โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว.คลังสหรัฐ กดดัน “เฟด” ลดดอกเบี้ย 1.5% เริ่มเดือน ก.ย.68

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ส.ค. 2568 เวลา 10.18 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2568 เวลา 03.18 น.

รมว.คลังสหรัฐ เรียกร้อง "เฟด" เริ่มรอบลดดอกเบี้ย 0.50% เดือนกันยายน และปรับลดรวมอย่างน้อย 1.5% ชี้ข้อมูลแรงงานอ่อนแอหนุนให้ควรผ่อนนโยบายเร็วกว่านี้ พร้อมเผยทำบัญชีรายชื่อผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานเฟด

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 22.57 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าสก็อตต์ เบสเซนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ออกมาเรียกร้องอย่างชัดเจนที่สุดจนถึงขณะนี้ให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยเป็นรอบต่อเนื่อง โดยระบุว่าดอกเบี้ยนโยบายควรอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจุบันอย่างน้อย 1.50%

เบสเซนท์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กับรายการ Bloomberg Surveillance เมื่อวันพุธว่า “ผมคิดว่าเราสามารถเข้าสู่รอบการปรับลดดอกเบี้ยได้ โดยเริ่มจากการลด 0.50% ในเดือนกันยายน …ถ้าดูจากโมเดลใด ๆ ก็ชี้ว่า เราน่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจุบันราว 1.50–1.75%”

เฟดเพิ่งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบเป้าหมาย 4.25%–4.50% ในการประชุมเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับคงที่มาตลอดปีนี้ เบสเซนท์กล่าวว่า หากเจ้าหน้าที่เฟดได้รับข้อมูลการปรับทบทวนตลาดแรงงานที่เผยออกมาเพียงไม่กี่วันหลังการประชุม (1 ส.ค.) ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ได้ปรับลดตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนรวม 258,000 ตำแหน่ง เฟดอาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยไปแล้ว

“ผมคาดว่าเราอาจได้เห็นการปรับลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมิถุนายนและกรกฎาคม” เขากล่าว

ข้อเสนอของเบสเซนท์ในการลดดอกเบี้ยครั้งนี้สูงกว่าที่ตลาดพันธบัตรคาดการณ์อยู่ในปัจจุบัน โดยการลดลง 1.5% จะทำให้ค่ากลางของกรอบเป้าหมายดอกเบี้ยเฟดอยู่ที่ราว 2.88% ขณะที่ฟิวเจอร์สดอกเบี้ยสะท้อนการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดลงสู่ระดับ 3% ในเดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคมปีหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 2 ปี ยังคงสูงกว่าอยู่ที่ 3.68%

โดยทั่วไปแล้ว รัฐมนตรีคลังสหรัฐมักหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นแบบเจาะจงเกี่ยวกับการตัดสินใจดอกเบี้ยของเฟด และที่ผ่านมา เบสเซนท์ก็ย้ำว่าจะพูดถึงเพียงนโยบายที่ผ่านมา ไม่ใช่การตัดสินใจในอนาคต ทว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้วิจารณ์ประธานเฟด เจอโรม พาวเวล ซ้ำหลายครั้งที่ไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ โดยพาวเวลล์และเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนระบุว่าต้องการเห็นข้อมูลชัดเจนกว่านี้เกี่ยวกับผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของทรัมป์

“Big List” รายชื่อผู้สืบตำแหน่งพาวเวล

เบสเซนท์เผยว่ามีผู้สมัครราว 10–11 คนที่กำลังถูกพิจารณาให้รับตำแหน่งประธานเฟดต่อจากพาวเวลล์ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมปีหน้า รวมถึงเจ้าหน้าที่เฟดปัจจุบันด้วย แต่ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ โดยเสริมว่าอาจมีการเปิดเผยชื่อเพิ่มเติมอีก 2 คนในวันพุธ

สำนักข่าว CNBC รายงานว่าทรัมป์กำลังพิจารณาผู้สมัคร อาทิ เดวิด เซอร์วอส (David Zervos) หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Jefferies, ริก รีเดอร์ (Rick Rieder) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนด้านตราสารหนี้โลกของ BlackRock และลาร์รี ลินด์ซีย์ (Larry Lindsey) อดีตผู้ว่าการเฟด

นอกจากนี้เบสเซนท์ยังกล่าวว่าเขาไม่คาดว่าสตีเฟน มิแรน (Stephen Miran) ซึ่งทรัมป์เสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในบอร์ดเฟดตามตำแหน่งที่ว่างอยู่ จะอยู่ต่อหลังเดือนมกราคม เมื่อวาระสิ้นสุดลง เนื่องจากจะมีการเปิดวาระใหม่ 14 ปีในช่วงนั้น และคำพูดของเขาบ่งชี้ว่าทรัมป์จะเลือกผู้สมัครคนใหม่

ปัญหาเงินเฟ้อในต่างประเทศ-อัตราผลตอบแทนพันธบัตร

เว้นแต่จะมีตำแหน่งว่างในบอร์ดเฟดอย่างไม่คาดคิด ผู้ที่จะมาแทนพาวเวลจะต้องมาจากตำแหน่งที่เปิดในเดือนมกราคม หรือจากเก้าอี้ประธานเฟดเอง ซึ่งซับซ้อนกว่า เนื่องจากวาระการเป็นผู้ว่าการเฟดของพาวเวลยังยาวไปถึงปี 2571 และเขายังไม่ชี้ชัดว่าจะลาออกจากบอร์ดเมื่อหมดวาระประธานหรือไม่

เบสเซนท์ย้ำว่าหวังให้วุฒิสภาสามารถให้ความเห็นชอบมิแรน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ให้ทันก่อนการประชุมเฟดวันที่ 16–17 กันยายน 2568

เขายังกล่าวว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้รับแรงกระทบจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและเยอรมนี

“ญี่ปุ่นมีปัญหาเงินเฟ้อ” เขากล่าว พร้อมระบุว่าได้พูดคุยกับผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น คาซูโอะ อูเอดะ และให้ความเห็นว่า “นี่เป็นความเห็นของผม ไม่ใช่ของเขา พวกเขาตามหลังสถานการณ์อยู่ ดังนั้นเขาน่าจะขึ้นดอกเบี้ย”

การออกพันธบัตรและความสนใจของนักลงทุน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุยาวพิเศษ (super-long dated) ปรับขึ้นมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และบางการประมูลมีความต้องการต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเยอรมนีอายุ 30 ปีเมื่อวันอังคารแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี “พันธบัตรอายุ 30 ปีของเราก็ถูกดึงขึ้นตามไปด้วย” เบสเซนท์กล่าว

เมื่อถูกถามว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นเหตุผลให้สหรัฐควรลดการออกพันธบัตรอายุ 30 ปีหรือไม่ เบสเซนท์ตอบว่ากระทรวงการคลังยังคงอยู่ระหว่างการประเมิน และต้องรอดูทิศทาง

ทั้งนี้กระทรวงการคลังสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้วคงแผนการออกพันธบัตรอายุยาวไว้ตามเดิม และระบุว่าไม่เห็นความจำเป็นต้องเพิ่มการขายตราสารประเภทนี้ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า โดยเบสเซนท์เผยว่านักลงทุนสถาบันให้ความสนใจมากที่สุดในตราสารหนี้ที่อยู่ในช่วงกลางของเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ซึ่งหมายถึงพันธบัตรอายุ 5–10 ปี

เขายังชี้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปีในปัจจุบันต่ำกว่าต้นปีนี้ ตรงข้ามกับบางตลาดต่างประเทศสิ่งนี้บอกผมว่านักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อกระทรวงการคลังและเฟด พร้อมเสริมว่า“ความคาดหวังเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบที่มั่นคง”

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...