ทำไมหลายประเทศถึงเลือก "ขยายอายุวัยเกษียณ"?
“ผมอยากเห็นประเทศไทยปรับอายุเกษียณเป็น 65 ไม่งั้นคนที่มีกำลังวังชาล้นแล้วไม่ได้แอ็กทีฟ มันก็จะเริ่มเป็นภาระ พอคนเราไม่ได้ทำอะไร ก็จะเหี่ยวเฉา เราต้องเปลี่ยนแปลง” คำกล่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของนโยบายแรงงานและสังคมไทย การพูดถึงการขยายอายุเกษียณเป็นประเด็นที่อยู่ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมวิทยามายาวนาน แต่ไม่เคยมีสัญญาณจากผู้นำรัฐบาลชัดเจนเท่าครั้งนี้ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
ประชากรสูงวัยในไทย
ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เกือบ 13 ล้านคน หรือประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ สำนักงานสถิติแห่งชาติประเมินว่า สัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเกิน 28% ภายในปี 2033 ส่งผลให้ไทยเข้าสู่สถานะ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society)” อย่างสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก World Bank ชี้ว่า อัตราการเกิดของไทยลดต่ำเหลือเพียง 1.16 คนต่อสตรีหนึ่งคนในปี 2023 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการทดแทนประชากรที่ 2.1 อย่างมาก ภาพรวมนี้ทำให้โครงสร้างแรงงานไทยเริ่มหดตัว ในอีกไม่กี่สิบปี คนวัยทำงานอาจไม่เพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเลี้ยงดูผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น
ปัญหาที่ซ้อนทับคือระบบกองทุนบำนาญและกองทุนประกันสังคมที่ออกแบบมาภายใต้โครงสร้างประชากรในยุคที่ไทยยังเป็น “ประเทศหนุ่มสาว” เริ่มส่งสัญญาณขาดดุล การศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการประกันสังคม ระบุว่า หากไม่มีการปรับโครงสร้าง เช่น การเพิ่มอายุเกษียณหรือการเพิ่มอัตราสมทบ กองทุนประกันสังคมอาจเผชิญปัญหาขาดดุลภายใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นภาระใหญ่ของรัฐที่ต้องจัดการ
ในบริบทเช่นนี้ การพูดถึงการขยายอายุเกษียณของนายกฯ ไม่ได้เป็นเพียงการสะท้อนความคิดเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดสัญญาณทางการเมืองว่ารัฐบาลไทยอาจต้องเดินตามรอยหลายประเทศพัฒนาแล้วที่เลือกยืดอายุการทำงานเพื่อตอบโจทย์สังคมสูงวัย หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกจับตามากที่สุดคือญี่ปุ่น ประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลก
ถอดบทเรียนสูงวัยในญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของประเทศที่ถูกบีบให้ต้องยืดอายุเกษียณเพราะแรงกดดันโครงสร้างประชากร ข้อมูลจากสำนักงานสถิติญี่ปุ่นระบุว่า ในปี 2024 ประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วน 29.3% หรือประมาณ 36 ล้านคน และแนวโน้มยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมื่อแรงงานวัยทำงานหดตัวลง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงต้องดำเนินมาตรการเชิงโครงสร้าง โดยออกกฎหมาย “Act on Stabilization of Employment of Elderly Persons” ที่กำหนดให้นายจ้างทุกแห่งจัดแจงให้ลูกจ้างสามารถทำงานต่อได้ถึงอายุ 65 ปี
กฎหมายฉบับนี้ที่ผ่านการแก้ไขล่าสุดจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนเมษายน 2025 กำหนดให้นายจ้างต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ปรับอายุเกษียณจากเดิมที่ต่ำกว่า 65 ปีให้เพิ่มขึ้นเป็น 65 ปี ยกเลิกระบบเกษียณไปเลย หรือใช้ระบบ “จ้างต่อ (continuous employment/re-employment)” ที่ให้ลูกจ้างทำงานต่อในรูปแบบสัญญาใหม่หลังครบเกษียณ รายงานจาก L&E Global ยังระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นจะไม่สามารถปฏิเสธพนักงานที่ประสงค์จะทำงานต่อจนถึง 65 ปีได้ หากยังมีศักยภาพในการทำงาน
บริษัทใหญ่หลายแห่งของญี่ปุ่นเริ่มขยายอายุก่อนกฎหมายจะบังคับ เช่น Shimizu Corporation ประกาศตั้งแต่ปี 2021 ให้พนักงานเลือกเกษียณระหว่าง 60–65 ปี พร้อมระบบชั่วโมงทำงานยืดหยุ่นเพื่อเตรียมเข้าสู่ยุคชีวิต 100 ปี ส่วนอีก 3 บริษัทยักษ์ในอุตสาหกรรมเหล็กอย่าง Nippon Steel, JFE Steel และ Kobe Steel ก็ตัดสินใจเลื่อนอายุเกษียณเป็น 65 ปีตั้งแต่ปีงบประมาณ 2021 หลังเจรจากับสหภาพแรงงานเพื่อรักษาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้าน ขณะที่ All Nippon Airways (ANA) เตรียมปรับอายุเกษียณบังคับเป็น 65 ปี ในปี 2027 โดยปรับสถานะพนักงานสูงวัยให้เป็น “พนักงานประจำ” ไม่ใช่เพียงสัญญารายปี พร้อมค่าตอบแทนสูงขึ้นกว่าเดิม เหตุผลสำคัญคือเพื่อถ่ายทอดความรู้และแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรมการบิน
มาตรการของญี่ปุ่นสอดรับกับปัญหาตลาดแรงงานที่ขาดแคลนเรื้อรัง อัตราการว่างงานในเดือนสิงหาคม 2025 อยู่ที่เพียง 2.6% และมีตำแหน่งงานว่างมากกว่าผู้สมัครงาน อัตราส่วนงานต่อผู้สมัครอยู่ที่ 1.20 หมายถึงมีตำแหน่งงาน 120 ตำแหน่ง ต่อผู้สมัคร 100 คน การยืดอายุเกษียณจึงไม่ใช่แค่การรักษาสิทธิแรงงานสูงวัย แต่ยังเป็นการอุดช่องโหว่กำลังคนในระบบเศรษฐกิจ
ขยายเกษียณในยุโรป
หากมองไปที่ยุโรป จะเห็นภาพเดียวกัน เพียงแต่ความเข้มข้นของแรงต้านและความแตกต่างเชิงนโยบายทำให้ยุโรปกลายเป็น “ห้องเรียน” ที่ให้บทเรียนหลากหลาย ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สเปน และอิตาลี ต่างกำลังขยับอายุเกษียณเข้าใกล้ 67 ปี เพื่อรักษาความยั่งยืนของระบบบำนาญ แต่เส้นทางไม่เหมือนกัน
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่เจอแรงต้านมากที่สุด เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ เอมมานูเอล มาครง ออกกฎหมายปฏิรูปบำนาญปี 2023 เพิ่มอายุเกษียณขั้นต่ำจาก 62 ปี เป็น 64 ปี ภายในปี 2030 และเพิ่มจำนวนปีทำงานเพื่อสิทธิบำนาญเต็มจาก 42 ปี เป็น 43 ปี เหตุผลที่รัฐบาลอ้างคือระบบบำนาญฝรั่งเศสกำลังขาดดุลและจะไม่ยั่งยืน แต่ผลลัพธ์คือการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ มีผู้ชุมนุมหลายล้านคน ปารีสเต็มไปด้วยขยะเพราะการหยุดงานของแรงงานท้องถิ่น และแรงกดดันทางการเมืองที่สั่นคลอนรัฐบาล
ตรงกันข้าม เยอรมนีเลือกใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป โดยตั้งเป้าจะเพิ่มอายุเกษียณตามกฎหมายเป็น 67 ปี ภายในปี 2031 และให้สิทธิประโยชน์จูงใจ เช่น โบนัสบำนาญสำหรับผู้ที่ทำงานต่อหลังเกษียณปกติ รวมถึงลดสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่เลือกเกษียณก่อนเวลา วิธีนี้ทำให้สังคมยอมรับได้มากกว่า แม้จะยังมีเสียงวิจารณ์
เนเธอร์แลนด์เลือกนโยบายที่ผูกอายุเกษียณกับอายุขัย โดยกฎหมาย Future Pensions Act ที่มีผลใช้ตั้งแต่ปี 2023 กำหนดว่าอายุบำนาญรัฐ (AOW) จะเพิ่มขึ้นตามค่าเฉลี่ยอายุขัย เช่น ในปี 2028 จะอยู่ที่ 67 ปี 3 เดือน วิธีนี้ทำให้ไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น
ตามรายงานจากรอยเตอร์ สเปนก็อยู่ระหว่างการไต่ระดับอายุเกษียณ โดยมีกำหนดเพิ่มเป็น 67 ปี ภายในปี 2027 ปี 2025 จะอยู่ที่ 66 ปี 8 เดือน สำหรับผู้ที่ยังทำงานไม่ครบจำนวนปีที่กำหนด
ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมว่า ยุโรปกำลังพยายามปรับอายุเกษียณให้เข้าใกล้ 67 ปี เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันด้านประชากรและเศรษฐกิจ ข้อมูลจากOECD ในรายงาน Pensions at a Glance 2023 ระบุว่า อายุเกษียณเฉลี่ยของประเทศสมาชิกในอนาคตจะอยู่ที่ 66.3 ปี สำหรับผู้ชาย และ 65.8 ปี สำหรับผู้หญิง ชี้ว่าหากไม่ปรับ ระบบบำนาญหลายประเทศจะเผชิญปัญหาความไม่ยั่งยืนอย่างรุนแรง
บทเรียนจากยุโรปชี้ให้เห็นชัดว่าการยืดอายุเกษียณไม่ใช่เพียงมาตรการทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องที่ต้องบริหารการเมืองและความรู้สึกของสังคมไปพร้อมกัน ประเทศที่สามารถออกแบบนโยบายโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเห็นประโยชน์ เช่น เยอรมนีหรือเนเธอร์แลนด์ มักเจอแรงต้านน้อยกว่าประเทศที่บังคับใช้อย่างฉับพลันเหมือนฝรั่งเศส
ความท้าทายในไทย
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ไทย คำกล่าวของนายกอนุทินจึงเป็นเหมือนการส่งสัญญาณล่วงหน้าว่ารัฐบาลอยู่ในกระบวนการชั่งน้ำหนักถึงการยืดอายุเกษียณ การขยับครั้งนี้หากเกิดขึ้นจริงจะมีผลลัพธ์หลายด้าน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การคลัง และสังคม ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมของไทยเก็บเงินสมทบจากแรงงานราว 11 ล้านคน แต่ต้องดูแลผู้ประกันตนที่เกษียณอายุกว่า 5 ล้านคน และจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอีกสิบปีข้างหน้า หากไม่มีการปรับสมดุล เงินกองทุนอาจขาดดุลเร็วกว่าที่คาดการณ์ การเลื่อนอายุเกษียณจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้จ่ายเงินสมทบในระบบ และเลื่อนการจ่ายเงินบำนาญออกไป ทำให้ระบบมีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำหรับไทยคือการออกแบบระบบให้เป็นธรรมต่อแรงงานทุกกลุ่ม เพราะแรงงานในเมืองที่ทำงานออฟฟิศอาจสามารถทำงานได้ถึง 65 ปี แต่แรงงานก่อสร้าง เกษตรกร หรือผู้ใช้แรงงานในโรงงานจำนวนมากอาจไม่มีสุขภาพที่ดีพอ รัฐบาลจึงอาจต้องพิจารณาระบบที่ยืดหยุ่น เช่น ให้สิทธิเลือกเกษียณก่อนเวลาโดยยังได้รับบำนาญบางส่วน หรือให้โบนัสเพิ่มบำนาญสำหรับผู้ที่ทำงานต่อคล้ายระบบของเยอรมนี เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำและแรงต้านทางสังคม
หากมองไปในระยะยาว ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตัดสินใจครั้งนี้ได้เพราะโครงสร้างประชากรกำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับญี่ปุ่นและยุโรป รายงานจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า ภายในปี 2040 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเกินกว่า 30% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่แก่เร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ยังมีประชากรวัยทำงานหนาแน่น ไทยจึงเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หากไม่ปรับนโยบายแรงงานและระบบบำนาญให้ทัน
การขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปีมีความหมายต่อเศรษฐกิจมหภาคในหลายด้าน ประการแรกคือการเพิ่มแรงงานในตลาด จากงานวิจัยของธนาคารโลกชี้ว่า การเพิ่มอายุเกษียณขึ้น 5 ปี จะทำให้จำนวนแรงงานในระบบเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-4% ต่อประเทศ และช่วยให้ GDP มีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นราว 1% ต่อปีในระยะกลาง ผลลัพธ์นี้อาจเป็นกันชนสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัญหาการเติบโตต่ำและแรงงานหายาก
ประการที่สองคือผลต่อการคลังและเสถียรภาพของกองทุนบำนาญ งานศึกษาของ OECD ระบุว่าการเพิ่มอายุเกษียณเพียงสองปีสามารถลดภาระการใช้จ่ายบำนาญของรัฐได้กว่า 1% ของ GDP ต่อปี ซึ่งหากนำมาปรับใช้ในบริบทไทย การขยับเป็น 65 ปี อาจช่วยยืดอายุความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมออกไปอีกหลายสิบปี และลดความเสี่ยงที่รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาชดเชย
เศรษฐกิจสีเงิน
ในอีกด้านหนึ่ง การทำงานที่ยาวนานขึ้นยังช่วยสร้าง “Silver Economy” หรือเศรษฐกิจสีเงินที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในญี่ปุ่นและยุโรป แนวคิดนี้มองว่าผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงผู้รับสวัสดิการ แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคและผู้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การเปิดโอกาสให้คนวัย 60–70 ปีทำงานต่อไปได้จะสร้างกำลังซื้อที่มั่นคง และกระตุ้นอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ตั้งแต่การท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ บริการสุขภาพเชิงป้องกัน ไปจนถึงเทคโนโลยีช่วยเหลือชีวิตประจำวัน ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพอาจได้ประโยชน์โดยตรงหากสามารถเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ผู้รับ” ไปเป็น “ผู้ขับเคลื่อน”
แต่แน่นอนว่าการยืดอายุเกษียณย่อมตามมาด้วยความท้าทาย ไม่เพียงเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานปัญญากับแรงงานกายภาพ แต่ยังรวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงานต่อ การสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่ามีเพียง 27% ของแรงงานไทยที่คิดว่าตนเองสามารถทำงานได้ถึง 65 ปี ในสภาพปัจจุบัน สะท้อนว่าหากจะผลักดันนโยบายดังกล่าว รัฐบาลต้องลงทุนมากขึ้นในด้านสุขภาพแรงงาน การฝึกอบรมทักษะใหม่ และการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไมหลายประเทศถึงเลือก “ขยายอายุวัยเกษียณ”?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net