รมว.คลังสหรัฐ กดดัน “เฟด” ลดดอกเบี้ย 1.5% เริ่มเดือน ก.ย.68
รมว.คลังสหรัฐ เรียกร้อง "เฟด" เริ่มรอบลดดอกเบี้ย 0.50% เดือนกันยายน และปรับลดรวมอย่างน้อย 1.5% ชี้ข้อมูลแรงงานอ่อนแอหนุนให้ควรผ่อนนโยบายเร็วกว่านี้ พร้อมเผยทำบัญชีรายชื่อผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานเฟด
วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 22.57 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าสก็อตต์ เบสเซนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ออกมาเรียกร้องอย่างชัดเจนที่สุดจนถึงขณะนี้ให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยเป็นรอบต่อเนื่อง โดยระบุว่าดอกเบี้ยนโยบายควรอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจุบันอย่างน้อย 1.50%
เบสเซนท์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กับรายการ Bloomberg Surveillance เมื่อวันพุธว่า “ผมคิดว่าเราสามารถเข้าสู่รอบการปรับลดดอกเบี้ยได้ โดยเริ่มจากการลด 0.50% ในเดือนกันยายน …ถ้าดูจากโมเดลใด ๆ ก็ชี้ว่า เราน่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจุบันราว 1.50–1.75%”
เฟดเพิ่งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบเป้าหมาย 4.25%–4.50% ในการประชุมเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับคงที่มาตลอดปีนี้ เบสเซนท์กล่าวว่า หากเจ้าหน้าที่เฟดได้รับข้อมูลการปรับทบทวนตลาดแรงงานที่เผยออกมาเพียงไม่กี่วันหลังการประชุม (1 ส.ค.) ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ได้ปรับลดตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนรวม 258,000 ตำแหน่ง เฟดอาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยไปแล้ว
“ผมคาดว่าเราอาจได้เห็นการปรับลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมิถุนายนและกรกฎาคม” เขากล่าว
ข้อเสนอของเบสเซนท์ในการลดดอกเบี้ยครั้งนี้สูงกว่าที่ตลาดพันธบัตรคาดการณ์อยู่ในปัจจุบัน โดยการลดลง 1.5% จะทำให้ค่ากลางของกรอบเป้าหมายดอกเบี้ยเฟดอยู่ที่ราว 2.88% ขณะที่ฟิวเจอร์สดอกเบี้ยสะท้อนการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดลงสู่ระดับ 3% ในเดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคมปีหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 2 ปี ยังคงสูงกว่าอยู่ที่ 3.68%
โดยทั่วไปแล้ว รัฐมนตรีคลังสหรัฐมักหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นแบบเจาะจงเกี่ยวกับการตัดสินใจดอกเบี้ยของเฟด และที่ผ่านมา เบสเซนท์ก็ย้ำว่าจะพูดถึงเพียงนโยบายที่ผ่านมา ไม่ใช่การตัดสินใจในอนาคต ทว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้วิจารณ์ประธานเฟด เจอโรม พาวเวล ซ้ำหลายครั้งที่ไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ โดยพาวเวลล์และเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนระบุว่าต้องการเห็นข้อมูลชัดเจนกว่านี้เกี่ยวกับผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของทรัมป์
“Big List” รายชื่อผู้สืบตำแหน่งพาวเวล
เบสเซนท์เผยว่ามีผู้สมัครราว 10–11 คนที่กำลังถูกพิจารณาให้รับตำแหน่งประธานเฟดต่อจากพาวเวลล์ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมปีหน้า รวมถึงเจ้าหน้าที่เฟดปัจจุบันด้วย แต่ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ โดยเสริมว่าอาจมีการเปิดเผยชื่อเพิ่มเติมอีก 2 คนในวันพุธ
สำนักข่าว CNBC รายงานว่าทรัมป์กำลังพิจารณาผู้สมัคร อาทิ เดวิด เซอร์วอส (David Zervos) หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Jefferies, ริก รีเดอร์ (Rick Rieder) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนด้านตราสารหนี้โลกของ BlackRock และลาร์รี ลินด์ซีย์ (Larry Lindsey) อดีตผู้ว่าการเฟด
นอกจากนี้เบสเซนท์ยังกล่าวว่าเขาไม่คาดว่าสตีเฟน มิแรน (Stephen Miran) ซึ่งทรัมป์เสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในบอร์ดเฟดตามตำแหน่งที่ว่างอยู่ จะอยู่ต่อหลังเดือนมกราคม เมื่อวาระสิ้นสุดลง เนื่องจากจะมีการเปิดวาระใหม่ 14 ปีในช่วงนั้น และคำพูดของเขาบ่งชี้ว่าทรัมป์จะเลือกผู้สมัครคนใหม่
ปัญหาเงินเฟ้อในต่างประเทศ-อัตราผลตอบแทนพันธบัตร
เว้นแต่จะมีตำแหน่งว่างในบอร์ดเฟดอย่างไม่คาดคิด ผู้ที่จะมาแทนพาวเวลจะต้องมาจากตำแหน่งที่เปิดในเดือนมกราคม หรือจากเก้าอี้ประธานเฟดเอง ซึ่งซับซ้อนกว่า เนื่องจากวาระการเป็นผู้ว่าการเฟดของพาวเวลยังยาวไปถึงปี 2571 และเขายังไม่ชี้ชัดว่าจะลาออกจากบอร์ดเมื่อหมดวาระประธานหรือไม่
เบสเซนท์ย้ำว่าหวังให้วุฒิสภาสามารถให้ความเห็นชอบมิแรน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ให้ทันก่อนการประชุมเฟดวันที่ 16–17 กันยายน 2568
เขายังกล่าวว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้รับแรงกระทบจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและเยอรมนี
“ญี่ปุ่นมีปัญหาเงินเฟ้อ” เขากล่าว พร้อมระบุว่าได้พูดคุยกับผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น คาซูโอะ อูเอดะ และให้ความเห็นว่า “นี่เป็นความเห็นของผม ไม่ใช่ของเขา พวกเขาตามหลังสถานการณ์อยู่ ดังนั้นเขาน่าจะขึ้นดอกเบี้ย”
การออกพันธบัตรและความสนใจของนักลงทุน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุยาวพิเศษ (super-long dated) ปรับขึ้นมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และบางการประมูลมีความต้องการต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเยอรมนีอายุ 30 ปีเมื่อวันอังคารแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี “พันธบัตรอายุ 30 ปีของเราก็ถูกดึงขึ้นตามไปด้วย” เบสเซนท์กล่าว
เมื่อถูกถามว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นเหตุผลให้สหรัฐควรลดการออกพันธบัตรอายุ 30 ปีหรือไม่ เบสเซนท์ตอบว่ากระทรวงการคลังยังคงอยู่ระหว่างการประเมิน และต้องรอดูทิศทาง
ทั้งนี้กระทรวงการคลังสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้วคงแผนการออกพันธบัตรอายุยาวไว้ตามเดิม และระบุว่าไม่เห็นความจำเป็นต้องเพิ่มการขายตราสารประเภทนี้ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า โดยเบสเซนท์เผยว่านักลงทุนสถาบันให้ความสนใจมากที่สุดในตราสารหนี้ที่อยู่ในช่วงกลางของเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ซึ่งหมายถึงพันธบัตรอายุ 5–10 ปี
เขายังชี้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปีในปัจจุบันต่ำกว่าต้นปีนี้ ตรงข้ามกับบางตลาดต่างประเทศสิ่งนี้บอกผมว่านักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อกระทรวงการคลังและเฟด พร้อมเสริมว่า“ความคาดหวังเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบที่มั่นคง”
อ้างอิง : bloomberg.com