'ลงทุนทางศรัทธา' วิวาทะ พระเก๊? คุยกับ ดร.วิศรุต บวงสรวง เมื่อมฤตยูพุ่งชนพุทธไทย
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
‘ลงทุนทางศรัทธา’ วิวาทะ พระเก๊?
คุยกับ ดร.วิศรุต บวงสรวง
เมื่อมฤตยูพุ่งชนพุทธไทย
ทําเอาร้องอุ๊ย! สไตล์หนุ่ม กรรชัยไปตามๆ กัน สำหรับวิวาทะวงการพระเครื่อง ที่เหล่าเซียนพระเปิดหน้าไฝว้เดือด กรณีหลวงปู่ทวด เนื้อทองคำ ปี 08 ขุดหลักฐานสืบสวนสอบสวนกันรัวๆ ราวซีรีส์บันเทิง
จริงไม่จริง แท้ไม่แท้ เก๊ไม่เก๊ ยังไม่มีคำตอบ 100% เป็นเอกฉันท์ แต่ที่แน่ๆ นับเป็นอีกเรื่องราวที่ชวนให้ประมวลปรากฏการณ์ใน (พุทธ) ศักราช 2568 ที่วงการพระคนพระเครื่อง เกิดเรื่องอลหม่าน
พระเครื่องปลอม? พระสงฆ์เก๊ พระเถระที่ ‘จีวรบิน’ จากคดีอื้อฉาว จนต้องเข้าไปเดินจงกรมในคุกตะราง รูปแล้วรูปเล่า ทำเอาชาวพุทธไทยส่ายหน้าพากัน ‘อกหัก’ ว่าเจ้าคุณผู้ใหญ่ที่กราบไหว้มานับปี กลายเป็นของปลอมจกตาไปเสียได้
“อันนี้ผมคิดว่าเป็นจุดพีกจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย”
คือคอมเมนต์ต่อหลากเหตุการณ์พีกในพีกที่หลอมรวมก่อร่างเป็นปรากฏการณ์เขย่าปริมณฑลแห่งความศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นวาระแห่งชาติ
ดร.วิศรุต บวงสรวง อาจารย์ประจำแขนงวิชาไทยศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เจ้าของผลงานวางแผงสดๆ ร้อนๆ ‘พระทรงเสกพรไหว้วอนทุกวัน’ โดย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันที่ว่าด้วยการก่อตัวของวัฒนธรรมพระเครื่องสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วมีพัฒนาการสืบมาในหลากยุคสมัย คือหนึ่งในผู้เพ่งสมาธิเฝ้ามองสถานการณ์ข้างต้นในเชิงวิชาการอย่างไม่คลาดสายตา
พร้อมร่วม ‘ปุจฉา-วิสัชนา’ ในหลากคำถามที่สังคมหวังว่าจะมีคำตอบ
: ขอเปิดด้วยวิวาทะล่าสุดระหว่าง ‘เซียนพระ’ ที่ไปๆ มาๆ ดูท่าจะจบยาก?
ข้อถกเถียงพระแท้ พระปลอม มีมาตลอดในวงการพระเครื่องไทย เพียงแต่หลายเรื่องรวมไปถึงกรณีความประพฤติพระ ปัจจุบันเป็นที่สนใจมากขึ้นเพราะพื้นที่สาธารณะบนโลกออนไลน์มันเปิดกว้างมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้ชมแสดงความเห็นได้ด้วย
จากดราม่าพระเครื่องไม่กี่วันที่ผ่านมา มิติหนึ่งมันน่าสนใจ พระเครื่อง เหรียญ มีมูลค่าหลายล้านบาท ใครติดตามวิวาทะจากทั้งสองฝั่งจะเห็นว่าในวงการพระเครื่องนอกจากเรื่องความเชื่อถือศรัทธา มันมีกระบวนการไต่สวนหาความรู้ พิสูจน์ถูก ผิด จริงแท้ ในหลายมิติ ซึ่งอาจต้องอาศัยความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ มาปะปนด้วย เราอาจติดตามได้สนุกๆ (หัวเราะ)
พระเครื่องในสังคมไทยถ้าจะรวบรัดสุด เป็นการลงทุนทางศรัทธาเป็นหลักมากกว่า
ที่สำคัญคือเป็นศรัทธาความเชื่อที่แปลงเป็นมูลค่าทางสินทรัพย์ได้
อีกมิติหนึ่ง แน่นอนว่ามีคุณค่าในแง่จิตวิญญาณ แต่ประเด็นหลักจริงๆ ที่หล่อเลี้ยงให้วงการพระเครื่องอยู่ได้ แล้วกลายมาเป็นดราม่าถึงตอนนี้
มันคือเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจล้วนๆ
: ทองคำราคาขึ้นตามตลาดโลก พระเครื่องราคาพุ่งตามปัจจัยอะไรบ้าง วัดจากระดับความศักดิ์สิทธิ์ หรือดีกรีความหายาก ?
ถ้าละวางประเด็นเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ว่ามีจริงหรือไม่ แล้วตอบแบบกำปั้นทุบดินง่ายๆ ตามภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ มันมีอุปสงค์ กับอุปทาน
แต่มิติที่ซับซ้อนไปกว่านั้น พระเครื่องแบบไทยที่เป็นวัตถุมวลสาร โบราณวัตถุ กลับมีมูลค่ามหาศาล เพราะพระเครื่องกับวัตุมงคลแบบไทยสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่าทุนทางสัญลักษณ์ พื้นฐานความคิดคนไทยโดยทั่วๆ ไป ถึงไม่ใช่นักเลงพระ เราก็ให้ความเคารพนับถือสิ่งที่แทนพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์อยู่แล้ว
ประการที่สองคือทุนทางสังคม วัตถุพวกนี้ไม่ว่าเราจะอยู่ในวงการพระเครื่องหรือไม่ แต่โดยมากคนไทยก็ไม่ทิ้ง เผื่อเอาไปขายแปรเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ก็ยังดี ดังนั้นปัจจัยพวกนี้มันหล่อหลอมขึ้นให้กลายเป็นวัตถุที่มีราคาค่างวด และหลายกรณีการมีจำนวนจำกัด หายาก ก็เป็นปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ทำให้พระเครื่องมีราคาขึ้นมาในทุกสมัย
: คดีพระๆ ทั้งเถรานุเถระ จนถึงพระเครื่อง ทำไมฝีมาแตกเอาปี 2568 ควรมีคำอธิบายเชิงวิชาการ หรือโหราศาสตร์ ?
ปรากฏการณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวงการสงฆ์ และดราม่าพระเครื่องต่างๆ มันมาบังเอิญบรรจบกันช่วงนี้ โจทย์หลักใหญ่ของสังคมไทยในห้วงที่ผ่านมาก็คือ คือประเด็นเรื่องความประพฤติของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์กับสีกา ความอื้อฉาวทางการเงิน
เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เคยซุกอยู่ใต้พรม เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่อาจจะระแคะระคายมาบ้าง แต่ไม่เคยถูกเปิดเผย ชะล้างอย่างจริงจัง กลายเป็นปรากฏการณ์ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ก็หนักหน่วงหน่อยสำหรับวงการศาสนาพุทธไทย
เปรียบได้ว่ามฤตยูเข้าวงการศาสนา
: เรื่องที่ว่า ‘ระแคะระคาย’ ทำสังคมตกใจร้อง ‘อุ๊ย!’ สุดท้ายพอสืบสาวกันจริงๆ หลายกรณี ชาวบ้านในพื้นที่เขารู้กันอยู่แล้ว เช่นการเกิดแฮชแท็ก #คนลพบุรีเขารู้กัน สิ่งนี้สะท้อนอะไร ?
หลายกรณีชาวบ้านรู้ความประพฤติของพระพวกนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระเซเลบ หรือเจ้าคณะผู้ปกครองระดับบนๆ ชาวบ้านพยายามร้องเรียนหน่วยงานรัฐ และเจ้าคณะผู้ปกครองระดับสูงมานานแล้ว แต่ถูกเพิกเฉย ดองไว้ ไม่มีการไต่สวนอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุดพอมาจำนนต่อหลักฐาน การดำเนินงานของตำรวจ และกระแสกดดันทางสังคม ก็เลยต้องยอมรับ
ทีนี้มันก็จะไปสู่ประเด็นที่ว่า ถ้าดูกันจริงๆ บรรดาพระพวกนี้โดยมากมักไม่มีฐานที่เป็นชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น แต่มักสัมพันธ์กับอำนาจรัฐ เจ้าคณะผู้ปกครองระดับบน และมีฐานผู้ที่ศรัทธานับถืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า
อันนี้น่าจะทำให้เราพอเห็นภาพลางๆ ว่าทำไมความพยายามของชาวบ้าน ความพยายามของคนที่เขาพยายามเปิดโปงมันจึงไม่ประสบความสำเร็จ
: แล้ววงการผ้าเหลืองเขา ‘รู้กัน’ ไหม ช่วยกันปกปิดด้วยหรือไม่ ?
(หัวเราะ) ในแง่ความเป็นไปได้คิดว่ามี
กับอีกกรณีหนึ่งคือ อาจรู้สึกว่าถ้าเปิดเผยจะกระทบต่อความศรัทธาในวงกว้าง ทีนี้พอปกปิดนานๆ เข้า
เมื่อปัญหามันแดงขึ้นมาก็มีสภาพอย่างที่เราเห็น
กลายเป็นหนึ่งวาระแห่งชาติ
: คิดว่าจะมีอะไรที่ ‘พีก’ กว่านี้อีกไหม แบบไปให้สุดแล้วหยุดที่ไหน ?
ในแง่ของประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยนับตั้งแต่ยุคปลายธนบุรีถึงปัจจุบัน มันก็มีหลายระลอกที่ฝ่ายอาณาจักรต้องเข้าไปจัดการความประพฤติที่ไม่อยู่ในร่องในรอยของฝ่ายพุทธจักร
ในช่วงทศวรรษ 2520-2530 การเติบโตของสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ทำให้คนไทยเข้าถึงข่าวฉาวของพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายมากขึ้น ที่นี้ปี 2568 ที่เรารู้สึกตะลึงพรึงเพริดมากกับกรณีสีกากอล์ฟ พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูป รวมไปถึงกรณีของวัดพระบาทน้ำพุ อันนี้ผมคิดว่ามันเป็นจุดพีกจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย
แต่ถามว่าในอนาคตมันจะมีพีกกว่านี้ไหม ผมคิดว่าถ้าปัญหาในปีนี้ กลายเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง คือปล่อยให้ทางโลกจัดการไปแล้วจบ ไม่นำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้าง ปรับตัว หรือไม่นำไปสู่การสังคายนาปฏิรูปภายในวงการสงฆ์ ในไม่ช้าก็จะกลับเข้าสู่ประเด็นเดิม
ประกอบกับยุคปัจจุบันที่มีอย่างอื่นเข้ามาท้าทาย เช่น การเติบโตของขบวนการทางศาสนาอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้เติบโตภายใต้คณะสงฆ์อย่างเป็นทางการของรัฐ หรือคณะสงฆ์แบบเถรสมาคม
นอกจากนี้ AI ยังทำหน้าที่บางอย่างแทนได้แล้ว มี TikTok หลวงตาแสดงธรรมเทศนาต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนฮือฮากัน ด้านหนึ่งจะเห็นได้ว่าคนสนใจและโหยหาศาสนาอยู่
แต่ในขณะเดียวกันอีกในไม่ช้า เทคโนโลยีซึ่งเป็นบุคคลสมมุติที่มีความเสถียรกว่า และแน่นอนว่า AI ไม่น่าจะมีข่าวปาราชิก หรือมีเพศสัมพันธ์กับใครได้ (หัวเราะ) จะเข้ามาเป็นโจทย์ท้าทายในยุคสมัยใหม่
ผมคิดว่าโจทย์ของคณะสงฆ์ไทยคือ นอกจากการทำอย่างไรที่จะปฏิรูปองค์กรตนเองให้อยู่ในร่องในรอย ให้ทันสมัย แล้วจะทำอย่างไรในยุคใหม่เมื่อเจอเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามามากขึ้น
: มองอย่างไรต่อข้อเสนอทางสกัดแบบ ห้ามพระจับเงิน หรือให้พระมี ‘เมีย’ ไปเลยจบๆ เหมือนพระเกาหลี นิกายมหายาน ?
เรื่องการจัดการเงินทองภายในคณะสงฆ์ มันมีวิธีจัดการที่ถูกต้องตามพระวินัยอยู่ เช่น ไวยาวัจกร การจัดการผ่านใบปวารณา เป็นต้น ตามวิธีการของคณะสงฆ์คือมีฆราวาสที่เข้ามาดูแลจัดการแทน
ส่วนเรื่องอนุญาตให้พระมีเมีย เป็นไปไม่ได้เลย นี่อาจเป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยรับไม่ได้ ที่สำคัญคือว่าการดำรงอยู่ของศาสนาพุทธมันมีองค์ประกอบหลายประการ นอกจากตัวนักบวช พระภิกษุสงฆ์ คือภาคประชาชนผู้ที่มีศรัทธาด้วย
: คนอกหักต้องพักใจ ชาวพุทธอกหักต้องพักตรงไหน ขอแนวทางฮีลใจตามหลักปรัชญา ?
คนจำนวนมากอาจผิดหวังจากภาพวาดฝันทางศาสนามากกว่า คนจำนวนไม่น้อยคาดหวังว่าพระที่ตนเองศรัทธาจะต้องเป็นพระในอุดมคติที่เดินออกมาจากพระไตรปิฎกโดยที่ไม่ผิดเลยแม้แต่กระเบียดนิ้วเดียว จริงๆ แล้วถ้าพิจารณาวัฒนธรรมการนับถือพระหรือสำนักอาจารย์ต่างๆ ในเมืองไทยมันก็คล้ายๆ วัฒนธรรมเกาหลีเหมือนกันคือปกป้องอาจารย์ตนเองอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช อาจารย์ฉันดีกว่าอาจารย์เธอแน่ๆ อาจารย์ฉันเป็นพุทธแท้กว่าอาจารย์ของพวกเธอ
แน่นอนว่าความศรัทธาในอีกมิติหนึ่งก็ไม่ต่างจากความรัก เราวางใจอย่างเต็มที่ไปกับบุคคลนั้นๆ แต่ลืมไปว่าจริงๆ แล้วหลักพุทธปรัชญา ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ที่เราศรัทธาหรือใครก็แล้วแต่ ทุกคนก็ล้วนแต่แล้วเป็นคนที่กำลังพัฒนาตัวเองไปตามสเต็ป ตามหลักพุทธปรัชญาทั้งนั้น มีโอกาสที่จะผิดจะพลาดได้ แต่ในมิติหนึ่งเราสามารถเข้าถึงคำสอน หรือองค์ความรู้ จริยธรรม คุณธรรมอื่นๆ ได้
หลักคิด หลักการประพฤติตนทั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องวางไว้กับตัวบุคคลก็ได้ ให้วางไว้กับหลักการ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ลงทุนทางศรัทธา’ วิวาทะ พระเก๊? คุยกับ ดร.วิศรุต บวงสรวง เมื่อมฤตยูพุ่งชนพุทธไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly