั้นตอน 4) การแลกเปลี่ยนข้อมูลในโครงการต่าง ๆ และราคาสินค้าแร่หายาก และ 5) ให้ประเทศภาคี ระหว่าง 2 ประเทศให้การคุ้มครองตลาด โดยการอิงกลไกตลาด ปฏิบัติการทางการค้าอย่างเป็นธรรม รวมไปถึงมาตรฐานการค้าขาย ซึ่งจะทำให้เกิดกลไกการกำหนดราคา และกลไกที่จะทำให้เป็นมาตรฐานสากล
ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า เนื้อหาของ MOU กำหนดว่า มีสิทธิที่จะลงทุนและสำรวจทั้ง 2 ประเทศ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายภายในของประเทศนั้น ๆ และ MOU เขียนชัดเจนว่า “ไม่มีผลผูกพันกับกฎหมายระหว่างประเทศ”
ดังนั้น ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ประเทศไทยกับสหรัฐที่จะร่วมมือกันพัฒนาแร่หายากให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนคำว่า “First Opportunity to Invest” นั้น หากยกมาข้อความเดียว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งความจริงแล้ว มันเริ่มต้นด้วยคำว่า Participant have First Oportunity to Invest ซึ่งหมายความว่า การให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะผู้เป็นคู่สัญญา
แต่ว่าในการดำเนินการนั้น จะต้องยึดกฎหมายของแต่ละประเทศ นั่นก็คือ พ.ร.บ.แร่ ที่ไทยกำหนดไว้ว่า ต้องมีการเปิดประมูลในวิธีการที่เสรีเป็นธรรม ให้สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) หรือ WTO ดังนั้นไม่ได้เป็นแต้มต่ออะไร แต่เป็นความสัมพันธ์ตามปกติ
กพร.ยันไทยไม่มีเหมืองแรร์เอิร์ท
นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวกับ ็ประชาชาติธุรกิจิ ว่า แรร์เอิร์ทมีทั้งหมด 17 ตัวตามตารางธาตุ จะมีแร่ 73 ชนิดที่มีธาตุหายากอยู่ ที่เรียกว่า “หายาก” เพราะมันกระจายกันอยู่ มันไม่กระจุกตัวเหมือนแร่ชนิดอื่น มีปริมาณที่น้อย และมักพบว่าเป็นเพื่อนแร่ หรืออยู่กับแร่อื่น ๆ เช่น ดีบุก จากการสำรวจแรร์เอิร์ทในประเทศพบว่า “ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และการทำเหมืองแร่” โดยในไทยพบแรร์เอิร์ท 2 ตัว คือ Monazite กับ Xenotime กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ตะวันตก และภาคใต้
ที่ผ่านมามีการออกอาชญาบัตรสำรวจแร่ที่เกี่ยวข้องกับแรร์เอิร์ทอยู่ 7 ราย ได้แก่ บจก.มินโค ในพื้นที่ ต.เขาน้อย อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช 1,250 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ 25 ก.ย. 2558, นายนิสิต สิทธิอาษา ต.เม็งราย อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย 1,241 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ 28 เม.ย. 2560, บจก.เซาท์อีสท์มิเนอรัลส์ ต.เขาน้อย อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช 4,086 ไร่ และที่ ต.ทุ่งปรัง อีก 10,000 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ ปี 2562 และ 2564, บจก.สยามโลหะอุตสาหกรรม ใน 3 พื้นที่ คือ ต.ท่าอยู่ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา รวม 23,020 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ 14 ก.พ. 2567,
บจก.พันแสง โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ ต.แม่ท้อ อ.เมืองตาก จ.ตาก 1,252 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ 23 ธ.ค. 2565, บจก.ไทยเวสท์ นิว เมทัลส์ ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี 1,090 ไร่ อยู่ระหว่างการสำรวจโดยอาชญาบัตรจะหมดอายุในวันที่ 4 ก.ย. 2569 และ บจก.สลามมาลาโค ต.ถ้ำทะลุ อ.บันนังสตา จ.ยะลา 2,500 ไร่ อยู่ระหว่างการสำรวจ โดยอาชญาบัตรจะหมดอายุในวันที่ 18 มี.ค. 2570 ซึ่งทุกรายที่ได้รับอาชญาบัตรสำรวจ “ยังไม่มีรายใดตัดสินใจที่จะทำการยื่นขอประทานบัตรเพื่อขุดเจาะแร่ขึ้น เพราะไม่คุ้มต่อการลงทุน” นายอดิทัตกล่าว
“ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐมีการสำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรร์เอิร์ท หลังจากมีการตื่นตัวด้วยเกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา แรร์เอิร์ทจึงกลายเป็นแร่เศรษฐกิจ จากการสำรวจเพิ่มร่วมกับทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ จ.ระนอง ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎ์ธานี ซึ่งก็ยังเป็นแหล่งเล็ก ไม่พบว่ามีปริมาณที่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ เช่นกันกับที่เคยสำรวจมาก่อนหน้านี้
ต้องอธิบายให้เห็นภาพชัด ๆ ว่า กระบวนการของห่วงโซ่นี้มันจะประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ เหมือง โรงแต่ง โรงสกัด และโรงงานผลิต สรุปคือ ไทยยังไม่มีเหมืองแรร์เอิร์ท แต่มีโรงแต่งแร่ที่นำเข้าแร่จากต่างประเทศเข้ามาแล้วส่งออก เรายังไม่มีโรงสกัดตรงนี้มันจะสกัดแร่เพื่อให้ได้แร่ธาตุออกมา ซึ่งเรายังทำไม่ได้ แต่เรามีโรงงานผลิตที่นำเข้าแร่ธาตุเข้ามาผลิตเป็นสินค้าปลายทางเพื่อขายได้” นายอดิทัตกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยยังไม่พบแหล่งแร่แรร์เอิร์ทที่มากเพียงพอสำหรับการทำเหมืองเชิงพาณิชย์ แต่ไทยมีโอกาสที่จะทำในเรื่องของการรีไซเคิล ซึ่งเป็น 1 ในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญที่สามารถส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้ โดยการนำเข้าแร่ธาตุแรร์เอิร์ทเข้ามาเพื่อแต่งแร่และส่งกลับออกไปนั้น ไม่ต้องขออนุญาตกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) แต่จะต้องสำแดงตามพิกัดศุลกากรตามกฎหมายศุลกากร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทรัมป์ ตีกรอบเจรจาค้าต่างตอบแทน จับมือไทยเซ็น MOU ห่วงโซ่แร่แรร์เอิร์ท
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net